ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2564

กฏหมายเลือกตั้งฉบับใหม่จัด "มหรสพ" ได้

1.51K 17

ความเคลื่อนไหวทางการเมือง และมีผลต่อทิศทางการเมืองตั้งตามโรดแมป หลังจากที่ประชุม สนช. มี มติเอกฉันท์! ผ่านร่างกฏหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.โดยมีผลประกาศใช้ 90 วันหลังประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา

ประเด็นในหลักร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ประกอบด้วย

มาตรา 2 เรื่องการขยายเวลาบังคับใช้ร่างพ.ร.บ.เลือกตั้งส.ส. 90 วัน นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยคะแนน 196 ต่อ 12 เสียง งดออกเสียง 14

มาตรา 35 เกี่ยวกับการตัดสิทธิผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยกมธ.เสียงข้างมากเห็นด้วยกับการตัดสิทธิการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง และผู้บริหารท้องถิ่นแก่ผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

มาตรา 75 เรื่องการจัดมหรสพและงานรื่นเริงระหว่างการหาเสียง ที่กมธ.เสียงข้างมากแก้ไขให้สามารถจัดมหรสพและงานรื่นเริงระหว่างการหาเสียงได้ โดยที่ประชุมมีมติเห็นด้วย 136 ต่อ 78 งด 8

เติมเนื้อหามาตรา 73 โดยกำหนดกรอบค่าใช้จ่ายการจัดงานมหรสพไม่เกินร้อยละ 20 ของวงเงินหาเสียงพรรคการเมืองตามหลักเกณฑ์ที่กกต.กำหนด

มาตรา 87 เรื่องการขยายเวลาการลงคะแนนเลือกตั้งจากเดิม 08.00-16.00 น. เป็น 07.00-17.00 น.ตามที่กมธ.เสียงข้างมากแก้ไขนั้น ที่ประชุมลงมติเห็นด้วย 156 ต่อ 59 งด 5

โดยประชุมลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ในวาระ 3 ด้วยคะแนนเอกฉันท์ 213 เสียง งดออกเสียง 4 โดยใช้เวลาพิจารณาทั้งสิ้น 14 ชั่วโมง ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะส่งร่างพ.ร.ป.ดังกล่าวไปให้ กกต.และกรธ.ต่อไป

นายประพันธ์ นัยโกวิท ตัวแทนจาก กรธ.ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อยที่สงวนคำแปรญัตติไม่ให้ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมาย โดยให้คงตามร่างเดิม กล่าวว่า สิ่งที่คณะ กมธ.เสียงข้างมากทำ เป็นการเปลี่ยนแปลงหลักการที่กรธ.กำหนดไว้ โดยการทำงานของ กรธ.ทำตามมาตรา 267 มีกรอบเวลาชัดเจนคือ เขียนกฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับภายใน 240 วัน นับแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้

กรธ.ได้ทำตามกรอบและวางแผนอย่างดีว่าต้องทำอย่างไร เพราะรู้ดีว่า มีเวลาเพียง 240 วัน ดังนั้นการที่ กรธ.เสนอว่าต้องดำเนินการเลือกตั้งใน 150 วัน นับแต่ร่างดังกล่าวประกาศใช้ ถือว่าระยะเวลาดังกล่าวมีความยืดหยุ่นเหมาะสมแล้ว รวมทั้ง กกต.ก็ใช้เวลาทำงานเท่ากัน รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ขยายเวลายาวกว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ที่กำหนดเพียง 90 วันเท่านั้น จึงไม่เห็นความจำเป็นต้องขยายเวลาอีก 90 วัน เพราะแค่ 150 วันก็ยืดหยุ่นและสามารถปฏิบัติได้ โดย คสช.ไม่เคยขอให้ กกต.มาทำอะไรเกี่ยวกับมาตรา 2 เลย

ขณะที่นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน กมธ.เสียงข้างน้อยที่สงวนคำแปรญัตติขอขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเป็น 120 วัน ระบุว่า การขยายเวลาบังคับใช้ 90 วันไม่เพียงพอ ทำให้เกิดปัญหาแก่พรรคการเมือง ไม่สามารถเตรียมการเลือกตั้งได้ทัน อาจมาขอขยายเวลาเพิ่ม กลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองที่ถาโถมเข้ามา ทั้งนี้คำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ที่ให้ขยับเวลาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเริ่มต้นในเดือน มี.ค.และ เม.ย.ส่งผลให้เงื่อนเวลาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองถูกขยับออกไป 6 เดือน

แต่ถ้าจะขยายเวลาออกไป 6 เดือน จะถูกวาทกรรมต่างๆเช่น ยื้อเวลา สืบทอดอำนาจมา ขณะที่กกต.มีประเด็นใหม่หลายเรื่องที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อนเช่น การหาเสียงทางอิเลคทรอนิกส์ ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ไม่รู้กกต.มีความพร้อมและความรู้แค่ไหน หากไปกำหนดเงื่อนเวลา 90 วัน ตามแรงกดดัน ทำแบบกล้าๆกลัวๆ เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งอาจเกิดปัญหาได้ ควรขยายเวลาเป็น 120 วัน จะเหมาะกว่า

จากนั้นสมาชิกได้อภิปรายส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการขยายเวลาบังคับใช้กฎหมาย 90 วัน เพราะเป็นระยะเวลาเหมาะสม ไม่มากเกินไป เชื่อว่ากกต.และพรรคการเมืองเตรียมตัวได้ทันนายณัฏฐ์ เล่าห์สีสวกุล ตัวแทน กกต.ในฐานะ กมธ. ชี้แจงว่า ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้งมีความพร้อมตั้งแต่ยกร่างรัฐธรรมนูญเราก็เตรียมการเลือกตั้งไปพอสมควรแล้ว เมื่อคาดคะเนดูว่ากฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาแน่นอน กระบวนการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาจะใช้เวลาประมาณ 5 เดือน ไปจบประมาณเดือน มิ.ย. และหากกฎหมายฉบับนี้ลงราชกิจจานุเบกษาเดือน มิ.ย.2561 ถ้าไม่มีการเลื่อนการบังคับใช้ออกไประยะเวลา 150 วันตามรัฐธรรมนูญจะเริ่มนับทันที ไปจบในเดือน พ.ย.2561

แต่เนื่องจากมีคำสั่งที่ 53/2560 เรื่อง การแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง ผลที่เกิดขึ้น คือ กรณีที่จะจดแจ้งพรรคการเมืองใหม่จะต้องไปขอคสช.ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2561 ส่วนพรรคการเมืองเก่าถูกกำหนดให้ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน โดยจะไปจบวันที่ 27 ก.ย.2561 ซึ่งรวมแล้วเกือบ 3 เดือน ประมาณ 90 วัน ดังนั้นทางกมธ.เห็นว่าเพื่อให้เกิดประโยชน์และเป็นเวลาที่เหมาะสมคือ 90 วัน แต่การขยายเวลาการบังคับใช้ออกไป 90 วัน ไม่ได้แปลว่าวันเลือกตั้งต้องขยายออกไป 90 วัน เพราะอำนาจการขยายเวลาบังคับใช้เป็นของฝ่ายบริหาร แต่อำนาจการกำหนดวันเลือกตั้งเป็นของกกต. ดังนั้น การขยายระยะเวลา 90 วัน น่าจะเพียงพอ

จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาในมาตราต่อไปโดยในมาตรา 35 ที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดสิทธิของผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วแต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันควร กรรมาธิการเสียงข้างมากได้เพิ่มตัดสิทธิการสมัครเข้ารับราชการ พนักงาน ลูกจ้างของส่วนราชการสังกัดรัฐสภาราชการฝ่ายรัฐสภาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา (กร.) การตัดสิทธิการได้รับแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมือง และการตัดสิทธิการได้รับการแต่งตั้งรองผู้บริหาร ผู้ช่วยและที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น โดยมีกำหนดการตัดสิทธิเป็นเวลา 2 ปี ทั้งนี้สนช.ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไชของกรรมาธิการ โดยเห็นว่า ข้าราชการรัฐสภาก็เป็นข้าราชการเหมือนกระทรวงอื่นๆ การเขียนจำกัดสิทธินี้เท่ากับเป็นการเลือกปฏิบัติขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 26 มาตรา 40

ขณะที่นายอัชพร จารุจินดา ตัวแทน กรธ. ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่สงวนความเห็นให้คงตามร่างเดิม ชี้แจงว่า การตัดสิทธิ์ต้องไม่ขัดกับหลักนิติธรรม ไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพ การตัดสิทธิ์ห้ามสมัครรับราชการสังกัดรัฐสภาเป็นการจำกัดสิทธิ์ในการประกอบอาชีพของบุคคล จึงสุ่มเสี่ยงกัยการขัดรัฐธรรมนูญ นายวัลลภ ตังคนานุรักษ์ สนช. อภิปรายว่า การตัดสิทธิการสมัครเข้ารับราชการ เป็นการตัดสิทธิเกินควร มีเจตนาให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ รู้ชัดๆ ว่าการเติมข้อความดังกล่าวขัดกับรัฐธรรมนูญ แล้วทำทำไม หรือเพื่อต้องการให้มีการยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการเมืองล้วนๆ ไม่มีเหตุผลรองรับ ดังนั้น ขอให้กมธ.ถอนการเพิ่ม (4 ) ออกไป

ขณะที่มาตรา 75 เกี่ยวกับข้อห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมากมีมติให้สามารถจัดแสดงมหรสพ งานรื่นเริงระหว่างการหาเสียงได้ จากเดิมที่ห้ามการแสดงมหรสพ งานรื่นเริงระหว่างการหาเสียง อีกทั้งยังห้ามรณรงค์โหวตโนด้วย ซึ่งกรรมาธิการเสียงชข้างน้อยที่มาจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เห็นด้วยกับการจัดให้มีมหรสพ เพราะจะทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต และทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ

ส่วนกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยกเหตุผลที่ต้องจัดให้มีมหรสพเพราะจะช่วยป้องกันการเกณฑ์คนมาได้ ส่วนเรื่องการได้เปรียบหรือเสียเปรียบไม่ใช่ปัญหา เพราะเราควบคุมการใช้จ่ายเงินได้

จากนั้นเวลา 20.30 น. ภายหลังที่สมาชิกอภิปรายแสดงความเห็นครบทุกมาตราแล้ว ที่ประชุมได้ลงมติวาระ2เป็นรายมาตรา โดยมาตรา2 เรื่องการขยายเวลาบังคับใช้ร่างพ.ร.บ.เลือกตั้งส.ส. 90 วัน นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นด้วยคะแนน 196 ต่อ 12 เสียง งดออกเสียง 14 ตามที่กมธ.เสียงข้างมากแก้ไขและได้ลงมติมาตรา 35 เกี่ยวกับการตัดสิทธิผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่กมธ.เสียงข้างมากได้เพิ่มการตัดสิทธิการเข้ารับราชการในสังกัดในรัฐสภา

ซึ่งที่ประชุมมีมติไม่เห็นด้วย ด้วยคะแนน 118 ต่อ 92 งดออกเสียง 13 แต่เห็นด้วยกับการตัดสิทธิการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองและผู้บริหารท้องถิ่นแก่ผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามที่กมธ.เสียงข้างมากเพิ่มเติม ขณะที่มาตรา 75 เกี่ยวกับเรื่องการจัดมหรสพและงานรื่นเริงระหว่างการหาเสียง ที่กมธ.เสียงข้างมากแก้ไขให้สามารถจัดมหรสพและงานรื่นเริงระหว่างการหาเสียงได้ โดยที่ประชุมมีมติเห็นด้วย 136 ต่อ 78 งด 8 พร้อมทั้งเพิ่มเติมเนื้อหามาตรา 73

โดยกำหนดกรอบค่าใช้จ่ายการจัดงานมหรสพไม่เกินร้อยละ 20 ของวงเงินหาเสียงพรรคการเมืองตามหลักเกณฑ์ที่ กกต.กำหนดในมาตรา 64 ส่วนมาตรา 87 เรื่องการขยายเวลาการลงคะแนนเลือกตั้งจากเดิม 08.00-16.00 น. เป็น 07.00-17.00 น.ตามที่ กมธ.เสียงข้างมากแก้ไขนั้น ที่ประชุมลงมติเห็นด้วย 156 ต่อ 59 งด 5

กระทั่งเวลา 23.00 น. ที่ประชุมลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ในวาระ3 ด้วยคะแนนเอกฉันท์ 213 เสียง งดออกเสียง 4 โดยใช้เวลาพิจารณาทั้งสิ้น 14 ชั่วโมง ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะส่งร่างพ.ร.ป.ดังกล่าวไปให้กกต.และกรธ.ต่อไป


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์