ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพุธ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564

ดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 400 จุด ต้อนรับการแถลงนโยบายประจำปี State Of The Union ของทรัมป์

2.27K 39
ดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 400 จุด ต้อนรับการแถลงนโยบายประจำปี State Of The Union ของทรัมป์

ดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 400 จุด นับเป็นการปรับฐานเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือนของหุ้นวอลล์สตรีท ต้อนรับการแถลงนโยบายประจำปี หรือ State Of The Union ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต่อสภาคองเกรสในวันอังคาร และจากแรงเทขายของนักลงทุน ท่ามกลางความกังวลว่าเฟดอาจปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเร็วกว่าคาดการณ์

เมื่อภาวะฟองสบู่มีการสะสมตัวมาอย่างต่อเนื่องกลับมาถูกจับตามองมากขึ้น หลังจากที่อัตราผลตอบแนบอนด์รัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีขึ้นทะลุระดับ 2.733% เมื่อวันอังคาร ขณะที่เฟดกำลังอยู่ระหว่างการประชุม 2 วันซึ่งเป็นนัดแรกของปีนี้ แต่เป็นนัดสุดท้ายของเจเน็ต เยลเลน ในฐานะประธานเฟดก่อนก้าวลงจากตำแหน่งในการครบวาระวันที่ 4 กุมภาพันธ์

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรสในช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาไทย ได้ให้คำมั่นว่าจะนำการจ้างงานกลับสู่ชาวอเมริกันอีกครั้ง โดยกล่าวถึงหนึ่งในผลงานที่ประสบความสำเร็จนับตั้งแต่ที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง คือการสร้างงานใหม่ 2.4 ล้านตำแหน่ง ขณะที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 45 ปี พร้อมเรียกร้องให้มีการลงทุนโดยชูแผนลงทุนเพื่อขยายด้านโครงสร้างพื้นฐานในวงเงิน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์

1. หุ้นวอลล์สตรีทปรับฐานเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน ต้อนรับการแถลงนโยบายประจำปี หรือ State Of The Union ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต่อสภาคองเกรสในวันอังคาร โดยดาวโจนส์ปิดร่วงลงอย่างหนักลึกถึง 411 จุด ก่อนที่จะปิดตลาดดิ่งลง 362.59 จุด หรือ 1.37% ที่ 26,076 ขณะที่ S&P500 ปิดที่ 2,822 ร่วงลง 31.10 จุด หรือ 1.09% และ Nasdaq ปิดที่ 7,402 ร่วงลง 64.02 จุด หรือ 0.86%

ท่ามกลางความกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเร็วกว่าคาดการณ์ เมื่อภาวะฟองสบู่มีการสะสมตัวมาอย่างต่อเนื่องกลับมาถูกจับตามองมากขึ้น หลังจากที่อัตราผลตอบแนบอนด์รัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีขึ้นทะลุระดับ 2.733% เมื่อวันอังคาร นอกจากนี้ เฟดกำลังอยู่ระหว่างการประชุม 2 วันในวันที่ 30-31 มกราคม ซึ่งเป็นนัดแรกของปีนี้ แต่เป็นนัดสุดท้ายของเจเน็ต เยลเลน ในฐานะประธานเฟดก่อนก้าวลงจากตำแหน่งในการครบวาระวันที่ 4 กุมภาพันธ์

2. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรสในช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาไทย ได้ให้คำมั่นว่าจะนำการจ้างงานกลับสู่ชาวอเมริกันอีกครั้ง โดยกล่าวถึงหนึ่งในผลงานที่ประสบความสำเร็จนับตั้งแต่ที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง คือการสร้างงานใหม่ 2.4 ล้านตำแหน่ง ขณะที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 45 ปี

นอกจากนี้ สหรัฐจะพลิกสถานการณ์ด้านการค้าของประเทศให้กลับมาสดใสอีกครั้ง หลังจากที่ต้องถูกเอาเปรียบจากข้อตกลงการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า ยุคสมัยของการยอมจำนนทางเศรษฐกิจของสหรัฐได้สิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งสหรัฐคาดหวังว่าความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศต่างๆ จะเป็นไปอย่างยุติธรรม

ประธานาธิบดีทรัมป์ยังกล่าวถึงเป้าหมายที่จะลงทุนเกี่ยวกับทางด้านการพัฒนาและฝึกฝนทรัพยากรบุคคล พร้อมกับเรียกร้องภาคธุรกิจให้เข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนเพื่อขยายด้านโครงสร้างพื้นฐานในวงเงิน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวยกย่องบรรดาเจ้าหน้าที่ที่ทำงานรับใช้ชาติ ซึ่งรวมถึงทหารและอาสาสมัครที่อุทิศตนรับใช้ประเทศ โดยให้คำมั่นว่า จะดูแลบรรดาทหารผ่านศึกผู้กล้าหาญ รวมทั้งชาวอเมริกันทุกคนที่ควรได้รับการดูและได้รับความเคารพโดยเท่าเทียมกัน

สว่นทางด้านความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ผู้นำสหรัฐกล่าวย้ำว่า การเปิดชายแดนก็ถือเป็นการเปิดทางให้ยาเสพติดและแก๊งอันธพาลเข้ามาในสหรัฐ

3. ท่ามกลางการลงทุนในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทที่ได้รับแรงกดดันจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่พุ่งขึ้น หลังจากอัตราผลตอบแทนบอนด์รัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีพุ่งทะลุ 2.733% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2014

โดยที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า การพุ่งทะลุระดับ 2.7% ของอัตราผลตอบแทนบอนด์รัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี จะนำไปสู่การพุ่งขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับ 2.80% ต่อไป ขณะที่อัตราผลตอบแทนบอนด์อายุ 30 ปี ก็จะพุ่งสู่ระดับ 3.0% จะทำให้เฟดอาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ เนื่องมาจากจากการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัวสูงขึ้น รวมถึงเงินเฟ้อจะดีดตัวเพิ่มขึ้นด้วย

สวนทางกับทิศทางเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง โดยที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ หรือ Dollar Index กลับร่วงลงแตะ 88.35 อีกครั้ง เนื่องจากแรงเทขายเงินดอลลาร์ของนักลงทุน

4. หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลว่าเฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มธุรกิจดูแลสุขภาพ และกลุ่มพลังงาน เนื่องจากการประกาศเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจของ Amazon, JPMorgan Chase และ Berkshire Hathaway ของ Warren Buffet ในการจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อบริหารจัดการและดูแลสุขภาพพนักงานของทั้ง 3 บริษัท

ส่งผลให้ราคาหุ้นในกลุ่ม Healthcare ในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร่วงลงอย่างหนักถึง 2% ฝนวันอังคารที่ผ่านมา โดยหุ้นในกลุ่ม Healthcare ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ Express Scripts ราคHolding Co. มีราคาดิ่งลง 8.8% ทันทีหลังเสียงระฆังเปิดตลาด ขณะที่ CVS Health Corpร่วงลง 5.6% และ Walgreens Boots Alliance Inc. ร่วงลงl 4.8% ส่วนในกลุ่มประกันภัยนั้น UnitedHealth Group Inc มีราคาร่วงลงเช่นกันที่ 4.5% หุ้น Cigna Corp. ดิ่งลง 6% และ Anthem Inc. ร่วงลง 5%

ทั้งนี้ การลงทุนในภาพรวมของหุ้นในกลุ่ม Healthcare ในรอบปี 2017 ที่ผ่านมาได้ให้ผลตอบแทนจากราคาที่พุ่งขึ้นมาถึง 32%.

5. ขณะที่หุ้นทั่วโลกก็ได้รับผลกระทบเชิงลบร่วงลงราว 1% ทั้งในตลาดหุ้นยุโรปและเอเชีย ดัชนี Stoxx Europe 600 ร่วงลง 0.9% นำโดยดัชนี FTSE 100 ลอนดอนปิดที่ 7,587 ดิ่งลง.83.55 จุด หรือ 1.09% ส่วน DAX เยอรมันปิดร่วงลง 0.95% และดัชนี CAC-40 ฝรั่งเศสปิดร่วงลง 0.87%

แรงกดดันเนื่องจากการร่วงลงของตลาดหุ้นวอลล์สตรีท หลังจากอัตราผลตอบแทนบอนด์รัฐบาลสหรัฐที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลาดหุ้นเอเชียร่วงราว 1% ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แต่มีการดีดตัวกลับ โดยมีราคาหุ้นกระเตื้องขึ้นระหว่าง 0.2-0.6% ในการเปิดตลาดเอเชียเช้าวันนี้ เช่นเดียวกับ Dowjones Futures ที่พลิกกลับมาเป็นบวก


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์