ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563

5 มือสังหารแห่งซีซั่นของหงส์แดง

768 83
5 มือสังหารแห่งซีซั่นของหงส์แดง

ถือเป็นฤดูกาลของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ อย่างแท้จริง หลังล่าสุดเหมาคนเดียว 4 ประตู ในชัยชนะที่ลิเวอร์พูล มีเหนือ วัตฟอร์ด 5-0 ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

และในฐานะที่ดาวเตะมัมมีเดินหน้าซัดประตูคู่แข่งอย่างถล่มทลายจึงขอใช้โอกาสนี้พาทุกคนไปพบ 5 อันดับดาวยิงที่ดีที่สุดต่อ 1 ฤดูกาลของ "หงส์แดง" นับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อมาเป็นพรีเมีรย์ลีก

ไมเคิล โอเวน (28 ประตู)

ดาวยิงเจ้าของฉายา "เบบี โกล์" ลงสนามให้ลิเวอร์พูล เป็นครั้งแรกในนัดที่พบ วิมเบิลดัน ในเดือนพฤษภาคมปี 1997 โดยถูกเปลี่ยนตัวลงมาจากม้านั่งสำรองและก็ลงมาทำประตูได้ตั้งแต่นัดนั้น

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แจ้งเกิดขึ้นมาต้องขอบคุณอาการบาดเจ็บของ ร็อบบี ฟาวเลอร์ ดาวยิงอันดับ 1 ของลิเวอร์พูลในตอนนั้น จนทำให้ได้โอกาสลงสนามเป็นตัวจริงให้หงส์แดง ในฤดูกาล 1997-1998 และดาวยิงร่างเล็กก็ไม่ทำให้ผิดหวังเมื่อจัดการซัดประตูได้เป็นกอบเป็นกำจนเป็นดาวซัลโวสูงสุดของพรีเมียร์ลีกที่ 18 ประตูร่วมกับ คริส ซัตตัน และดิออน ดับลิน พร้อมได้รับตำแหน่งนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของอังกฤษ

อย่างไรก็ตามฤดูกาลที่สามารถกดประตูรวมทุกรายการได้สูงสุด 28 ลูก เกิดขึ้นในช่วง 2 ฤดูกาล คือ ฤดูกาล 2001-2002 ซึ่งถือเป็นซีซั่นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเมื่อพาทีมคว้าทริปเปิลแชมป์บอลถ้วย (เอฟเอ คัพ, ลีกคัพ และยูฟ่า คัพ) แถมสิ้นปียังกลายเป็นนักเตะสหราชอาณาจักรคนแรกในรอบ 20 ปี ที่คว้ารางวัลบัลลงดอร์มาครองได้สำเร็จ และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีแข้งอังกฤษรายใดสามารถมาได้ไกลเท่าผลผลิตจากแอนฟิลด์รายนี้

ส่วนฤดูกาล 2002-2003 โอเวน ยังร้อนแรงต่อเนื่องเมื่อเป็นคนยิงประตูปิดกล่องในชัยชนะรอบชิงถ้วยลีกคัพที่มีต่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-0 พร้อมกับพาทีมครองแชมป์ไปในท้ายที่สุด

หลุยส์ ซัวเรซ (31 ประตู)

หลังสิ้นสุดยุคของเฟอร์นานโด ตอร์เรส ในถิ่นแอนฟิลด์ "เดอะ ค็อป" หลายคนยังไม่รู้ว่าจะฝากความหวังการพังตาข่ายไว้ที่ใครจนกระทั่งได้เห็นแววเพชฌฆาตของดาวยิงชาวอุรุกวัย

ซัวเรซ ซัดประตูแรกของตัวเองในเกมกับ สโตค ซิตี โดยเป็นคนยิงประตูปิดกล่องให้ทีมเอาชนะไป 2-0 หลังถูกเปลี่ยนตัวลงมาในฐานะตัวสำรองแทนที่ ฟาบิโอ ออเรลิโอ ในนาที 62 ก่อนที่จากนั้นจะค่อยๆ โชว์ฟอร์มก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมทันที โดยระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน "เอล ปิสโตเลโร" สามารถพา ลิเวอร์พูล จากอันดับ 12 ขึ้นมาจบอันดับ 6 บนตาราง พร้อมฝากผลงาน 4 ประตู จาก 13 นัด ในซีซั่นแรก

ฟอร์มของซัวเรซ มาขึ้นหม้อสุดๆ เอาใน 2 ซีซั่นสุดท้าย โดยฤดูกาล 2012-2013 กดไป 30 ประตู ในการคุมทีมซีซั่นแรกของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส อดีตนายใหญ่ชาวไอร์แลนด์เหนือ ขณะที่ซีซั่นถัดมาซัดไปอีก 31 ลูก และเกือบพา ลิเวอร์พูล ไปถึงฝั่งฝันในตำแหน่งแชมป์ลีกได้สำเร็จ

เฟอร์นานโด ตอร์เรส (33 ประตู)

หลังหมดยุคของร็อบบี ฟาวเลอร์ และไมเคิล โอเวน ลิเวอร์พูลต้องใช้เวลาอีกเกือบ 5 ปี กว่าจะค้นพบมือสังหารระดับพระกาฬได้อีกครั้ง

ตอร์เรส ย้ายจากแอตเลติโก มาดริด มาอยู่กับลิเวอร์พูล เมื่อปี 2007 ค่าตัว 20 ล้านปอนด์ โดยแค่ซีซั่นแรกซึ่งเป็นซีซั่นเปิดตัวในถิ่นแอนฟิลด์ดาวยิงกระทิงดุก็สามารถเดินหน้าซัดประตูได้แบบถล่มทลาย เมื่อกดไปทั้งสิ้น 33 ประตูนับรวมทุกรายการ โดยแบ่งเป็นการเหมาซัดแฮตทริกถึง 3 ครั้ง และอีก 6 ประตูในถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่พาทีมไปไกลถึงรอบรองชนะเลิศ

หลังเปิดตัวอย่างร้อนแรง "เอล นินโญ" อยู่รับใช้ทีมต่อจากนั้นอีก 3 ฤดูกาล กระทั่งโบกมือลาถิ่นแอนฟิลด์ไปอยู่กับเชลซี เมื่อปี 2011 ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่เคยใกล้เคียงกับคำว่ายอดดาวยิงอีกเลย

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (36 ประตู)

ค่าตัว 36.9 ล้านปอนด์ ที่ลิเวอร์พูลจ่ายให้โรมา ไปเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาแทบกลายเป็นเหมือนให้เปล่าเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับพิษสงที่แนวรุกทีมชาติอียิปต์แสดงออกมาให้เห็น

การเหมาคนเดียว 4 ลูกในเกมล่าสุดกับวัตฟอร์ด ทำให้ ซาลาห์ วัย 25 ปี เดินหน้าสร้างสถิติใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถขึ้นแท่นเป็นนักเตะลิเวอร์พูลที่ยิงประตูในซีซั่นแรกได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร จำนวน 36 ประตู จากการลงสนามรวมทุกรายการ 40 นัด แซงหน้าเจ้าของสถิติเดิมอย่าง เฟอร์นานโด ตอร์เรส ที่ทำไว้ในฤดูกาล 2007-2008 ด้วยจำนวน 33 ประตู จาก 46 นัด แถมสี่ประตูในนัดนี้ยังทำให้เป็นนักเตะ "หงส์แดง" คนแรกที่ทำแฮตทริกได้ในพรีเมียร์ลีกในยุคของเจอร์เกน คลอปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน โดยหากย้อนไปแฮตทริกล่าสุดที่นักเตะลิเวอร์พูลทำได้ในลีกต้องย้อนไปถึงแฮตทริกของหลุยส์ ซัวเรซ ที่ทำไว้ในฤดูกาล 2013-2014 เลยทีเดียว

นอกจากนี้ ซาลาห์ ยังเป็นผู้เล่นคนที่ 4 ของลิเวอร์พูล ต่อจาก ร็อบบี ฟาวเลอร์, ไมเคิล โอเวน และหลุยส์ ซัวเรซ ที่ยิงได้ 4 ประตูในพรีเมียร์ลีก

สำหรับเส้นทางประวัติศาสตร์ของซาลาห์ จะยังไม่หยุดเพียงแค่นี้เมื่อยังมีโอกาสไล่ล่าประตูอีกในช่วงที่เหลือของฤดูกาล โดยเวลานี้มีโปรแกรมลีกให้ลงเล่นอีก 7 นัด และในรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีกอย่างน้อย 2 เกม ซึ่งก็ต้องมาดูกันว่ากระสุนสังหารแดนไอยคุปต์จะรัวสกอร์เพิ่มได้อีกเท่าไหร่

ร็อบบี ฟาวเลอร์ (36 ประตู)

เป็นหนึ่งในกองหน้าที่มีจังหวะจบสกอร์ที่เฉียบขาดที่สุดในยุคนั้น โดยดีถึงขั้นถูกนำไปเทียบกับเอียน รัช ตำนานดาวยิงของสโมสรเลยทีเดียว

เขาไม่ได้มีความเร็ว ไม่ได้สูงใหญ่ หรือมีทักษะที่สุดยอด แต่สิ่งสำคัญก็คือ ฟาวเลอร์ สามารถยิงประตูได้จากทุกระยะ ทั้งนอกกรอบ ในกรอบ ยิงด้วยความรุนแรง หรือเล่นทิศทาง จะเท้าซ้าย เท้าขวา หรือโหม่ง เขาสามารถทำได้ทั้งหมด และคนดูยินดีจ่ายเงินค่าตั๋วเพื่อเข้ามาดูเขาลงเล่น

"เดอะก็อด" แห่งถิ่นแอนฟิลด์ ยิงประตูได้ตั้งเกมแรกที่ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมลีกคัพ กับฟูแลม, ยิงประตูแรกในเกมพรีมียร์ลีกนัดแรกกับเชลซี รวมถึงประตูแรกในเมอร์ซีย์ไซด์แรกของตัวเองก็ทำมาแล้ว และพอฤดูกาล 1994-1995 ซึ่งได้รับโอกาสลงเล่นแบบเต็มตัวก็สามารถทำสถิติกดแฮตทริกเร็วสุดด้วยการใช้เวลาเพียงแค่ 4 นาที 33 วินาที ในเกมถล่มอาร์เซนอล 3-0

"ฟาวเลอร์" สามารถซัดแตะหลัก 30 ลูกได้ถึง 3 ฤดูกาล (1994-1995, 1995-1996 และ 1996-1997) โดยฤดูกาลที่เขายิงได้มากที่สุดคือฤดูกาล 1995-1996 ที่ซัดไปรวม 36 ประตู ขณะที่อีกสองซีซั่นที่เหลือกดไปซีซั่นละ 31 ลูก โดย มาร์ติน ไทเลอร์ กูรูลูกหนังชื่อดังยกย่องว่าช่วงที่สุดยอดที่สุด ฟาวเลอร์ คือกองหน้าที่ดีที่สุดเท่าที่เคยเห็น

สถิติยิงประตูมากสุดต่อ 1 ฤดูกาล นับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรขึ้นมาเป็นของเอียน รัช ที่เคยทำไว้ 47 ประตู ในฤดูกาล 1983-1984 ซึ่งจากนี้ต้องมาลุ้นว่า "ซาลาห์" จะเดินตามรอยเพชฌฆาตหน้าติดหนวดได้หรือเปล่า แต่ถึงทำไม่สำเร็จยังไงเสียซีซั่นนี้ก็ยังเป็นซีซั่นที่น่าจดจำของแนวรุกชาวอียิปต์อยู่ดี


เรื่องโดย คมชัดลึก | ภาพโดย คมชัดลึก
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend