ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันเสาร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2564

ความเป็นไปได้ที่เยอรมันจะมีการเลือกตั้งใหม่ "แองเกลา เมอร์เคิล" อาจชวดนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 4

1.73K 0
ความเป็นไปได้ที่เยอรมันจะมีการเลือกตั้งใหม่ แองเกลา เมอร์เคิล อาจชวดนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 4

ความเป็นไปได้ที่เยอรมันจะมีการเลือกตั้งใหม่ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ขณะที่แองเกลา เมอร์เคิล อาจชวดการเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 4 หลังจากที่ไม่สามารถฟอร์มตัวจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ทำให้เกิดข้อสงสัยต่ออนาคตของยุโรปที่กำลังถูกท้าทายจะสามารถอยู่ร่วมกันเป็รปึกแผ่นได้หรือไม่ ส่วนเงินยูโรได้รับผลกระทบทันทีอ่อนค่าลงแตะ 1.1730 ดอลลาร์จากที่อยู่ในระดับ 1.1800 ดอลลาร์

ทางด้าน ECB เริ่มเคลื่อนไหวการออกกฎเกณฑ์ไม่ปกป้องผู้ฝากเงิน ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการปกป้องเงินฝากต่ำกว่า 100,000 ยูโร หรือราว 85,000 ปอนด์ หลังจากที่ใช้เวลาในการในการทำวิจัยตั้งแต่ปี 2016 เพื่อเป็นทางการเลือกในการกำหนดเป็นเครื่องมือปกป้องเงินฝากเพียงบางส่วน หรือ Bail-in หากระบบธนาคารพาณิชย์ของยุโรปต้องประสบปัญหาวิกฤติทางการเงินในอนาคต

ขณะที่มูดี้ส์ยกระดับความน่าชื่อถือฐานะการเงินต่างประเทศของอินเดียเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี ทั้งส่วนที่เป็นพันธบัตรสกุลเงินรูปีและสกุลเงินต่างประเทศของอินเดียขึ้นสู่ระดับ Baa2 จากระดับ Baa3 เนื่องจากเศรษฐกิจอินเดียยังคงมีความแข็งแกร่ง และมีการปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียให้เพิ่มสูงขึ้นด้วย ขณะที่หุ้น BSE SENSEX ของอินเดียปรับตัวขึ้นตั้งแต่ต้นปีถึง 25%

1.หลังจากที่แองเกลา เมอร์เคิล ไม่สามารถฟอร์มตัวจัดตั้งรัฐบาลผสมตามสีธงชาติจาไมก้าได้สำเร็จ และอาจชวดการเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 4 ถึงแม้ว่าจะคว้าชัยชนะจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา แต่ก็ไม่มีเสียงข้างมากเพียงพอ จึงมีความเป็นไปได้ที่เยอรมันจะมีการเลือกตั้งใหม่ในระยะเวลาอันใกล้นี้ 

ทางเลือกของเบอรมันขณะนี้จึงมีอยู่ 2 ทางเลือกคือ การเลือกตั้งใหม่ หรือการดันทุรังที่จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเพื่อบริหารประเทศต่อไปของแองเกลา เมอร์เคิล ซึ่งแน่นอนว่าย่อส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่มีจนาดใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรปในขณะนี้ ซึ่งก็ทำให้เกิดข้อสงสัยต่ออนาคตของยุโรปที่กำลังถูกท้าทายว่าจะสามารถอยู่ร่วมกันเป็นปึกแผ่นได้เหนียวแน่นต่อไปหรือไม่ เป็นเรื่องที่ทั่วโลกกำลังจับตามองมากที่สุดในขณะนี้

ส่วนเงินยูโรได้รับผลกระทบทันทีอ่อนค่าลงแตะ 1.1730 ดอลลาร์จากที่อยู่ในระดับ 1.1800 ดอลลาร์

2.ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เริ่มเคลื่นไหวการออกกฎเกณฑ์ไม่ปกป้องผู้ฝากเงิน เนื่องจากในปัจจุบันจะยังมีการปกป้องเงินฝากต่ำกว่า 100,000 ยูโร หรือราว 85,000 ปอนด์ หลังจากที่ได้ใช้เวลาในการในการทำวิจัยตั้งแต่ปี 2016 เพื่อเป็นทางการเลือกในการกำหนดเป็นเครื่องมือปกป้องเงินฝากเพียงบางส่วน หรือ Bail-in หากระบบธนาคารพาณิชย์ของยุโรปต้องประสบปัญหาวิกฤติทางการเงินในอนาคต

ทั้งนี้ ผลการศึกษาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยระบุฝนรายงานการศึกษาเมื่อปี 2015 ว่า 15 แบงก์ใหญ่ของอิตาลีอยู่ในข่ายที่ต้องได้รับความช่วยเหลือจากทางการเนื่องจากฐานะการเงินอ่อนแอจากปัญหาหนี้สินที่พอกพูนมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม มาริโอ ดรากี ประธาน ECB เปิดเผยในช่วงสุดสัปดาห์โดยเชื่อมั่นว่า ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำในยูโรโซนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกำไรของธนาคารพาณิชย์ ในระหว่างการประชุมเสวนาเรื่อง "Europe into a New Era How to Seize the Opportunities" ที่ Frankfurt Banking Congress ถึงศักยภาพในการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ในยูโรโซนแล้ว นโยบายการเงินในปัจุบันของ ECB แทบจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคธนาคาร แม้ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำส่งผลกระทบต่อกำไรของภาคธนาคารในวันข้างหน้า 

ประธาน ECB ยังกล่าวอีกว่า ผลกระทบดังกล่าวจะชดเชยได้ด้วยปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นทางการเงิน โดยมาตรการดังกล่าวจะส่งผลในด้านบวกต่อคุณภาพสินทรัพย์ และการกันสำรองหนี้สูญของภาคธนาคาร โดยที่ ECB จะยังคงดำเนินนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ไปจนถึงหลังจากเดือนก.ย. 2018 หากว่ามีความจำเป็นขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้เงินเฟ้อยังคงซบเซา ดังนั้น จึงต้องอดทนและเฝ้ารอนโยบายการเงินเพื่อสร้างความมั่นใจ ว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายในเรื่องเงินเฟ้อระยะกลางได้

3.มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ยกระดับความน่าชื่อถือพันธบัตรสกุลเงินรูปีและสกุลเงินต่างประเทศของอินเดียเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปีนับตั้งแต่ปี 2004 ขึ้นสู่ระดับ Baa2 จากระดับ Baa3 เนื่องจากเศรษฐกิจอินเดียยังคงมีความแข็งแกร่ง และมีการปฏิรูประบบสถาบัน ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียให้เพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยที่จีดีพีของอินเดียจะเติบโตที่จะระดับ 6,7% ปีนี้ ต่อเนื่องจากปีที่แล้วที่ขยายตัว 7.1%

พร้อมกับปรับเปลี่ยนแนวโน้มความน่าเชื่อถือเป็นมีเสถียรภาพ จากเดิมที่ระดับเป็นเชิงบวก หลังจากมีปัญหาในเรื่องหนี้สินที่พุ่งสูงขึ้น โดยที่ภาระหนี้สินในระดับสูงของอินเดียยังคงสร้างแรงกดดันต่ออันดับความน่าเชื่อถือ แต่ด้วยมาตรการปฏิรูปที่ทางรัฐบาลอินเดียนำมาใช้นั้น ได้ช่วยชะลอความเสี่ยงที่เกิดจากหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้น

ขณะที่ตลาดหุ้นอินเดียมีแนวโน้มทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากมูดี้ส์ได้ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือพันธบัตรของอินเดีย ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวที่เหนือความคาดหมาย โดยที่ดัชนี ดัชนี BSE ปิดพุ่งขึ้น 235.98 จุด หรือ 0.71% ที่ระดับ 33,342 เมื่อวันศุกร์ โดยที่ดัชนีหุ้น BSE SENSEX ของอินเดียปรับตัวขึ้นตั้งแต่ต้นปีถึง 25% ส่วนค่าเงินรูปีแข็งค่าขึ้น 65.0150 ต่อดอลลาร์ เทียบกับต้นปีซึ่งอยู้ที่ระดับ 68.1750 รูปีต่อดอลลาร์ 

4.ทางด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เร่งกระชุบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับซาอุดิอารเบียในโครงการร่วมมือการค้าและการลงทุนะชื่อมตะวันแกกลางสู่เส้นทางสายไหมใหม่ หรือ Chinas "Belt and Road Initiative" โดยเฉพาะทางด้านน้ำมัน

โดยที่ทางการจีนกำลังช่วงชิงการขายหุ้น IPO ของบริษัท Aramco ซึ่งบริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุดของซาอุดิอารเบียที่อาจมีมูลค่า 1-2 ล้านล้านดอลลาร์ ให้จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นฮ่องกง เช่นเดียวกับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ต้องการให้เป็นการขายหุ้น IPO ของ Aramco ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ 

5.ส่วนราคาทองคำในวันศุกร์พุ่งแรง แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 1 เดือน หลังดอลลาร์อ่อนค่าลง โดยราคาทองตลาด COMEX พุ่งขึ้น 1.43% ทะลุระดับ 1,300 ดอลลาร์ ก่อนปิดย่อนตัวลงเล็กน้อยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยที่มีแรงกระตุ้นมาจากทั้งรัสเซียและจีนที่เป็นผู้ซื้อทองรายใหญ่ ซึ่งล่าสุดทางการจีนมีการระงับส่งออกทองของผู้ผลิตในประเทศจพนวนถึง 450 ตัน แต่เทรดเดอร์บางสาวนชเอว่าเป็นการปรับขึ้นทางเทคนิคหลังจากที่ตลอดทั้งสัปดาห์ ที่แล่วมีการปรับตัวของราคาทองเพิ่มขึ้นเกือบ 1.8%

ทั้งนี้ สัญญาทองคำในตลาดนิวยอร์กซึ่งเป็นตลาดซื้อขายล่วงหน้าปรับตัวขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และการโหวตผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ แต่ก็ยังมีปัจจัยที่เป็นตัวฉุดจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับข่าวการสืบสวนทีมหาเสียงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในกรณีที่รัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2016 โดยที่ราคาสัญญาทองคำในตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 18.3 ดอลลาร์ หรือ 1.43% ปิดที่ระดับ 1,296.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย AFP
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend