ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563

2พรรคใหญ่ซัด"บิ๊กตู่"สืบอำนาจ! ท้าเปิดหน้าสู้การเมือง

2.24K 544
2พรรคใหญ่ซัดบิ๊กตู่สืบอำนาจ! ท้าเปิดหน้าสู้การเมือง

พรรคใหญ่ซัด"บิีกตู่"หวังสืบอำนาจ จี้เปิดหน้าอย่าลับลวงพราง ซัดปฏิรูปน้ำเน่า 4ปีเพิ่งคิดตั้งที่ปรึกษา ด้านบิ๊กเพื่อไทยตีกอล์ฟ"สะสมทรัพย์"เจอกั๊กร่วมงานการเมือง

จุดประเด็นร้อนทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง หลังคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติแต่งตั้ง นายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านการเมือง และแต่งตั้ง นายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ส่งผลให้นักการเมืองซีกตรงข้ามออกมารุมถล่มท่าทีของรัฐบาลคสช.ที่ต้องการอยู่ในอำนาจต่อด้วยวิธีการตกเขียวทางการเมือง

   

เมื่อวันที่ 18 เมษายน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ท่าทีของรัฐบาลแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการเข้าสู่การเมืองและปรารถนาอยากเป็นนายกฯ ต่อเพื่อสืบทอดอำนาจให้ยาวนานที่สุด ทั้งการเลื่อนเลือกตั้ง หากเลื่อนเลือกตั้งไม่ได้ก็จะหาวิธีเพื่อให้ได้เปรียบในการเลือกตั้งมากที่สุด ส่วนอนาคตพรรคเพื่อไทยจะร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังชลได้อีกหรือไม่นั้นก็ยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นอะไร แต่ที่ทราบแน่ชัดคือ พลังชลคงร่วมมือกับ พล.อ.ประยุทธ์แล้ว

   

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวอีกว่า สมัยของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะไม่ทำหรือสร้างความได้เปรียบกับคู่แข่งทางการเมือง แต่สิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันทำนั้นขอตั้งคำถามว่าการจัดงบประมาณและใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อปูฐานเสียงเอาเปรียบคู่แข่งทางการเมืองหรือไม่ โดยรัฐบาลปัจจุบันมีอำนาจและมาตรา 44 ห้ามพรรคการเมืองทุกพรรคเคลื่อนไหว แต่รัฐบาลกลับทำได้ทุกอย่าง ทั้งใช้งบประมาณและกลไกของรัฐทั้งหมดทำฝ่ายเดียว ถือเป็นการเอาเปรียบทุกมิติ ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสม หากเงินนับล้านล้านบาทที่ลงสู่ประชาชนสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ถือเป็นเรื่องที่พอสนับสนุนกันได้ แต่ปรากฏว่าเศรษฐกิจฐานรากไม่ถูกกระตุ้น ดังนั้นจึงกลายเป็นว่าเขาทำเพื่อคะแนนเสียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงผลว่าทำได้จริงหรือไม่

ชี้ลับลวงพรางถูกสังคมตั้งคำถาม

"ขอให้ไปสอบถามจาก พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยว่า ที่พูดตอนหนึ่งว่าไม่อยากเป็นนายกฯ แต่ตอนหลังพูดว่าจะเล่นการเมือง คือการกลืนน้ำลายหรือกลับคำหรือไม่ แต่สิ่งที่นายกฯ แสดงเจตนาไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากหัวหน้าคสช.ตัดสินใจแล้ว ควรเปิดเผยความตั้งใจ วิธีการ ว่าจะอยู่พรรคไหน ให้พรรคไหนสนับสนุน โดยทำด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ ทั้งนี้มองว่าหากเลือกใช้วิธีแอบซ่อน หรือลับลวงพราง ใช้อำนาจกดหัวบุคคลอื่น และสร้างเงื่อนไขเอาเปรียบ เพื่อสร้างประโยชน์ให้ตัวเองฝ่ายเดียว อาจถูกตั้งคำถามจากสังคมได้" คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีคสช.ดึงพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กไปร่วมด้วยจะทำให้พรรคเพื่อไทยรวมเสียงตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งยากหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า เป้าหมายของพรรคการเมืองคือนำเสนอแก้ปัญหาให้ประชาชนเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจวันเลือกตั้งและเมื่อประชาชนตัดสินแล้วทุกพรรคต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน ไม่ว่าแพ้หรือชนะต้องยอมรับ หากไม่ยอมรับอาจเกิดวุ่นวายเหมือนที่ผ่านมาได้ ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยพร้อมเคารพการตัดสินของประชาชน ส่วนใครจะใช้อำนาจลับลวงพรางถือว่าไม่ใช่สุภาพบุรุษตามวิถีสุภาพชน

แกนนำพรรคเพื่อไทยกลุ่มส.ส.กทม.ยังกล่าวถึงกระแสการดึงอดีตส.ส.ย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ว่า เรื่องนี้ตัดสินใจหรือตอบแทนอดีตส.ส.ไม่ได้ แต่เท่าที่พูดคุยได้รับคำตอบที่มั่นใจได้ว่าคนที่ร่วมทำงานในกลุ่มคือผู้มีอุดมการณ์และเป้าหมายการทำงานเพื่อประชาชนจึงเลือกอยู่พรรคเพื่อไทย

ต่อข้อถามถึงความมั่นใจการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวสั้นๆ ว่า "ไม่คิดว่าจะเลือกตั้งเร็ว เพราะดูวิธีปฏิบัติของเขาแล้ว เขาไม่อยากให้มีการเลือกตั้งเร็ว"

 

"วัฒนา"ไม่ร่วมสังฆกรรมพลังชล

ด้านนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่ร่วมสังฆกรรมกับพรรคพลังชลหลังจากที่เข้าไปร่วมงานกับรัฐบาลคสช. การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ดึงกลุ่มการเมืองขนาดเล็กเข้าไปร่วมงานนั้น มองว่าไม่ใช่วิถีทางของการปฏิรูปการเมืองที่แท้จริง เพราะเป็นท่าทีที่แสดงให้เห็นถึงการแสวงหาอำนาจ และความกระสันทางอำนาจการเมืองของคนกลุ่มหนึ่ง และหลอกลวงประชาชนว่าจะแก้ปัญหาการเมือง แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นเช่นนั้น

"ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศตัวให้ชัดเจนต่อการลงสนามเลือกตั้งและหากจะลงเลือกตั้ง ผมก็พร้อมไปลงสมัครในเขตเป็นเพื่อน อย่าทำตัวหลบๆซ่อนๆ อย่างไรก็ตามในกติกา พล.อ.ประยุทธ์จะลงสมัครส.ส.ไม่ได้ แต่ก็ยังมีแนวทางของการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ของพรรคการเมือง เชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์จะไม่ใช้วิธีการที่ต้องผ่านการเลือกตั้งหรือการตัดสินใจจากประชาชนแน่นอน" นายวัฒนากล่าว

นายวัฒนา กล่าวอีกว่า การที่พรรคพลังชลถูกดึงไปร่วมงานรัฐบาลไม่มีผลกระทบใดต่อพรรคเพื่อไทย เพราะเป็นคนละฐานเสียงและคนละพื้นที่  พรรคการเมืองที่เป็นพรรคขนาดเล็กและเป็นพรรคภายในจังหวัด มองการเมืองและเล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์และธุรกิจ เชื่อว่าจะเสื่อมศรัทธา และจะไม่เติบโต ขอประกาศในวันนี้ว่าหากเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งและได้เสียงข้างมากแต่ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะไม่ได้เสียงจากพวกที่ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่ายเผด็จการ เราพร้อมเป็นฝ่ายค้าน

"ยืนยันว่าเราจะไม่ร่วมสังฆกรรมกับเผด็จการเด็ดขาด เราไม่เอา รวมถึงพรรคการเมืองที่ไปร่วมกับรัฐบาลเผด็จการขนาดนี้ด้วย ขอแยกพวกชัดเจน เราไม่ร่วมมือและขอให้ประชาชนเลือกข้างได้เลยว่า ใครนิยมเผด็จการก็ไปเลือกพวกนั้น หากใครรักประชาธิปไตยก็เลือกพวกเรา" นายวัฒนาประกาศ

ปชป.ฉะบิ๊กตู่ตกปลาในบ่อเพื่อน

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่แปลกใจ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารทุกครั้ง เพียงแต่คนไทยไม่จำเอง ประการต่อไปมีนักการเมืองที่ไปร่วมกับคณะรัฐประหารทุกครั้ง นักการเมืองเหล่านี้ส่วนใหญ่พฤติกรรมจะค้านสายตาประชาชน แต่ในตลาดนัดการเมืองมันหาง่ายราคาก็ไม่สูงเกินไป ต่อรองกันได้จะซื้อรายตัวหรือยกเข่งก็แล้วแต่ต่อรองกัน ต่อไปนี้จะมีเรื่องทำนองนี้ให้เห็นมากขึ้น ก็อย่าตกใจหรือแปลกใจอะไร นี่ยุครัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เรียกว่า ยุคปฏิรูป มีพล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำการปฏิรูปเอง ก็หวังว่าจะเห็นการปฏิรูปดีๆ เกิดขึ้นหลังเลือกตั้ง เพียงแต่ขอแช่งไว้ว่า ใครก็ตามใช้ทำเนียบรัฐบาลเป็นที่ทำการพรรค ขอให้ประสบชะตากรรมเหมือนผู้นำในอดีต ทำเนียบรัฐบาลเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ต้องใช้แก้ความทุกข์ให้ประชาชน มิใช่สนองตัณหาของตัวเองที่พูดนี้มิได้ระบุชื่อใคร ใครไม่ทำก็อย่าไปร้อนตัว

  

"พฤติกรรมมันชัดอยู่แล้วว่าดูดนักการเมือง เพราะนายกฯ บอกว่าให้มาเป็นที่ปรึกษาทางการเมือง ผมคิดว่าปีสุดท้ายของนายกฯ แล้วจะมามีที่ปรึกษาเรื่องการเมืองเพื่ออะไร ทำไมเพิ่งมาคิดเอาปีนี้ ทำให้เห็นว่านายกฯกำลังจะเข้าสู่การเมือง เดิมไม่ได้สร้างบ่อปลาไว้ก็ไปตกของคนอื่น เพื่อจะยุบรวมเป็นบ่อเดียวกัน แสดงให้เห็นอย่างหนึ่งว่า การปฏิรูปการเมืองไม่ง่าย เพราะความจริงยังเป็นน้ำเน่า ภาคปฏิบัติยังแย่ ล้าหลัง ซึ่งไม่แปลกใจกับเรื่องที่เกิด แต่อยากเตือนประชาชนที่กำลังผิดหวังอยู่ว่า ต้องทำใจ และเราอาจจะได้เห็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายกว่านี้อีก มีนักการเมืองประเภทหนึ่งที่ยอมให้เขาดูด ซึ่งมีประจำ แต่นักการเมืองอีกประเภทไม่ยอมให้ดูด ก็ต้องดูว่าใครมีความเข้มแข็ง มีอุดมการณ์มากกว่ากัน" นายนิพิฏฐ์ระบุ

เมื่อถามต่อว่า หากคสช.ใช้วิธีดูดนักการเมืองหน้าเก่า พรรคประชาธิปัตย์จะรับมืออย่างไร นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ประชาธิปัตย์ไม่ต้องรับมืออะไร อดีตส.ส.ของประชาธิปัตย์มีความเข้มแข็งและมีอุดมการณ์ในตัวทุกคน คงจะไม่ถูกดูดไปได้ คนที่ถูกดูดมีรังสีอยู่แล้ว ดูหน้าผากก็รู้ว่าใครถูกดูดบ้างหรือไม่ 

แขวะน่าตั้งกุนซือด้านจริยธรรม

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่อยู่เหนือความคาดหมายสักเท่าไหร่ แต่การที่พล.อ.ประยุทธ์แจ้งว่าการแต่งตั้งที่ปรึกษาฝ่ายการเมืองเพราะไม่ประสีประสาทางการเมืองนั้น ก็อดอมยิ้มไม่ได้ เพราะรัฐบาลนี้ทำงานมาจะครบ 4 ปี ตำหนินักการเมืองแบบเหมารวมทุกครั้งที่มีโอกาส นายกฯ คงลืมไปว่าที่ปรึกษานายกฯ ก็เป็นนักการเมืองในนั้นด้วย

นายจุฤทธิ์ กล่าวอีกว่า ในเมื่อแต่งตั้งแล้ว จึงคิดว่าควรตั้งที่ปรึกษานายกฯ เพิ่ม 2 ฝ่าย ซึ่งน่าจะประกอบด้วย 1.ที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายประชาชน เพื่อให้ได้รู้ว่าวันนี้ประชาชนต้องการอะไร เดือดร้อนอะไร ประชาชนอยากให้รัฐบาลทำอะไรและไม่อยากให้ทำอะไร เพราะที่ผ่านมามีการเลือกตั้ง มี ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งทำหน้าที่ตัวแทนประชาชนบอกรัฐบาลถึงความเป็นอยู่ ความเดือดร้อน และเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ขณะที่รัฐบาลนี้มาทำงานเกือบ 4 ปี แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงเข้าถึงประชาชนได้ เพราะรัฐบาลรอฟังแต่รายงานจากคนรอบข้างที่ไม่ใช่ตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง ทำให้หลายเรื่องจึงยังเป็นปัญหาที่รัฐบาลแก้ไม่ตก และไม่มีทีท่าว่าจะแก้ได้ ยิ่งซ้ำเติมประชาชนทุกข์หนักยิ่งกว่าเดิม และ 2.ที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายจริยธรรม เพราะหลายกรณีที่พฤติกรรมของคนในรัฐบาลทำร้ายความรู้สึกของคนในชาติ 

"หญิงหน่อย"เปิดบ้านให้รดน้ำดำหัว

วันเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์ พร้อมด้วย นายสมยศ ลีลาปัญญาเลิศ สามี ได้เปิดบ้านพักย่านลาดปลาเค้าเพื่อให้นักการเมืองในกลุ่มกทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.) รวมทั้งสมาชิกสภาเขต(ส.ข.) พร้อมด้วยประชาชนเข้ารดน้ำดำหัวในเทศกาลสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ไทย โดยมีนักการเมืองในกลุ่มกว่า 20 คน อาทิ นายวิชาญ มีนชัยนันท์, นายการุณ โหสกุล, นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ, นายสรชาติ เทียนทอง, นางลีลาวดี วัชโรบล, น.ส.ภูวนิดา คุนผลิน, นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตส.ส.กทม., น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น, นายชวลิต วิชยสุทธิ์, นายไพจิต ศรีวรขาน อดีตส.ส.นครพนม, นายขจิต ชัยนิคม อดีต ส.ส.อุดรธานี, นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี, นายวัฒนา เมืองสุข อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะทำพิธีรดน้ำดำหัว คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวอวยพรว่า ขอให้มีความสุข ทำสิ่งใดขอให้ประสบความสำเร็จ รวมถึงขอให้คนรักและเป็นที่นิยมลงเลือกตั้งขอให้เป็นส.ส.และเป็นถึงรัฐมนตรี

ต่อมาคุณหญิงสุดารัตน์ให้สัมภาษณ์ว่า ทุกปีจะเปิดบ้านให้กลุ่มคนที่เคยทำงานร่วมกันรดน้ำขอพรซึ่งไม่ใช่การเปิดบ้านเพื่อเช็กชื่ออดีตส.ส.ในกลุ่ม อย่างไรก็ตาม การเปิดบ้านในวันเดียวกันกับที่แกนนำพรรคเพื่อไทยเดินทางไป จ.นครปฐม เพื่อพบกับนักการเมืองตระกูลสะสมทรัพย์นั้นไม่มีนัยใดทั้งสิ้น โดยอดีตส.ส.และคนของพรรคที่มาร่วมกิจกรรมที่บ้านเสร็จแล้วก็จะเดินทางไปสมทบและร่วมตีกอล์ฟด้วยเช่นกัน

"สะสมทรัพย์"แทงกั๊กสังกัดพท.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสนามกอล์ฟนิกันติ ต.ธรรมศาลา อ.เมือง จ.นครปฐม ว่า แกนนำพรรคเพื่อไทย กว่า 20 คน นำโดย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี นายชัยเกษม นิติสิริ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายวราเทพ รัตนากร นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว นายชูศักดิ์ ศิรินิล และนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค ออกรอบตีกอล์ฟกับตระกูลสะสมทรัพย์ โดยมี นายไชยยศ สะสมทรัพย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และนายอนุชา สะสมทรัพย์ อดีต ส.ส.นครปฐม ต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการพูดคุยส่วนตัว นายสมชาย และนายภูมิธรรม ได้เอ่ยปากชวนนายไชยยศให้ไปยืนยันสมาชิกอยู่พรรคเพื่อไทยด้วยกัน ซึ่งนายไชยยศได้แต่หัวเราะโดยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ

ทั้งนี้ การออกรอบในวันนี้ นายไชยา สะสมทรัพย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข อยู่ระหว่างการรักษาตัว และนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ติดภารกิจไปต่างประเทศ จึงไม่ได้มาร่วมออกรอบด้วย

ด้านนายอนุชา สะสมทรัพย์ อดีต ส.ส.นครปฐม กล่าวว่า สนามกอล์ฟนี้เปิดรับทุกคน โดยไม่รู้ล่วงหน้าว่าใครจะเดินทางมา ในฐานะเจ้าของสนามก็ต้อนรับทุกคน เหมือนเช่นกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เเละหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางมาก่อนหน้านี้ ซึ่งวันนี้จะไม่มีการพูดคุยเรื่องการเมือง และไม่ส่งสัญญาณให้แกนนำพรรคเพื่อไทย

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงการยืนยันสมาชิกภาพพรรคเพื่อไทยของคนในตระกูลสะสมทรัพย์ นายอนุชา ระบุเพียงสั้นๆ ว่า "เมื่อชาติต้องการ"

บิ๊กเพื่อไทยเกี้ยวให้อยู่พรรคต่อ

ในขณะที่ นายภูมิธรรมกล่าวออกตัวว่า จะไม่สอบถามเรื่องการเป็นสมาชิกภาพกับอดีต ส.ส.ในตระกูลสะสมทรัพย์ เพราะถือว่าเป็นการพบปะเพื่อออกกำลังกายและพูดคุยเรื่องทั่วไป ซึ่งพรรคยังมีเวลาจนถึงวันที่ 30 เมษายน ที่จะให้สมาชิกแสดงตัวตน และเคารพการตัดสินใจของอดีต ส.ส.ทุกคน

 

ด้านนายสมชาย  กล่าวยืนยันว่า การมาพบกันวันนี้ไม่ได้มาในนามพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการรวมตัวกันของคนรักการเล่นกีฬา ซึ่งในพรรคมักนัดกันเดือนละ 1-2 ครั้งอยู่แล้ว ครั้งนี้มาออกรอบที่สนามกอล์ฟนิกันติ ของตระกูลสะสมทรัพย์ เป็นเหมือนลูกค้าปกติ มีการแชร์เงินกันคนละ 3,000-4,000 บาท ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างดี และสนามกอล์ฟนิกันติก็มีชื่อเสียง ใครๆ ก็ต้องการมาที่นี่

"พรรคเพื่อไทยกับตระกูลสะสมทรัพย์ก็เคยทำงานการเมืองร่วมกัน แต่วันนี้ไม่มีคุยการเมืองเพราะการเมืองคุยที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยแบบนี้ ส่วนตระกูลสะสมทรัพย์จะไปยืนยันเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ยังมีเวลาถึง 30 เมษายน หรือหากยังไม่ใช่สมาชิก ก็สามารถสมัครได้ก่อนเลือกตั้งและขอไม่สื่อสารใดๆ ไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ที่จับตาการมาเล่นกอล์ฟวันนี้ เพราะไม่จำเป็นต้องแก้ตัวอะไร การพบกันวันนี้ไม่ได้ทำผิดอะไร" อดีตนายกรัฐมนตรีระบุ

ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคเพื่อไทยกับพรรคพลังชลจะมีโอกาสมาทำงานร่วมกันหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้ เพราะห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง ส่วนในอนาคตก็ต้องไปถามนายสนธยาเอง ซึ่งตนไม่ได้พูดในนามพรรคเพื่อไทยเพราะเป็นแค่อดีตสมาชิกพรรคและตอนนี้ได้ไปยืนยันเป็นสมาชิกเท่านั้น ยังไม่รู้ว่าจะมาเล่นการเมืองหรือเป็นส.ส.หรือไม่ ไม่ได้กังวลว่าการเลือกตั้งจะมีเมื่อไร รอวันกำหนดเลือกตั้งอย่างเดียว เพราะสุดท้ายประชาชนเป็นผู้ตัดสิน 

ไชยยศให้ถามคนนครปฐมก่อน

ขณะที่ นายไชยยศกล่าวว่า ตอนนี้ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เพราะเคยถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง จึงไปยืนยันสมาชิกพรรคไม่ได้ แต่หลังจากนี้ยังมีเวลา พร้อมเปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ทาบทามเป็นที่ปรึกษาการเมือง และไม่ได้รู้สึกกดดันอะไร ที่ตระกูลคุณปลื้มรับตำแหน่งนั้นไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้ไม่เล่นกอล์ฟ แต่เล่นการเมืองได้ใช่ไหม นายไชยยศตอบว่า การเมืองไม่ใช่ยาพิษ การเมืองอาจจะงดงามก็ได้ ถ้าไม่งดงามคงไม่มีเลือกตั้ง คนตระกูลสะสมทรัพย์ยังไม่ได้คุยกันอย่างเป็นทางการ ตอนนี้นายเผดิมชัยอยู่ต่างประเทศ

"ผมยืนยัน ยึดหลักอนัตตา คือมองว่า ทั้งชีวิตคน ทั้งการเมือง ไม่ได้อยู่ใต้บังคับบัญชาใคร เป็นไปตามสภาพที่เปลี่ยนแปลง ส่วนคำถามที่ว่า อยากให้การเมืองไทยเป็นอย่างไร ต้องถามประชาชน รวมทั้งถามคนนครปฐมว่า อยากให้คนตระกูลสะสมทรัพย์อยู่ตรงไหน ส่วนตัวเชื่อว่าสภาคือสิ่งงดงามมีการถ่วงดุลตรวจสอบ" นายไชยยศ กล่าว

  บิ๊กป้อมโยนถามนายกฯตั้งกุนซือ

ทางด้านความเคลื่อนไหวซีกรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงการดึงพรรคพลังชลมาทำงานกับรัฐบาลว่า "ให้ไปถามนายกฯ เอง" เมื่อถามย้ำว่าในอนาคตพรรคพลังชลจะมาร่วมพรรคการเมืองที่ตั้งโดยคสช.ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด ได้แต่ส่งยิ้มให้สื่อมวลชนก่อนรีบขึ้นไปเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) บนตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาลในทันที

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ตนกับนายสนธยารู้จักกันมานานและนายสนธยาได้อาสามาเพื่อจะสื่อสารกับประชาชนและทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ เพราะพื้นที่ของนายสนธยาเป็นเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซีอยู่แล้ว เพราะจุดสำคัญของอีอีซีคือประชาชนต้องเข้าใจในผลประโยชน์ที่จะได้รับ ซึ่งนายสนธยาเองก็มีคณะทำงานอยู่ในพื้นที่ ไม่มีอะไรมากมาย

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามกรณี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ใต้บังคับบัญชาด้านเศรษฐกิจจะตั้งพรรค นายสมคิดปฏิเสธตอบคำถามถึงความคืบหน้าการตั้งพรรคการเมืองใหม่ และประเด็นว่าพรรคใหม่จะใช้ชื่อพรรคภูมิธรรมจริงหรือไม่ โดยขอให้ไปถามประเด็นดังกล่าวกับนายอุตตมเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงแรกที่นายสมคิดให้สัมภาษณ์ระหว่างรอรถตู้ ก็มีรอยยิ้มบ้าง แต่เมื่อถูกผู้สื่อข่าวรุมสัมภาษณ์เพิ่มก็เริ่มมีสีหน้าบึ้งตึง ก่อนจะเดินวนไปวนมา และเอ่ยปากตำหนิลูกน้องว่า "รถมาหรือยัง" ก่อนที่รถจะมารับออกไปจากทำเนียบรัฐบาล  วิษณุแจงให้มาดูงานด้านอีอีซี

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายสนธยามารับหน้าที่ส่วนไหนไม่ทราบ เท่าที่ทราบ พล.อ.ประยุทธ์จะให้มาดูเรื่องอีอีซี ได้รับเงินเดือนประมาณ 6-7 หมื่นบาท ส่วนนายอิทธิพลได้เงินเดือนประมาณ 5 หมื่นบาท แต่ต้องเสียภาษีตามปกติ ซึ่งการแต่งตั้งทั้ง 2 คน สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอโดยแนบคุณสมบัติมาเรียบร้อยแล้ว ในครม.จึงไม่ได้พูดอะไรกัน 

ต่อข้อถามการเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองไม่ขัดต่อการรับตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ขัดกฎหมาย สมัยก่อนก็มีแบบนี้ แต่ถ้าเป็นส.ส.มาเป็นไม่ได้ เมื่อถามถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ความไม่เหมาะสม นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ โดยตำแหน่งมาเป็นที่ปรึกษาด้านการเมือง ฝ่ายการบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนนายกฯ จะให้ทำอะไรก็แล้วแต่นายกฯ เหมือนกับรัฐมนตรีที่จะมีที่ปรึกษาทุกคน สำหรับนายกฯ อาจมีที่ปรึกษาได้ถึง 5 คน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าวันหนึ่งประกาศวันเลือกตั้ง นายสนธยาสามารถลาออกไปสมัครส.ส.ได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องลาออก แต่ถ้าจะลาออกก็ได้ เหมือนกับรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องลาออกเหมือนกัน แต่บังเอิญครม.ชุดนี้รัฐธรรมนูญไปกำหนดไว้ ถ้าจะลงเลือกตั้งต้องลาออกก่อนหน้านี้ ไม่อย่างนั้นลงเลือกตั้งไม่ได้ เมื่อถามต่อว่า สังคมมองว่าเป็นการหาแนวร่วมเพื่อสืบทอดอำนาจภายหลังการเลือกตั้ง นายวิษณุ กล่าวว่า "ไม่ทราบ ต้องถามนายกฯ เอง"

นายวิษณุยังกล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560 หลังพรรคการเมืองเรียกร้องให้ปลดล็อกเพื่อให้ทำกิจกรรมได้ว่า ขณะนี้เรื่องอยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา

ปัดจัดตั้งรบ.สมัยหน้าในทำเนียบ

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ขณะนี้นายอิทธิพลยังไม่ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยรมว.ท่องเที่ยวฯ ส่วนเหตุผลที่เลือกนั้น ขอให้รอพิสูจน์ผลงานกันดีกว่า ซึ่งนายอิทธิพลเป็นอดีตนายกเมืองพัทยา เป็นเมืองท่องเที่ยว และตอนนี้ภาระงานของตน เฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยว ก็มีตั้ง 2,200 กิจกรรมต่อปี ถ้ามีคนมาช่วยได้ก็ดีทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม รู้จักกับนายอิทธิพล เคยเห็นฝีมือการทำงานมาก่อน และเคยทำงานด้านกีฬาร่วมกัน

เมื่อถามว่า ไม่ได้มองเป็นเรื่องการเมืองใช่หรือไม่ เนื่องจากนายอิทธิพลเองอยู่ในสายของพรรคพลังชล นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า "ไม่" เมื่อถามอีกว่า ช่วงนี้มีการดูดตัวนักการเมืองเพื่อแลกกับตำแหน่ง รมว.ท่องเที่ยวฯ กล่าวว่า "คงไม่เกี่ยวกับผม ผมก็ก้มหน้าก้มตาทำงานของผมอยู่นี่"

ต่อข้อถามเป็นความต้องการของ รมว.ท่องเที่ยวฯ หรือนายสมคิดเสนอมา นายวีระศักดิ์กล่าวว่า เอาเป็นว่าจะมีคนมาเท่าไร ตนสามารถใช้งานได้หมด เมื่อถามย้ำว่า รมว.ท่องเที่ยวฯ เป็นคนชวนนายอิทธิพลมาเองใช่หรือไม่ นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่ใช่เจ้าของกระทรวง แต่ถ้าจะให้โควตาดึงใครมาเพิ่มอีก ก็ยินดี ทั้งนี้การแต่งตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องเห็นชอบก่อนจะมาที่เจ้ากระทรวง ยืนยันว่าไม่ได้ติดใจว่านายอิทธิพลจะมาอย่างไร อยากรู้เพียงว่าสามารถทำงานร่วมกันและรับถ่ายโอนอำนาจจัดการงานให้ตนได้มากน้อยแค่ไหน เพราะตอนนี้งานเยอะจริงๆ แต่เจ้าหน้าที่มีเท่าเดิม และกระทรวงก็ไม่ได้มีรัฐมนตรีช่วย

"ไม่ใช่หน้าที่ของผมที่ต้องอธิบายทั้งหมด ผมไม่ได้ทราบที่มาทั้งหมด แต่บอกได้เท่าที่ผมรู้ ส่วนข้อครหาที่บอกว่ามีการจัดตั้งรัฐบาลในทำเนียบนั้น ผมไม่ทราบ แต่ละวันผมทำแต่งานของผม ไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับใครเลย" นายวีระศักดิ์ กล่าว

พลังชลยันไร้นัยทางการเมือง

นายสุระ เตชะทัต โฆษกพรรคพลังชล กล่าวว่า การรับตำแหน่งของนายสนธยาก็เพื่อเข้าไปช่วยงานรัฐบาลในการขับเคลื่อนโครงการเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) อย่านำเรื่องนี้มาเชื่อมโยงกับอนาคตทางการเมืองของพรรคพลังชลหลังการเลือกตั้ง เพราะเรื่องนี้เป็นการเข้าไปช่วยขับเคลื่อนงานในภาคตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ของพรรคพลังชล นายสนธยามีประสบการณ์ในการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเนื่องจากทำมานาน การรับตำแหน่งนี้ถือเป็นประโยชน์ของส่วนร่วม 

ส่วนกรณีที่มองกันว่าการรับตำแหน่งครั้งนี้เป็นดีลการเมืองในอนาคตนั้น ยืนยันว่าการรับตำแหน่งของนายสนธยาครั้งนี้ไม่มีเงื่อนไขหรือนัยใดๆ ทางการเมืองในอนาคตทั้งสิ้น พรรคพลังชลจะเดินหน้าทางการเมืองในนามพรรคต่อไป ไม่ไปรวมกับพรรคใดหรือกลุ่มใด และนายสนธยาจะเป็นผู้นำพรรคต่อไปเช่นเดิม ส่วนหลังการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรนั้นขอให้ถึงวันนั้นก่อน เพราะเราต้องรับฟังเสียงของประชาชนก่อน 

"สาทิตย์"ยืนยันสมาชิกปชป.แล้ว

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีตส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส. กล่าวถึงแนวทางการปลดล็อกทางการเมืองว่า การปลดล็อกทางการเมืองของรัฐบาล คสช. ที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งนั้น คสช.มีขั้นตอน มีแผนอยู่แล้วว่าจะปลดล็อกเมื่อไร เพราะมีขั้นตอนของการยืนยันสมาชิกพรรคให้เสร็จภายในเดือนนี้ หลังจากนี้จะเป็นไปตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญว่า ประชาชนสามารถดำเนินการทางการเมืองได้ นั่นคือการปลดล็อกตามขั้นตอน ซึ่งคิดว่าการปลดล็อกทางการเมืองนั้นเรื่องสำคัญตัวนักการเมือง โดยเฉพาะนักการเมืองในระบอบทักษิณจะต้องปลดล็อกให้พ้นจากความขัดแย้ง ไม่เช่นนั้นประชาชนก็เกิดความรู้สึกความขัดแย้ง แล้วจะเป็นปัญหาต่อการปฏิรูปการเมืองในอนาคตด้วย ถึงขนาดที่มวลมหาประชาชนออกมาต่อสู้กลางถนน คสช.ยึดอำนาจ นำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว การเมืองยังไม่ไปไหน ประชาชนจะหมดหวังจากการเมืองเอาได้

"ผมยืนยันเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังเคารพรักเหมือนเดิม เพราะว่าร่วมต่อสู้ร่วมเป็นร่วมตายกันมาจะทิ้งกันไม่ได้ และได้บอกนายสุเทพว่าได้ยืนยันเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงเวลาก็คงลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เขตในจังหวัดตรัง เนื่องจากมีความผูกพันกับเขต แสดงความจำนงลงสมัครในระบบเขตเลือกตั้งมากกว่า ปัจจุบัน ส.ส.ตรัง เหลือ 3 เขต ส.ส.ลดลง 1 คน คิดว่าต้องรอให้พ้นระยะเวลาการยืนยันสมาชิกเสร็จสิ้นก่อน ขั้นตอนต่อไปพรรคก็คงดำเนินการตามกฎหมายพรรคการเมือง ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะให้มีการแสดงความจำนงลงสมัครในระบบเขตเลือกตั้ง เมื่อเวลามาถึงคงจะมีความชัดเจนมากขึ้น" นายสาทิตย์กล่าว

นปช.จวกบิ๊กตู่สองมาตรฐาน

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวว่า รัฐบาลนี้จะตั้งใครดำรงตำแหน่งการเมืองใดก็ได้เพราะมีอำนาจ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความชอบธรรมหากกลุ่มนายสมคิด จะตั้งพรรคการเมืองจริง เพราะตอนนี้ถือว่าพรรคดังกล่าวเคลื่อนไหวมากที่สุด ทุกคนที่ได้รับแต่งตั้งต่างยอมรับว่าคุยกับนายสมคิดมาก่อน ในขณะที่พรรคอื่นแม้แต่รับสมาชิกใหม่ยังทำไม่ได้ แต่ดูเหมือนพรรคนี้มีตำแหน่งทางการเมืองเป็นหลักประกัน ดึงกลุ่มต่างๆ เข้าเป็นสมาชิกได้ ซึ่งผู้มีอำนาจบอกว่าจะจับตาพรรคและกลุ่มการเมืองไม่ให้ผิดกฎหมาย ถ้าคำสั่งคสช.หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อบังคับใช้แบบไม่เลือกปฏิบัติก็อยากให้หันไปมองความเคลื่อนไหวกลุ่มนี้บ้าง

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ส่วนที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าถ้าเกิดพรรคนี้ขึ้นจริงจะเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในบัญชีนายกรัฐมนตรีเพื่อเป็นนายกฯ คนในนั้นก็อาจมองได้ แต่ตนค


เรื่องโดย คมชัดลึก | ภาพโดย คมชัดลึก
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend