ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันจันทร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2564

หยวนแข็งค่าขึ้นเกือบ 8% ในรอบ 1 ปี

3.31K 75
หยวนแข็งค่าขึ้นเกือบ 8% ในรอบ 1 ปี

หยวนแข็งค่าขึ้นเกือบ 8% ในรอบ 1 ปีจากระดับ 6.92 หยวนต่อดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2017 จนหลุดระดับ 6.40 หยวน มาแตะที่ระดับ 6.3955 หยวนในเช้าวันศุกร์ ท่ามกลางการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ซึ่งมีดัชนีค่าเงินที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 90.37 ซึ่งเป็นการปรับตัวที่ลดลงโดย Dollar Index ของตัวเองถึง 12% ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน

ทั้งนี้ ค่าเงินหยวนแข็งค่ามากขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจมหภาคของจีนที่มีควาแข็งแกร่งมากขึ้น หลังจากที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยตัวเลขจีดีพีทั้งปี 2017 ของจีนที่เติบโตระดับ 6.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของทางการจีนที่ระดับ 6.5% และเหนือความคาดหมายของบรรดานักเศรษฐศาสตร์ที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะเติบโตที่ 6.8%

หลังจากที่ Dollar Index มีการตัวลดลงแย่างต่อเนื่องในรอบปีที่ผ่านมา สวนทางกับอัตราผลตอบแทนบอนด์อายุ 10 ปีของรัฐบาลสหรัฐที่พุ่งขึ้นแตะระดับ 2.60% ล่าสุด ทำให้บรรดาผู้บริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์จับตาและเดิมพันที่ทิศทางการลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ อาจจะดีกว่าการลงทุนในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยประเมินภาพที่ชี้ถึงการ Remains Long Emerging Markets, Short Developed Markets

1. สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติ 230 ต่อ 197 เสียงผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเมื่อคืนพฤหัาฯที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะช่วยให้หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐสามารถหลีกเลี่ยงการถูกชัตดาวน์ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวจะถูกส่งให้วุฒิสภาสหรัฐพิจารณาเป็นลำดับต่อไป แต่ก็ยังไม่แน่นอนว่าจะสามารถผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวฉบับนี้ได้ทันตามกำหนดเส้นต่ายในวันศุกร์หรือไม่ เนื่องจากมีวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจะยังคงโหวตคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้

ขณะที่ตลาดหุ้นวอลล์ สตรีท ปรับตัวลดลงปิดลบเมื่อคืนพฤหัสฯ โดยที่ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 26,017 ลดลง 97.84 จุด หรือ 0.37% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,798 ลดลง 0.16% และ Nasdaq ปิดที่ 7,296 ลดลง 0.03%

2. หยวนแข็งค่าขึ้นเกือบ 8% ในรอบ 1 ปีจากระดับ 6.92 หยวนต่อดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2017 จนหลุดระดับ 6.40 หยวน มาแตะที่ระดับ 6.3955 หยวนในเช้าวันศุกร์ ท่ามกลางการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ซึ่งมีดัชนีค่าเงินที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 90.37

ขณะเดียวกับที่สถานการณ์ของ Dollar Index อ่อนค่าลง จากที่เคยแข็งค่าขึ้นไปแตะที่ระดับ 103 ในช่วงต้นปี 2017 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงที่เป็นค่าเงินของตัวเอง โดย Dollar Index ร่วงลงถึง 12% ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน

3. ทั้งนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยถึงภาวะผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ทั้งปี 2017 มีการขยายตัวถึง 6.9% เนื่องจาก GDP ไตรมาส 4 มีการขยายตัวที่ 6.8% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของรัฐบาลจีนวางไว้ที่ระดับ 6.5% ต่อปี

โดยมาจากการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.2% จากที่ชะลอลง 0.3% ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2017 และลดลง 0.9% จากอัตตราการขยายตัวในปี 2016 และยังเพิ่มขี้นเทียบกับคาดการณ์ที่ 7.1% ส่วนการลงทุนด้านภาคอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นทั้งปีที่ 7% ซึ่งชะลอลง 1.1% จากช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2017 แต่ก็เป็นการปรับตัวขึ้น 0.1% จากปี 2016

4. สำหรับการขยายตัวในภาเศรษฐกิจที่แท้จริงเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมทั้งปี 2016 มีการขยายตัว 6.6% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2016 ที่ขยายตัว 6% และยังสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 6.1%

ยกเว้น ยอดค้าปลีกทั้งปี 2016 หรือ Retail Sales ซึ่งขยายตัวที่ระดับ 9.4% ซึ่งชะลอตัวลง 0.2% จากปีก่อน และยังขยายตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 10.2% นับเป็นอัตราการขยายตัวต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2004

5. อย่างไรก็ตาม ความแกร่งของภาพรวมเศรษฐกิจจีนในปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อมุมมองของผู้บริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่คาดว่า ภาระการอัดฉีดเม็ดเงิน QE ของบรรดาธนาคารกลางจากกลถ่มประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นปริมาณเงินมากถึง 15 ล้านล้านดอลลาร์ จะส่งผลต่อค่าเงินสกุลสำคัญของโลกในปี 2018 โดยเฉพาะทิศทางของเงินดอลลาร์ที่อาจอ่อนค่าลง

หลังจากที่ Dollar Index มีการตัวลดลงแย่างต่อเนื่องในรอบปีที่ผ่านมา สวนทางกับอัตราผลตอบแทนบอนด์อายุ 10 ปีของรัฐบาลสหรัฐที่พุ่งขึ้นแตะระดับ 2.60% ล่าสุด ทำให้บรรดาผู้บริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์จับตาและเดิมพันที่ทิศทางการลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ดีกว่าการลงทุนในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยประเมินภาพการ Remains Long Emerging Markets, Short Developed Markets


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์