ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ร้านค้าออนไลน์เตรียมพร้อม สรรพากรขยับจะเก็บภาษี

2.23K 211

กรมสรรพากรยืนยันจะเดินหน้าเรียกเก็บภาษีออนไลน์ ชี้สร้างความเป็นธรรมให้ระบบ ช่วยลดทุจริต ป้องกันปัญหาฟอกเงิน หากผู้ค้ารายใดเห็นว่าไม่ควรเสียภาษี ก็สามารถแสดงหลักฐานการลดหย่อนรายจ่ายต่างๆ ได้

กรมสรรพากรยังคงเดินหน้ารับฟังความเห็นเพื่อแก้ไขประมวลรัษฎากรในการเรียกเก็บภาษีออนไลน์ โดยการแก้ไขกฎหมายล่าสุด กรมฯได้ขอให้สถาบันการเงินรายงานธุรกรรมลูกค้าที่มียอดฝาก-รับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3 พันครั้งต่อปีขึ้นไปหรือตั้งแต่ 200 ครั้งแต่มีมูลค่าเงินรวมกัน 2 ล้านบาทต่อปีขึ้นไปมายังสรรพากร เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการเรียกเก็บภาษีการค้าผ่านออนไลน์

อธิบดีกรมสรรพากรประสงค์ พูนธเนศ ระบุ กรมฯมีอำนาจในการขอรายงานธุรกรรมการเงินของลูกค้าจากสถาบันการเงินที่เห็นว่ามีความผิดปกติได้อยู่แล้ว แต่การแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจน และเน้นไปยังลูกค้าที่มีธุรกรรมพิเศษเช่น การขายสินค้าหรือบริการต่างๆระบบออนไลน์ ก็ขอให้มีการรายงานเป็นประจำทุกปี

ส่วนที่ไม่ได้ขายสินค้าหรือบริการหากมีธุรกรรมการรับหรือโอนตามที่กำหนด ก็จะต้องรายงาน เพื่อให้ทราบว่า เป็นธุรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอะไรซึ่งกรณีนี้ ก็จะช่วยป้องกันการทุจริตในด้านต่างๆ และรวมถึง ปัญหาฟอกเงินด้วยธุรกรรมพิเศษที่สถาบันการเงินต้องรายงานนั้นหมายถึง ยอดฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี หรือ ยอดฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 200 ครั้งขึ้นไปและมียอดรวมตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไปต่อปี

ตามร่างเดิมที่กรมฯเสนอไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้กำหนดวงเงินหรือจำนวนธุรกรรมที่ต้องรายงาน แต่กฤษฎีกาเห็นว่าควรกำหนดเพื่อให้เกิดความชัดเจนยืนยันว่าการออกกฎหมายดังกล่าวเป็นการดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีรายอื่น หากผู้ค้าออนไลน์เห็นว่าไม่ควรเสียภาษีก็สามารถแสดงหลักฐานการลดหย่อนรายจ่ายต่างๆได้ ยกตัวอย่าง มีรายได้ 2 ล้านบาทต่อปี แต่มีรายจ่ายกว่า 1.9 ล้านบาท เหลือกำไรไม่มากนักเมื่อหักลดหย่อนต่างๆ จะถือว่าไม่มีภาระภาษี

ส่วนการกำหนดให้มีการรายงานธุรกรรมพิเศษจะช่วยให้เกิดความโปร่งใสในการเสียภาษี ยกตัวอย่าง ร้านค้ามีรายได้ แต่เอารายได้ไปโอนให้กับลูกจ้างเพื่อเลี่ยงภาษี ต่อไปนี้ จะไม่สามารถทำได้ เพราะกรมฯจะรู้ธุรกรรมของลูกจ้างด้วย ทำให้ลูกจ้างไม่ยอมที่จะให้นายจ้างโอนเงินมาใส่ในบัญชีเพราะจะเป็นผู้มีรายได้และต้องเสียภาษีการแก้ไขประมวลรัษฎากรเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนระหว่างวันที่ 1-15 เม.ย.นี้ จากนั้นจะนำความเห็นมาปรับปรุงให้เหมาะสมก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อส่งเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.โดยกรมฯตั้งเป้าผลักดันร่างแก้ไขประมวลรัษฎากรดังกล่าวให้แล้วเสร็จในปีนี้ด้านกรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งตลาดดอทคอมภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ระบุ ไม่เห็นด้วยกับการออกกฏหมายดังกล่าว เพราะจะยิ่งส่งผลให้สถานการณ์ทุกอย่างแย่ลงกฏหมายลักษณะนี้จะผลักดันให้ผู้ค้าหนีออกจากระบบธนาคารไปสู่ระบบอื่นหรือไปประเทศอื่น แนวทางการรับมือของร้านค้าต่างๆ คาดว่าจะได้เห็นแม่ค้าเปิดบัญชีกันมากขึ้นโดยอาจเปิดเอง หรือให้ญาติๆ เปิดให้ และกระจายเงินรายได้ออกไปยังบัญชีต่างๆ เพื่อให้สรรพากรตรวจสอบไม่พบกำหนดบังคับใช้จริงคือปี 2563 รัฐจึงยังไม่ควรออกมาพูดในเวลานี้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการพยายามกระตุ้นคนไทยให้หันมาใช้บริการบนดิจิทัลพร้อมเพย์ ทางออกที่เหมาะสม ควรให้ผ่านจังหวะนี้ไปเสียก่อน ส่วนตัวเห็นด้วยกับการเก็บภาษีธุรกิจแต่ควรเก็บกับผู้ที่มีรายได้จำนวนมาก หรือหากจะออกมาตรการใดก็ไม่ควรเสียงดังจนเกินไปมิเช่นนั้นผู้ค้ารายเล็กๆ จะเกิดความกังวลและส่งผลกระทบต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซในภาพรวม


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend