ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2564

"บิ๊กตู่" ขอยู่ต่ออีกระยะ - ช้าเร็วขึ้นอยู่กับกฎหมาย

4.10K 1.63K
บิ๊กตู่ ขอยู่ต่ออีกระยะ - ช้าเร็วขึ้นอยู่กับกฎหมาย

"บิ๊กตู่"ยกเพลงคืนความสุขขอเวลาอีกระยะวางรากฐานให้ประเทศ ช้าเร็วขึ้นอยู่กับกฎหมาย ด้านคสช.แจ้งจับกลุ่มสกายวอล์ก เรียก7 แกนนำรับข้อหาตร.เช็กท่อน้ำเลี้ยง

เมื่อเวลา 13.40 น.วันที่ 30 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงสถานการณ์การเมืองที่เริ่มมีการเคลื่อนไหว ซึ่งพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษเคยบอกว่าต้องเร่งสร้างกองหนุนว่า สถานการณ์ต่างๆ ตอนนี้มองเป็นเรื่องธรรมชาติ การเป็นรัฐบาลมาระยะเวลา 3 ปีเศษเข้าปีที่ 4 ก็มีปัญหาแบบนี้มาทุกรัฐบาล พอถึงเวลาก็อาจจะมีจุดอ่อนมากขึ้นในการทำงาน ยิ่งทำงานมากปัญหาก็มากขึ้น ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ต้องดูเหตุผลว่าจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร คนที่เคยสนับสนุนอยู่ตรงกลาง ไม่เข้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็เห็นชอบกับการทำงานของรัฐบาล บางครั้งมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น คนเหล่านี้ก็อยากให้ทุกอย่างราบรื่นในทางที่ดีที่สุด ซึ่งเขาอาจจะมีความรู้สึกไม่ดีกับรัฐบาล ก็เป็นธรรมดา ทุกรัฐบาลก็เป็นแบบนี้เมื่อเข้าสู่ปีที่ 4 แต่เรายืนยันจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

บื๊กตู่ยันไม่เคยปิดกั้นประชาน

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า หลายคนอาจจะมองว่ารัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ใช้อำนาจสิทธิขาดในการบริหารประเทศ จริงๆ แล้วไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด รัฐบาลฟังทุกอัน ลองคิดย้อนกลับดู ปัญหาต่างๆ ที่เข้ามาจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบหรือผู้ลำบากยากแค้น สิ่งแรกที่เป็นช่องทางถึงรัฐบาลคือศูนย์ดำรงธรรมมีหลายล้านเรื่อง ซึ่งแก้ไปได้ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นความเดือดร้อนเล็กๆน้อยๆ ทั้งสิ้น แล้วจะมาบอกว่า ทำไม่ตรงความต้องการของประชาชนได้อย่างไร ทั้งเรื่อง ถนน แหล่งน้ำ ประปา ขยะ รัฐบาลนี้แก้ให้ทันที รัฐบาลคสช.นี่แหละคนทำ อีกทั้งยังมีช่องทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีคนคอยติดตามตรวจสอบว่าใช่หรือไม่หากเดือดร้อนจริง รัฐบาลก็แก้ไขปัญหาให้ ตนเองก็ได้รับข้อมูลมาเหมือนกัน และมอบหมายให้หน่วยราชการไปแก้ไข

"ผมไม่ได้ปิดกั้นประชาชนเลย แม้กระทั่งในสื่อที่เขียนบทความมากมาย คอลัมนิสต์ก็วิพากษ์วิจารณ์ ผมไม่เคยไปห้าม ฉะนั้น อย่าไปสร้างความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง มันไปถึงต่างประเทศ กลายเป็นว่ารัฐบาลนี้ปิดกั้นทุกคน แต่การจะทำอะไรก็ตาม ที่มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยกับบ้านเมืองตรงนี้ต้องใช้กลไกกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะทำอะไร ความเคลื่อนไหวต่างๆ ศาลปกครองเขาก็คุ้มครองช่วยแล้วระดับหนึ่ง แต่อย่าทำผิดกฎหมายก็แล้วกัน ฉะนั้นต้องมองสองด้าน มองคนที่เขาไม่เห็นด้วย คนที่เขาเดือดร้อน ต้องดูเจตนาต่างๆ ให้ชัดเจน ผมไม่ขัดแย้งกับใคร หลายคนอยากให้ใช้กฎหมายแรงๆ เพื่อยุติให้ได้ ขณะที่หลายพวกเห็นว่าใช้แรงๆ ก็ดี จะได้ขยายความขัดแย้งมากขึ้น มันมีสองฝ่ายเสมอ ฝากสื่อช่วยดูด้วย" นายกฯ กล่าว

รับเป็นเรื่องธรรมดารัฐบาลขาลง

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่ถูกมองว่ารัฐบาลอยู่ในช่วงขาลง นายกฯ กล่าวย้ำว่า เข้าใจประเด็นอย่างที่บอก ระยะเวลาการทำงาน อาจจะมีความขัดแย้งสูง อาจจะมีคนได้ประโยชน์เสียประโยชน์อะไรก็แล้วแต่ ทุกคนอยากจะมีการเปลี่ยนแปลงเพราะผ่านมา 3 ปีแล้ว ก็ต้องไปดูกลุ่มไหนที่เดือดร้อน และเป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องเหล่านี้ สื่อคงหาเจออยู่แล้ว ตนคงไม่ไปขัดแย้งด้วย ยืนยันว่า มุ่งมั่นที่จะทำงานดูแลพี่น้องประชาชนทั้งหมด นโยบายต่างๆในช่วงปีนี้อย่ามองว่ารัฐบาลนี้ทำเพื่อสืบทอดอำนาจ มันเป็นการทำงานต่อเนื่อง จากปีที่หนึ่งสองสามตามโรดแม็พ เพราะฉะนั้นในขั้นตอนนี้ปีนี้ก็เป็นปีสุดท้ายตามโรดแม็พ คือทำงานที่มีโครงการไทยนิยมยั่งยืนลงไป คำว่าไทยนิยมคือ นิยมความดี ความงาม นั่นคือความหมายไทยนิยมของผมในทุกๆ เรื่อง เพราะความดีความงาม เป็นเรื่องของคนไทยทุกคนที่จะมุ่งมั่นในการทำความดีเพื่อประเทศชาติให้บุตรหลานตัวเองในอนาคต

"รัฐบาลนี้มุ่งหวังเพียงวางพื้นฐาน รากฐานของประเทศไว้ให้ สุดแล้วแต่รัฐบาลต่อไปจะดำเนินการอย่างไรต่อ แต่ผมยังไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้รับจากการเลื่อนไม่เลื่อนตรงนี้เลย และผมก็ยืนยันโรดแม็พเดิมที่กำหนดไว้ หากไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นในเรื่องของกระบวนการทางกฎหมายก็เป็นไปตามนั้น ผมไม่ก้าวล่วงใครทั้งสิ้น ขอให้พิจารณา บางเรื่องถ้าไม่ตรงความต้องการของคนบางกลุ่มบางฝ่ายก็ไม่ค่อยพอใจ อยากให้ใช้มาตรา 44 อันไหนที่ตัวเองไม่ได้ประโยชน์ก็หาว่าไปละเมิดคนนู้นคนนี้ สรุปไม่มีความพอใจเท่าที่ควรจะเป็น" นายกฯ กล่าวย้ำ

คืนความสุข-ขอเวลาวางรากฐานปท.

พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่าไม่เคยสัญญาว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ว่า มีสื่อหลายคน จำได้ว่าใครเป็นคนถามเรื่องสัญญาตามเนื้อเพลง คือทุกอย่างจับเป็นประเด็นได้หมด สัญญาคืนความสุขคือ คืนความสุขให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกกลุ่มทุกฝ่าย มันมีกี่กลุ่ม ฉะนั้นบางความสุขก็คืนให้ได้ทันที แต่บางความสุขก็ยังคืนไม่ได้ มันเป็นเรื่องของกลไกในการแก้ปัญหาจัดการคืนความสุขต่อๆไป ในรัฐบาลนี้และรัฐบาลหน้า แต่มาบอกว่ายังไม่เห็นคืนความสุข มันจะคืนได้ไหมปัญหามันร้อยแปดพันเก้า ทุกคนก็ต้องมาช่วยกันแก้ ขอให้เข้าใจ ไม่ได้แก้ตัวอะไรทั้งสิ้น บ้านเมืองสงบเรียบร้อยขึ้นไหมตอนนี้ เริ่มมีความสุขไหม เศรษฐกิจขนาดใหญ่ขนาดกลางดีขึ้นหรือไม่ ขนาดเล็กกำลังแก้ไขหรือเปล่า ปัญหาที่สะสมได้รับการแก้ไขหรือไม่ ทั้งเรื่องแรงงานและการเพิ่มค่าจ้าง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความสุขหรือ แม้จะไม่มากนัก แต่มันก็เป็นความสุขแล้ว

"นี่คือสัญญาของผมก็คืนให้ แต่ให้ในสิ่งที่ให้ได้ก่อน สิ่งไหนที่ยังไม่ได้ รัฐบาลต่อไปก็ต้องไปทำต่อ ไม่ใช่มาโจมตีกันในวันนี้ แล้ววันหน้าจะได้อะไรไหม มันก็โจมตีกันแบบนี้ ทุกครั้งที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลก็เป็นอยู่แบบนี้ ต้องเอานโยบายมาถกแถลงกันเห็นดีเห็นชอบหรือไม่ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลเราเอาทุกอย่างมาเปิดเผยหมดว่าคิดและทำอะไร เรื่องโครงการไทยนิยมยั่งยืนก็สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ซึ่งจะต้องดูแลผู้มีรายได้น้อย ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทิ้งทุกพื้นที่ ไม่ใช่เพื่อจะไปสร้างคะแนนเสียง หากจะสร้างคะแนนเสียงคงไม่ยากขนาดนี้ที่ต้องเอาคณะลงไปเดิน ก็ให้เงินไปเลยก็จบ มันก็จะเป็นปัญหาแบบเดิมๆ แก้ไม่ได้สักที ต้องถามประชาชนต้องการอะไรและจะใช้งบประมาณอย่างไรไม่ให้ซ้ำซ้อน วันหน้ารัฐบาลใหม่มาจะทำอย่างไรต่อไป ท่านยังไม่เคยเสนอให้เห็นเลย จะทำอย่างไรต่อไป ตีรัฐบาลนี้อย่างเดียว ผมว่าไม่เป็นธรรมเท่าไหร่ ฉะนั้นอยากให้สื่อทุกคนช่วยดูแลประเทศชาติด้วย ถ้าจะพูดถึงเพลงท่านก็เอาเฉพาะขอเวลาอีกไม่นาน ถ้าผมจะเอาตอนจบของผมบ้าง แผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา ผมก็เอาคนละตอนบ้างซิ ความหมายมันสมบูรณ์อยู่ในนั้นอยู่แล้ว" นายกฯ กล่าว

ย้ำชัดไม่ก้าวล่วงนิด้าโพล

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการจัดทำโพลล์สำรวจความคิดเห็นว่า โพลล์ต่างๆที่ทำขึ้นมาไม่เคยไปเกี่ยวข้อง ปัจจุบันก็มีหลายโพลล์ทำออกมากันทุกสัปดาห์ ซึ่งเมื่อมีผลโพลล์ออกมาก็อ่านดู ก็เท่านั้น ถือเป็นช่องทางหนึ่ง ในเรื่องการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่ประเด็นของปัญหาก็ต้องไปดูว่าจุดมุ่งหมายของโพลล์ต่างๆคืออะไร และถ้าได้อ่านคำถามก็พอจะได้คำตอบว่าโพลล์นั้นๆทำมาเพื่ออะไร ทำมาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์ แต่เรื่องนี้ไม่ได้ไปก้าวล่วงอะไรอยู่แล้ว จะตั้งอะไรก็ตั้งกันมา

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการทำโพลล์ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ว่า ยืนยันว่าไม่ได้รู้จักใครทั้งสิ้น และไม่บังอาจที่จะไปสั่งใคร ไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการที่จัดทำโพลล์ที่ลาออกไป หรืออธิการบดีของนิด้าก็ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวใดๆทั้งสิ้น "ผมบอกอยู่แล้วว่า ไม่เคยสั่งอะไรกับใคร ทุกวันผมเคยไปสั่งใครอะไรที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นสื่อหรือการจัดทำโพลล์"

สั่งชะลอสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มประชาชนจาก จ.สงขลาและปัตตานี ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ว่า มอบหมายให้นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน ไปดำเนินการอยู่ เท่าที่ทราบเขาจะชี้แจงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ทั้งนี้อาจต้องชะลอโครงการไปก่อนช่วงเวลาหนึ่ง ขณะเดียวกันต้องแก้ไขการขาดแคลนพลังงานในภาคใต้ ขอฝากไปยังกลุ่มผู้คัดค้านโครงการนี้เช่นกัน ตราบใดก็ตามที่ยังมีประชาชนแบ่งเป็นผู้สนับสนุนและผู้ไม่เห็นด้วย รัฐบาลก็ทำอะไรได้ยาก ขณะเดียวกันไม่อยากใช้กฎหมายเต็มที่ แต่ต้องคำนึงถึงความมั่นคงด้านพลังงานด้วย สำหรับเรื่องคดีความ ต้องไปว่ากันในกระบวนการยุติธรรม อะไรที่เป็นคดีความแล้วแก้ยาก แต่จะให้ความเป็นธรรม และพร้อมช่วยเหลือ

มีคนอยากให้ใช้ก.ม.จัดการ"วีวอล์ก"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงความเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลคสช. และเรียกร้องการเลือกตั้ง หลังโรดแม็พถูกเลื่อนออกไป 90 วันว่า อาจมีเหตุผลความจำเป็นหลายอย่าง แต่รับฟังทุกส่วน ซึ่งต้องทำความเข้าใจว่ามีผลดีผลเสียกับใครบ้าง แต่ไม่ได้เป็นผลดีกับรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องของกฎหมาย ส่วนกรณีกลุ่มองค์กรภาคประชาชนต่างๆ ในนามของ People Go Network ได้จัดกิจกรรม "We Walkเดินมิตรภาพ" เพื่อรณรงค์เรื่องหลักประกันสุขภาพ ทรัพยากร ความมั่นคงทางอาหาร และสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนั้น ความเคลื่อนไหวดังกล่าวที่ขณะนี้ศาลปกครองคุ้มครองอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ขออย่าทำผิดกฎหมาย ขอให้มองทั้งสองด้าน ต้องมองคนที่ไม่เห็นด้วย คนที่เดือดร้อน และต้องดูเจตนาเรื่องต่างๆ ให้ชัดเจนขึ้น เพราะส่วนตัวไม่ขัดแย้งกับใคร หลายคนอยากให้ใช้กฎหมายแรงๆ เพื่อให้ยุติ แต่บางคนอยากให้ใช้กฎหมายแรงๆ เพื่อจะขยายความขัดแย้งให้มากขึ้น ซึ่งมีทั้ง 2 ฝ่ายเสมอ จึงฝากสื่อช่วยกันดูด้วย

คสช.แจ้งจับกลุ่มสกายวอล์ก

เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ สน.ปทุมวัน พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติการประจำกองบัญชาการกองทัพบก ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมายส่วนงานการรักษาความสงบแห่งชาติ ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.สมัคร ปัญญาวงศ์ รอง ผกก. (สอบสวน) สน.ปทุมวัน เข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดี 1.นายรังสิมันต์ โรม 2.นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ 3.น.ส.ณัฎฐา มหัทธนา 4.นายอานนท์ นำภา 5.นายเอกชัย หงส์กังวาน 6.นายสุกฤษฎ์ เพียรสุวรรณ และ7.นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ในข้อหา "ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ที่ทางกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวระหว่างวันที่ 25 มกราคม เวลา 21.00 น. และวันที่ 27 มกราคม เวลา 19.00 น. ที่บริเวณสกายวอล์ก แยกปทุมวัน ลงสมุดคดีอาญาที่ 121/61 ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและการรักษาความมั่นคงของชาติ ลงวันที่ 1 เมษายน 2558 ข้อ 12 และการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชน ด้วยวาจาหนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต 1.เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย 2.เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่อง ในหมู่ประชาชน ถึงขนาดจะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ 3.เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

ทั้งนี้ภายในคำบรรยายแจ้งความได้ลงบันทึกรายละเอียดผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 7 คนว่ามีพฤติกรรมในการกระทำอย่างไรในวันที่นัดรวมตัวเคลื่อนไหวกัน โดยก่อนหน้านี้ได้โพสต์เฟชบุ๊กข้อความ อาทิ การโพสต์เชิญชวนให้กลุ่มของตนเอง และประชาชนที่มีแนวความคิดเหมือนกันมาเข้าร่วมทำกิจกรรมชุมนุมต่อต้าน คสช.

พ.ต.ท.สมัคร กล่าวว่า รับแจ้งความไว้แล้ว ขณะเดียวกันจะออกหมายเรียกกลุ่มเคลื่อนไหวทั้ง7คน ให้เข้าพบในวันที่2กุมภาพันธ์นี้ เพื่อเข้ามารับทราบข้อกล่าวหา หากหลังจากออกหมายเรียก2ครั้งแล้ว ยังไม่เข้าพบพนักงานสอบสวน จะออกหมายจับทั้ง 2 ข้อหาต่อไป

"ศรีวราห์"สั่งเช็กท่อน้ำเลี้ยง

เวลา 11.40 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ด้านความมั่นคง กล่าวถึงมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อยของกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ และกลุ่มมวลชน ออกมารณรงค์ "รวมพลประชาชนอยากเลือกตั้ง" ว่าเรื่องนี้คสช.ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มเคลื่อนไหว ที่ สน.ปทุมวัน ไปแล้ว 7 ราย หลังจากนี้ก็ว่าไปตามขั้นตอนของกฎหมาย คือการออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหา จากการสืบสวนในชั้นนี้น่าจะแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมมากกว่า 7 คนนี้ แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดว่ามีกี่ราย ส่วนการแสดงจุดยืนเคลื่อนไหวทุกวันเสาร์นั้น ขอให้ไปดูกฎหมายว่าด้วยการชุมนุม ถ้าปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็จะมีความผิด เรื่องนี้กำชับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ไปดูแล้ว ยืนยันว่าชุมนุมได้ แต่ขอให้ปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง ถ้าผิดก็ต้องดำเนินคดี

พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า จะต้องตรวจสอบว่ามีใครอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหว ตรวจสอบเรื่องเงินสนับสนุน แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด รอเมื่อถึงเวลาที่ศาลอนุมัติหมายจับก็จะทราบเองว่าใครเป็นใคร กลุ่มผู้สนับสนุนทุกคนก็รู้ก็เห็นอยู่ ชุมนุมมา 5-6 ท้องที่ ก็เป็นกลุ่มเดิมๆ ตำรวจจะต้องดำเนินการไปตามกบิลบ้านกบิลเมือง

ออกหมายเรียก"วีวอล์ก"ด้วย

ขณะเดียวกันพล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 ในฐานะทีมโฆษกคสช. กล่าวถึงกรณีที่คณะอาจารย์ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นำโดย ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รักษาการรองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืน และบริหารศูนย์รังสิต ลงชื่อร่วมกัน จำนวน 26 คน ยื่นหนังสือต่อหัวหน้า คสช. เพื่อให้ทบทวนการดำเนินการกับผู้จัดกิจกรรม People Go network : วีวอล์ก เดินมิตรภาพ ทั้ง 8 คน รวมถึงผ่อนปรนการแสดงออกของประชาชนที่เป็นไปอย่างสันติ ในขอบเขตของกฎหมายปกติ และโดยวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ว่า คสช.ขอชี้แจงว่ามูลเหตุเริ่มต้นจากกลุ่มองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ในนาม People Go network ได้จัดกิจกรรมบริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งเป็นเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้อง มีการกล่าวปราศรัยโจมตีรัฐบาลและ คสช. ซึ่งมีผู้ร่วมในเหตุการณ์ประมาณ 150 คน นำโดย ผศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

อย่างไรก็ตาม ต่อกรณีดังกล่าว ทางผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 4 ปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ดังกล่าว ได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ตามคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ฐานร่วมกันมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช. ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวคือ พนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา แต่หากยังไม่มาพบ จะออกหมายเรียกครั้งที่ 2 และหากไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จะดำเนินการออกหมายจับทันที ส่วนการที่คณะอาจารย์ได้มีหนังสือให้พิจารณาทบทวน จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ครูอาจารย์ผู้ซึ่งเป็นขุมพลังปัญญาอันสำคัญยิ่ง และสามารถชี้แนะการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมให้แก่นิสิต นักศึกษา และสังคม โดยใช้บรรยากาศการปรองดอง ความร่วมมือ ใช้สติปัญญาหันหน้าพูดคุย เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมกับบรรยากาศของบ้านเมือง นำพาประเทศชาติและสังคมก้าวข้ามผ่านความยากลำบากในช่วงเวลานี้ และนำพาชาติบ้านเมืองไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไป

บิ๊กป้อมบอกชุมนุมได้ตามก.ม.

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งว่า ต้องการความสงบ ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงที่จะดูแล ส่วนที่ทางกลุ่มนัดกันจะเคลื่อนไหวทุกวันเสาร์นั้นสามารถทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมายทุกอย่าง และคำสั่งของคสช.ซึ่งตอนนี้เป็นรัฏฐาธิปัตย์ จะเอาอะไร ส่วนเกรงว่าจะลุกลามหรือไม่นั้น ก็ยังไม่ได้ชุมนุม ก็ไม่เป็นไร

เมื่อถามว่า แม้จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว แต่ทางกลุ่มก็ยังเดินหน้าที่จะทำกิจกรรม ตรงนี้จะมีมาตรการอย่างไรหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะเตรียมเอง ต้องการความสงบไหม ถ้าต้องการ ก็เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงที่จะดูแล ส่วนที่ถามถึงการข่าวว่ามีกลุ่มอื่นที่จะอาศัยกรณีนี้มาเคลื่อนไหวหรือไม่นั้น ก็มีกลุ่มเดียวที่เห็นนี่แหละ ส่วนจะลุกลามหรือไม่ ไม่ได้พูด มีแต่สื่อพูดเอง มีกลุ่มเดียวจะไปได้แค่ไหนก็แค่นั้น ส่วนการข่าวพบว่ากระจายตามภูมิภาคก่อนเข้าสู่กทม.หรือไม่นั้น ก็คิดไปเอง ในเมื่อเป็นการชุมนุมทางการเมือง รวมตัวกันได้ไม่เกิน 5 คน แล้วจะไปรวมตัวอะไรกัน

ชี้ศาลคุ้มครองสะท้อนม.44ปะทะรธน.

ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กระบุว่า การปะทะกันของกฎหมาย เคยกล่าวไว้หลายครั้งแล้วว่า เมื่อมีรัฐธรรมนูญปี 2560 แล้ว ให้พึงระวังการใช้คำสั่งตามม.44 ของรัฐธรรมนูญปี2557 และให้พึงระวังการใช้อำนาจของคสช.ตามคำสั่งที่3/2558 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน การชุมนุมที่ม.ธรรมศาสตร์ ในกิจกรรม "We Walk เดินมิตรภาพ" เมื่อวันที่ 20 มกราคม2561 คสช.ให้ดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม ฐานขัดคำสั่งคสช.แต่ผู้จัดกิจกรรมขอความคุ้มครองต่อศาลปกครองกลาง และศาลมีคำสั่งคุ้มครองให้จัดกิจกรรมได้ ห้ามปิดกั้น ขัดขวาง การใช้เสรีภาพในการชุมนุมภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย นับเป็นความก้าวหน้าของตุลาการศาลปกครองกลาง ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงนับเป็นการเริ่มต้นปะทะกันทางกฎหมาย ระหว่างมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว)2557 และการคุ้มครองเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 และถือเป็นการปะทะกันของคำสั่งคสช.ที่3/2558 กับการใช้เสรีภาพตามม.34 และม.44 ของรัฐธรรมนูญปี2560 นับว่าน่าระทึกใจเป็นอย่างยิ่ง ใครก้าวหน้า ใครล้าหลัง เดี๋ยวรู้

กกต.จ่อค้านร่างพ.ร.ป.ส.ส.-ส.ว.

วันเดียวกันที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้รับทราบกรณีที่สำนักงานกกต.รายงานความคืบหน้าร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ที่ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาตรวจสอบความเรียบร้อยของร่างกฎหมายดังกล่าวก่อนที่จะส่งมาขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 วรรคห้าว่ามีประเด็นใดที่ไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งในส่วนของกกต.คาดว่าจะได้รับร่างกฎหมาย 2 ฉบับดังกล่าวอย่างช้าไม่เกินต้นสัปดาห์หน้า และสำนักงานจะเสนอให้ที่ประชุมกกต.พิจารณาทันทีในการประชุมกกต.วันที่ 6 กุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นที่ประชุมกกต.ได้มีความเห็นในส่วนของร่าง.พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ว่ามีอย่างน้อย 5-6 ประเด็นน่าจะไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยมาตรา 35 (4) (5) ที่ตัดสิทธิบุคคลซึ่งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งว่าไม่มีสิทธิสมัครรับราชการ พนักงาน ลูกจ้างของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา และสิทธิในการได้รับแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา

นอกจากนี้ยังมีมาตรา 49 การสมัครรับเลือกตั้งที่ให้ผู้สมัครแต่ละพรรคในแต่ละเขตได้รับหมายเลขประจำตัวแตกต่างกัน อาจเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ประชาชนเกิดความจำเป็นไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 26 มาตรา 75 ที่ตัดเรื่องการห้ามทำการหาเสียงด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่างๆ ออกจากข้อห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจ ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้เลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม มาตรา 87 การเปลี่ยนเวลาออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งจากเดิม 08.00-16.00 น.มาเป็น 07.00-17.00 น. มาตรา 134 และมาตรา 139 ที่เกี่ยวข้องกับการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และการสั่งเลือกตั้งใหม่ หลังการประกาศผลการเลือกตั้งซึ่งกกต.ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เนื้อหาตามบทบัญญัติ มีทั้งที่อาจเขียนไม่ครบ และเขียนเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญมาตรา 225 และ มาตรา 226 บัญญัติ ส่วนของร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ที่ประชุมตั้งข้อสังเกตว่าการยกเลิกการเลือกไขว้ จะทำให้เกิดการบล็อกโหวตได้ง่ายขึ้นหรือไม่ และจะมีผลให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ โดยขอให้สำนักงานไปเขียนเหตุผลประกอบแต่ละประเด็นให้ชัดเจนหนักแน่นว่าไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญอย่างไร และให้เสนอในการประชุมกกต.วันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้

สนช.ลั่นพร้อมตั้งกมธ.3 ฝ่าย

ที่รัฐสภา นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(วิปสนช.) แถลงภายหลังการประชุมว่า ขณะนี้สนช.ยังไม่ได้ส่งร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) และกกต. ที่มีเวลาในการพิจารณาศึกษาภายใน10 วัน ส่วนกรณีที่กรธ.เป็นห่วงในประเด็นที่ร่างพ.ร.ป.ส.ว.ว่าด้วยการแบ่งผู้สมัครเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผู้สมัครอิสระและผู้สมัครในนามมูลนิธิ อาจขัดรัฐธรรมนูญและไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนั้น ต้องรอคำตอบจากกรธ.และกกต.ก่อน หากเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญจึงตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย

"หากกรธ. และกกต.เสนอให้ตั้งกมธ.3 ฝ่าย ทางสนช.ก็พร้อม เพราะเราเคยมีประสบการณ์จากการตั้งกมธ.3 ฝ่ายมาแล้วในพ.ร.ป.ว่าด้วยกกต. ทั้งนี้ เป็นเรื่องของอนาคตที่กรธ.จะเห็นต่าง"นพ.เจตน์ กล่าวและว่า ส่วนความคืบหน้าในการการพิจารณาสรรหา กกต. ทั้ง 7 คนอยู่ระหว่างการพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครกกต. ซึ่งคาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสนช.ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้

"มาร์ค"เหน็บต้นเหตุไม่ปลดล็อก

ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการขยายเวลาบังคับใช้ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ออกไป 90วันโดยสมาชิกสนช.อ้างว่า พรรคการเมืองจะทำไพรมารีโหวตไม่ทัน ว่า ปัญหาใหญ่เริ่มต้นมาจากการไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง จึงส่งผลกระทบมาสู่กรณีดังกล่าว ที่ทำให้พรรคการเมืองไม่สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆได้ เช่น การดำเนินการรับสมัครสมาชิกพรรคหรือหาสมาชิกใหม่ การไม่อนุญาตให้มีการประชุมพรรค การเพิ่มขั้นตอนให้ยืนยันสมาชิกภาพของสมาชิกพรรค ซึ่งจะมีปัญหากระทบตามมาเรื่อยๆหากยังไม่มีการให้ปลดล็อกพรรคการเมือง ทั้งนี้กังวลว่าหาก คสช.ยังไม่มีการทบทวนปัญหาในปัจจุบันเพื่อแก้ไขให้เกิดความเชื่อมั่น รวมถึงให้ประชาชนได้มั่นใจถึงแนวทางในอนาคตก็จะมีปัญหาต่างๆตามมาอีกมากมาย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เชื่อว่าหาก คสช.สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนได้ ทุกอย่างก็สามารถเดินไปข้างหน้าได้ แม้จะมีการขยายเวลาการเลือกตั้งก็ตาม เพราะปัญหาปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะให้ขยายระยะเวลาไปกี่วัน แต่อยู่ที่ความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือ และความตรงไปตรงมา แต่ คสช.ไม่เคยอธิบายสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมถึงยังไม่ปลดล็อกอนุญาตให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆได้ อ้างเพียงว่าปัจจุบันสถานการณ์ของประเทศยังไม่เข้าสู่สภาวะปกติ แต่ยังไม่ระบุว่าอะไรคือความไม่ปกติ รวมถึงยังไม่เห็นว่า คสช.กำลังแก้ไขปัญหาความไม่ปกติดังกล่าวหรือไม่ หรือแก้ไขอย่างไร อยากขอให้ คสช.สร้างความชัดเจนและความแน่นอนให้แก่สังคม เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ เพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันปัญหาต่างๆที่จะตามมา ที่บางฝ่ายอาจจะนำกรณีดังกล่าวมาเพื่อเป็นข้ออ้างในการเคลื่อนไหว นำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศ ส่วนร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.ที่ผ่านการพิจารณาของสนช.ไปแล้ว จะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ว่าตามกฎหมายก็ต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอยู่แล้วว่าขัดหรือไม่และเชื่อว่าทุกฝ่ายจะเคารพผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

"คลัง"เดินหน้ายึดทรัพย์อดีตนายกฯ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการนำสืบทรัพย์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังศาลปกครองยกคำร้องขอทุเลาคำสั่งยึดทรัพย์ ในคดีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวว่า เรื่องนี้กระทรวงการคลังทำงานต่อไปอยู่แล้ว ไม่ได้หยุด โดยเดินหน้าไปตามปกติ ไม่ได้ชะลออะไร

สัมพันธ์นัดถกตั้งพรรคปัดนอมีนีพท.

เวลา 11.00 น. ที่บ้านพักย่านถนนราชวิถี นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ อดีต ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เปิดบ้านหารือในการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ชื่อพรรคพลังพลเมือง โดยมีสมาชิกพรรคการเมืองเก่าหลายคนร่วมหารือ นายสัมพันธ์กล่าวว่า มีอดีต ส.ส.เข้าร่วมประมาณ 30 คน ซึ่งเกือบครึ่งเคยมีตำแหน่งด้านบริหาร ทุกคนในพรรคเคยอยู่ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคความหวังใหม่ พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคกิจสังคม ซึ่งเคยอยู่มาหลายพรรคเช่นกัน ส่วนจะอยู่ฝ่ายใดนั้น ขออยู่ฝ่ายประชาชน เพราะเร็วไปว่าจะอยู่ฝ่ายใคร และขอให้ดำเนินการจดทะเบียนพรรค หาสมาชิกพรรคเสร็จ หลังจาก 1 มีนาคม เราคงจะชี้แจงอีกที

เมื่อถามว่า พรรคนี้เป็นนอมินีของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายสัมพันธ์กล่าวว่า เบื่อหน่าย ท้อแท้ กับพรรคที่มีเจ้าของ ไม่เป็นนอมินีใคร แต่เป็นนอมินีประชาชน และเร็วไปว่าเราจะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ ส่วนเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านนั้น นักการเมืองจะอยู่ฝ่ายใดก็รับใช้ประชาชน ถ้าเป็นรัฐบาลก็รับใช้ประชาชน ถ้าเป็นฝ่ายค้านก็ช่วยเป็นปากเสียงให้ประชาชน

(ข่าวหน้า 1 นสพ.คมชัดลึก)


เรื่องโดย คมชัดลึก | ภาพโดย คมชัดลึก
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend