ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"บิ๊กโจ๊ก" แถลงระดมกวาดล้าง 4คดีสำคัญ

1.49K 116
บิ๊กโจ๊ก แถลงระดมกวาดล้าง 4คดีสำคัญ

"บิ๊กโจ๊ก" แถลงระดมกวาดล้าง 4คดีสำคัญ โชเฟอร์แท็กซี่ขูดรีดค่าโดยสาร-แก๊งโรแมนสแกมเมอร์-ผลกวาดล้าง"ยุทธการอินทรีทมิฬ"

ที่กก.1 บก.ทท. สนามศุภชลาสัย ถนนพระรามที่ 1เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 30 พฤศจิกายน  พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.รองผบช.ทท. พร้อมด้วยพล.ต.ต.ประเสริฐ เงินยวง ผบก.ทท.1 พล.ต.ต.ธรรมนูญ ไตรทิพยพงศ์ ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รองผบก.ทท.1 พ.ต.อ.ศารุติ แขวงโสภา รองผบก.ทท.1 พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รองผบก.ทท. 2 พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รองผบก.สปพ พ.ต.อ.ชูตระกูล ยศมาดี ผกก.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจ 191 ตำรวจสภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บช.ปส.และสตม. ร่วมกันแถลงข่าวผลการระดมกวาดล้างคดีสำคัญ 4 คดี

คดีแรก ตำรวจท่องเที่ยว สนธิกำลังตำรวจสภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จับกุมนายสุนทร รอดทรัพย์ อายุ 45 ปี และนายวัชฤทธิ์ จันทร์อยู่ อายุ 42 ปี ในฐานความผิดร่วมกันกรรโชกทรัพย์ โดยจับกุมนายสุนทรได้ที่สนามบินดอนเมือง และจับกุมนายวัชฤทธิ์ ได้ที่วัดหนองเอื้อง จ.เพชรบุรี การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากนายมูฮัมมัด มุดดาฟา ดาร์ฮาร์ ชาวเลบานอน ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้ถูกนายสุนทรชักชวนให้โดยสารรถแท็กซี่ สีเขียวเหลืองทะเบียน มฉ 8715 กทม. ซึ่งมีนายวัชฤทธิ์ เป็นคนขับจากสนามบินดอนเมือง เพื่อไปท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยตกลงราคาที่ 1,000 บาท แต่ระหว่างทางกลับถูกกรรโชกค่าโดยสารเพิ่มอีก 1,400 บาท แต่ผู้เสียหายไม่ยินยอม จึงร่วมกันข่มขู่ให้นำทรัพย์สินมีค่ามาให้ โดยนายสุนทรได้แย่งเอาเงินสด 400 ดอลลาร์สหรัฐฯ และชุดหูฟังไป ผู้เสียหายกลัวจึงรีบหนีลงจากรถ ก่อนเดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์ ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงได้สืบสวนจนจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองได้ จากการตรวจสอบประวัติพบว่าผู้ต้องหาทั้งสองรายมีประวัติอาชญากรรมในคดียาเสพติด และเคยก่อเหตุในลักษณะนี้หลายครั้ง โดยนายวัชฤทธิ์ คนขับรถแท็กซี่ยังคงให้การภาคเสธ แต่ยอมรับว่าได้ค่าจ้าง 800 บาท และที่หลบหนีไปเพราะกลัวความผิด

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวมีมานานแล้วแต่ไม่ได้รับการปราบปราม ซึ่งระยะหลังทางกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวร่วมกับกรมการขนส่งทางบก เริ่มระดมกวาดล้างแท็กซี่ที่กระทำความผิด จึงฝากไปยังประชาชนหากพบแท็กซี่ที่อยู่นอกสนามบิน มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมสามารถแจ้งมาได้ที่เบอร์โทร 1155

นอกจากนี้มีตัวแทนจากสถานเอกอัครทูตเลบานอนประจำประเทศไทยเดินทางมาขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี โดยได้มอบแจกันดอกไม้ให้กับเจ้าหน้าที่อีกด้วย

คดีที่สอง ตำรวจท่องเที่ยว และตำรวจ 191 จับกุมขบวนการโรแมนสแกม ได้ผู้ต้องหาทั้งหมด 7 ราย 9 หมายจับ โดยเป็นชาวไนจีเรีย 1 ราย ชาวไทย 6 ราย ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ และร่วมกันทุจริต หรือนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยมีพฤติกรรมหลอกลวงเหยื่อผ่านสื่อโซเชียลให้เหยื่อเชื่อว่าเป็นคนมีฐานะและต้องการสมรสด้วย โดยใช้ภาพชาวต่างชาติหน้าดี เป็นภาพโปรไฟล์ ก่อนจะทักข้อความไปหาหญิงสาวชาวไทย พูดคุยหว่านล้อมทำนองชู้สาว เมื่อผู้เสียหายเชื่อใจก็จะโทรศัพท์ไปขอยืมเงิน รวมถึงใช้วิธีการหลอกลวงว่าจะส่งของมาให้ แต่ต้องเสียค่าดำเนินการเป็นเงินประมาณ 2-4 หมื่นต่อราย ซึ่งมีเหยื่อหลายรายหลงเชื่อโอนให้ไปให้ และมารู้ตัวทีหลังว่าถูกหลอก และจากการตรวจสอบยังมีชาวไทยร่วมขบวนการทำหน้าที่เป็นคลอเซนเตอร์พูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ สร้างสถานการณ์หลอกผู้เสียหายว่ามีสินค้าหรือพัสดุส่งมาจากต่างประเทศ ซึ่งติดค้างอยู่ที่สนามบิน โดยเหยื่อต้องโอนเงินมายังศุลกากร หรือเจ้าหน้าที่ขนส่ง เพื่อที่จะนำพัสดุออกไปได้ รวมถึงยังทำหน้าที่นายหน้าหาคนเปิดบัญชี,รับจ้างเปิดบัญชี และรับจ้างลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สามารถจับกุมได้ถึงตัวผู้กระทำผิดที่เป็นชาวผิวสี ซึ่งที่ผ่านมาจะสามารถจับได้แค่ผู้ร่วมขบวนการที่เป็นคนไทยเท่านั้น

คดีที่สาม ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจ 191 และตำรวจห้วยขวาง ได้จับกุมนายภัทรวิชญ์ ค่ะตึ อายุ 41 ปี ผู้ต้องหาเป็นบุคคลต่างด้าวสวมบัตรประชาชนเป็นคนไทยมาประกอบธุรกิจนำเที่ยว โดยจับกุมได้ที่ ซ.นวมินทร์ 86 แขวงรามอินทรา เขตคันนายาว กรุงเทพฯการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่สืบทราบว่านายภัทรวิชญ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทไทยตงหม่ง อินเตอร์เนชั่นแนล ทราเวล กรุ๊ป จำกัด มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการสวมบัตรประชาชน จึงได้ทำการสืบสวนจนทราบว่าได้ขอมีบัตรเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2545 ในชื่อนายยอฟู ค่ะตึ ที่ว่าการอำเภอพบพระ อีกทั้งพบว่าได้มีการขอเปลี่ยนชื่อสกุลบ่อยครั้งเป็นเวลากว่า 15 ปี ตำรวจจึงได้ทำการขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับเลขที่ 2583/2560 ลงวันที่ 24 ก.ย. ในฐานความผิด ยื่นคำขอมีบัตรโดยมิได้มีสัญชาติไทย ด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อความจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ใช้หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือกระทำการเพื่อให้ตนเองมีรายการในทะเบียนบ้านหรือเอกสารการทะเบียนราษฎรโดยมิชอบ และแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การจับกุมในครั้งนี้เป็นการบูรณาการกำลังในการปราบปรามกลุ่มบริษัทนำเที่ยวผิดกฎหมายหรือกลุ่มบริษัทนำเที่ยวที่ประกอบการในลักษณะนอมินีรวมถึงกลุ่มคนต่างด้าวสวมบัตรประชาชนเป็นคนไทยมาประกอบธุรกิจนำเที่ยวในลักษณะทัวน์ต่ำกว่าทุนหรือทัวร์ศูนย์เหรียญอันทำให้เกิดภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยเสียหายส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

และคดีที่ 4 ได้แถลงผลยุทธการอินทรีทมิฬ (BLACK EAGLE) 8 ทลายเครือข่ายอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติและการท่องเที่ยว จากการปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่ 17 เป้าหมาย 36 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 14 ราย ประกอบด้วยบุคคลต่างด้าว เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาติ รวม 9 ราย เป็นชาวอูกานดา 8 ราย และไนจีเรีย 1 ราย นอกจากนี้ยังจับกุมบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด 5 ราย เป็นชาวอูกานดา 1 ราย เซเนกัล 1 ราย แอฟริกาใต้ 1 ราย และไนจีเรีย 2 ราย


เรื่องโดย กรกมล อักษรเดช /กิตติพงษ์ มณีฤทธิ์ | ภาพโดย กรกมล อักษรเดช /กิตติพงษ์ มณีฤทธิ์
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend