ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2564

"ทรัมป์" ใช้เสียงสอง ที่อ่อนโยน ในการแถลงนโยบายประจำปี

1.24K 4

ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงนโยบายประจำปีครั้งแรก นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว และถูกมองว่า "ใช้เสียงสอง" ที่ดูอ่อนโยน ไม่เกรี้ยวกราดเหมือนเคย และเน้นเรื่องการเชิดชูเสรีภาพของชาวอเมริกัน ชัยชนะเรื่องภาษี ภัยคุกคาม แต่ขณะเดียวกัน เขาก็ถูกแย่งซีนจากสุภาพสตรีหมายเลข 1 ที่มาในชุดสีครีม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องสิทธิสตรี

ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แถลงนโยบายประจำปี หรือ State of the Union address ต่อสภาคองเกรสส์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ไปทั่วประเทศ เมื่อเวลา 21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือราว 09.00 น. ตามเวลาในไทย ภายใต้หัวข้ออย่างเป็นทางการว่า "อเมริกาที่ปลอดภัย แข็งแกร่งและภาคภูมิ" (a safe, strong and proud America) ซึ่งเขาใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลไม่เกรี้ยวกราดเหมือนเคย เขาใช้คำว่า "New American Moment" ในการกล่าวถึงความมั่งคั่ง การฟื้นฟู และการร่วมมือกันของชาวอเมริกัน

ปกติ State of the Union จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ทรัมป์ใช้เวลาไป 1 ชั่วโมง 20 นาที แต่ก็ยังไม่เท่าของอดีต ปธน.บิล คลินตัน เมื่อปี 2543 ที่ครองแชม์State of the Union ยาวที่สุด คือ 1.28.49 ชั่วโมง

ทรัมป์บอกว่า "ไม่มีเวลาที่ดีกว่านี้อีกแล้ว ที่จะเริ่มอยู่ในความฝันของอเมริกันชน ผมอยากจะพูดถึงอนาคตในแบบที่เรากำลังจะมี และประเทศชาติในแบบที่เรากำลังจะเป็น" และแม้ว่าประเด็นที่เขาพูด ตั้งแต่นโยบายผู้อพยพไปจนถึงเรื่องภาษี จะมีแต่สมาชิกพรรครีพับลีกันที่ลุกขึ้นยืนปรบมือเป็นส่วนใหญ่ แต่มีอยู่ประเด็นหนึ่ง ที่ทำให้คนเกือบทั้งห้องลูกขึ้นลุกขึ้นยืน นั่นคือการพูดถึงเสรีภาพของชาวอเมริกัน ที่เริ่มต้นว่า "บนยอดโดมของอาคารรัฐสภาแห่งนี้ มีรูปปั้นแห่งเสรีภาพ (Statue of Freedom) ที่ยืนตระหง่านและสง่างามในหมู่อนุสาวรีย์ที่สร้างเพื่อบรรพบุรุษของเรา ผู้ที่ต่อสู้ มีชีวิตอยู่และตายเพื่อปกป้อง ซึ่งก็คือ อนุสาวรีย์ของจอร์จ วอชิงตัน, วิลเลียม เจฟเฟอร์สัน และอับราฮัม ลินคอล์น" ก่อนลงท้ายว่า และเสรีภาพที่ตั้งตระหง่านอีกแห่งหนึ่ง ก็คือที่นี่ "อาคารรัฐสภา" นี่คืออนุสาวรีย์มีชีวิตของชาวอเมริกัน"

ครอบครัวของออตโต วอร์มเบียร์ นักศึกษาที่ถูกจำคุกและใช้แรงงานหนักในเกาหลีเหนือ นาน 17 เดือน ก่อนกลับไปเสียชีวิตที่บ้านเกิดในรัฐโอไฮโอ เมื่อปีที่แล้ว ด้วยสาเหตุที่คลุมเครือ ก็ได้รับเกียรติให้เข้าร่วมฟังด้วย และพวกเขาได้รับการปรบมือให้เกียรติอย่างยาวนาน ซึ่งทรัมป์พูดถึงพวกเขาว่า พวกคุณเป็นพยานที่ทรงพลังต่อการภัยที่คุกคามโลกของเรา และความเข้มแข็งของพวกคุณเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนคืนนี้ เราให้คำมั่นว่าจะให้เกียรติต่อความทรงจำของออตโตด้วยการแก้ปัญหา

ทรัมป์ได้พูดถึงภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือว่า ประสบการณ์ในอดีต ที่สอนเราให้ใจเย็นและโอนอ่อนผ่อนปรน รังแต่จะนำไปสู่การถูกยั่วยุและรุกราน เราจะไม่ยอมให้เกิดข้อผิดพลาดซ้ำรอยรัฐบาลที่ผ่านมา ที่ทำให้เราเข้าไปอยู่ในจุดที่อันตรายอีก

เขาพูดเรื่องการลดภาษี และยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจอันแข็งแกร่งโดยรวมของสหรัฐฯ โดยบอกว่า นับตั้งแต่ผ่านกฎหมายปฏิรูปภาษี ทำให้แรงงานอเมริกันราว 3 ล้านคน ได้รับประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีโบนัส และหลายคนได้รับการลดหย่อนคนละหลายพันดอลลาร์ ส่วนเรื่องการก่อการร้าย เขาบอกว่า "ในอดีตที่ผ่านมา เราทำโง่ๆ ด้วยการปล่อยตัวผู้ก่อการร้ายหลายร้อยคน เพียงเพื่อจะไปเจอพวกเขาอีกในสนามรบ รวมทั้งพวกผู้นำไอเอสอย่าง อาบู บัคร์ อัล-บัคดาดี ที่เราเคยจับได้ แล้วก็ปล่อยไป"

เขายังเรียกร้องให้ปรับปรุงคลังแสงนิวเคลียร์ให้ทันสมัย โดยบอกว่า "แม้จะคาดหวังว่าจะไม่ต้องใช้มัน แต่ก็ต้องทำให้แข็งแกร่งและทรงประสิทธิภาพพอที่จะป้องปรามการกระทำที่เป็นการรุกรานใดๆ และบางทีสักวันหนึ่งในอนาคต จะมีช่วงเวลาอันวิเศษที่ประเทศต่างๆ ในโลกมาจับมือกันทำลายอาวุธนิวเคลียร์ แต่โชคร้าย ที่เรายังไปไม่ถึงตรงนั้น"

ทรัมป์ยังโปรโมตความพยายามของรัฐบาลของเขา ในการลดกฎเกณฑ์ต่างๆ อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเรียกคืนความไว้ใจระหว่างพลเมืองกับรัฐบาล ส่วนประเด็นผู้อพยพที่กลายเป็นข้อพิพาทระหว่างพรรครีพับรีกันกับเดโมแครตนั้น ทรัมป์บอกว่า เขาเปิดกว้างในการทำงานร่วมกันระหว่างสองพรรค เพื่อปกป้องพลเมืองอเมริกัน ไม่ว่ามีภูมิหลังมายังไง สีผิวใดและนับถือศาสนาใดก็ตาม

ในประเด็นการค้า เขายังคงยืนหยัดเรื่อง "America first" ยุติการมีส่วนร่วมในสนธิสัญญาพหุภาคี เพื่อต่อต้านการค้าที่ไม่เป็นธรรม

เป็นที่น่าสังเกตว่า เมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลข 1 ยังคงถูกจับจ้องเช่นเคย ซึ่งปีนี้ เธอสวมกางเกงและสูทสีครีมของแบรนด์ "คริสเตียน ดิออร์" และเสื้อตัวในของดอลเช่ แอนด์ กาบานา ที่ทำให้ถูกเปรียบเทียมว่า เป็นสีที่เป็นตัวแทนของการรณรงค์เพื่อสิทธิสตรี "suffragettes" ที่สมาชิกหญิงของพรรคเดโมแครต ใส่ในสภาคองเกรสส์ เมื่อปีที่แล้ว เพื่อประท้วงนโยบายของทรัมป์ นอกจากนี้ ยังพบว่า ตอนที่เดินทางมายังสภาคองเกรสส์นั้น เมลาเนียไม่ได้มากับทรัมป์ แต่ขากลับ-กลับด้วยกัน


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์