ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2563

เปิดเส้นทางก้าวสู่โค้ช A-Licence UEFA จากอังกฤษ "ญาณวิทย์ คันธราษฎร์"คนแรกของประเทศไทย

25.32K 1
เปิดเส้นทางก้าวสู่โค้ช A-Licence UEFA จากอังกฤษ ญาณวิทย์ คันธราษฎร์คนแรกของประเทศไทย

"คนไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก" นาทีนี้ในแวดวงการโค้ชฟุตบอลของประเทศไทย ชื่อของ โค้ชเบนซ์ "ญาณวิทย์ คันธราษฎร์" กลายเป็นที่สนใจขึ้นมาทันที หลัง "สมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานสโมสร "ค้างคาวไฟ" สุโขทัยเอฟซี ไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการอะคาเดมี่สุโขทัยเอฟซี

หากย้อนไปดูประวัติของชายหนุ่มชาวเชียงใหม่วัย 31 ปี กับเส้นทางชีวิตของการก้าวสู่โค้ชระดับ A-Licence จาก UEFA ประเทศอังกฤษกลับไม่ธรรมดา จากเด็กบ้าฟุตบอลคนหนึ่ง แต่มีความฝันอยากเป็นนักเตะอาชีพต่างแดนในเมืองต้นฉบับฟุตบอลอย่างประเทศอังกฤษ และแม้เวลาผ่านไปก็ไม่เคยละทิ้งความพยายาม แต่กล้าที่จะระเบิดความฝัน วันเวลานี้เขาจึงกลายเป็นคนไทยคนแรกที่ใครหลายคนอยากสัมผัสเส้นทางชีวิตของเขาว่ามีวันนี้ได้อย่างไร

เขาไม่ได้แตกต่างจากเด็กชายทั่วไปที่ชื่นชอบกัฬาฟุตบอล ครั้งหนึ่งเมื่อปี 2538 จังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ พ่อพาไปดูการแข่งขันฟุตบอล กลายเป็นแรงบันดาลใจให้คิดว่า "สักวันหนึ่งจะมีโอกาสได้ไปลงเล่นในสนามแบบพวกพี่ๆ นักกีฬาในสมัยนั้นบ้าง แต่จุดเริ่มต้นของเขาสวมสตั๊ดลงสนาม เป็นได้แค่เด็กชายร่างเล็กที่ทำหน้าที่ได้แค่ตัวสำรอง แต่ไม่นานก็กลายเป็นแรงผลักให้ผมมีมุ่งมั่นจนเข้าไปเป็นนักกีฬาฟุตบอลของโรงเรียนนวมิทราชูทิศพายัพ

"แต่วันหนึ่งเขามีโอกาสไปคัดตัวฟุตบอล มีคนมาคัดเพียง 2 นาทีแล้วได้ ภาพวันนั้นเขาจำได้ดี "

***14 ปีคิดการใหญ่โกอินเตอร์อังกฤษ

"โค้ชเบนซ์" ในวัยเพียงแค่ 14 ปี คิดการใหญ่จะไปตะลุยดงฟุตบอลในประเทศอังกฤษ หนึ่งเขาคิดว่ามีความสุขที่วันหนึ่ง 6-7 ชั่วโมงได้อยู่กับฟุตบอล สองเป็นสิ่งที่คิดว่าเราทำได้ดีกว่าทำสิ่งอื่น และมีโอกาสได้เดินทางไปกับแคมป์เยาวชนสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ที่ประเทศอังกฤษ พอได้ไปเห็นยิ่งตอกย้ำว่า โตขึ้นมาต้องเป็นนักฟุตบอลให้ได้ แต่ถูกพ่อ และแม่ทัดทานขอให้เรียนจบปริญญาตรี แต่ความที่เขาเป็นคนตั้งใจจะทำอะไรสักอย่างต้องไปให้ถึงฝั่ง ทำให้เขามุ่งมั่นอ่านหนังสือสอบเทียบจบม.6 และเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยพายัพ คณะนิเทศศาสตร์ ด้วยวัยเพียง 16 ปีเท่านั้น เพียงเพื่อให้เขามีเวลาที่จะก้าวสู้การเป็นนักฟุตบอลได้เร็วขึ้น

ทันทีที่เขารู้ว่าตัวเองต้องการเป็นอะไรต่อไป ไม่ได้รีรอที่จะวางแผนอนาคต ทำอย่างไรที่จะได้ไปอังกฤษ ทำอย่างไรที่จะเรียนภาษาอังกฤษให้เก่ง ทำอย่างไรที่จะเข้าสู่วงการฟุตบอลในอังกฤษได้ มันอาจจะเป็นเรื่องที่หนักสำหรับเด็กในวัยขนาดนั้น แต่ภาพที่เขาเห็นพ่อแม่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน แถมมีหนี้สินที่มีคนมาถามทุกวัน ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่า จะทำอย่างไรที่ช่วยให้ครอบครัวปลอดหนี้ได้ ถ้าจะเรียนให้จบถึงระดับปริญญาเอก เงินเดือนก็หลักแสนบาท แต่อาชีพนักฟุตบอลที่ทำเงินสูงสุดในเวลานั้น จึงเป็นเป้าหมาย ที่เขาต้องการวิ่งเข้าเส้นชัยมากที่สุด

"โค้ชเบนซ์" ย้อนวันวานให้ฟังอีกว่า ในช่วงวัยเรียนมหาวิทยาลัยไม่มีเพื่อนคนไหนรู้เลยว่าอายุน้อยกว่า ระหว่างนั้นชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยที่เป็นอิสระ ทำให้สิ่งเร้าในการควบคุมตัวเองแทบไม่ได้ เขาเข้าไปสัมผัสการดื่ม กิน เที่ยวอย่างสุดโต่ง แต่พอถึงจุดที่ตัวเองใฝ่ฝันไว้ ทำให้ฉุกคิดขึ้นมาได้ และสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยทิ้งเลย คือ ความรับผิดชอบต่อการเรียน และก่อนจะจบก็ดึงตัวเองกลับเข้าสู้เส้นทางความฝันด้วยการวางแผนเดินทางไปเรียนภาษาที่ประเทศอังกฤษทันทีที่จบระดับปริญญาตรีได้เพียง 2-3 เดือน จำได้ว่า ครอบครัวไม่ได้มีเงินเลย แต่แม่ก็คงรู้ว่า ทัดทานไปก็คงไม่ได้ผล จำได้ว่าแบกเป้ไปคนเดียวมีเงิน 180 ปอนด์ คิดเป็นเงิน 90 บาทต่อ 1 ปอนด์ ในตอนนั้นอายุเพียง 20 ปี

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เส้นทางของการเป็นนักฟุตบอลในประเทศอังกฤษมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย เขาเจอด่านทดสอบแรก คือ เดินทางไปล่วงหน้า และมีเงินพกติดตัวไปสามารถเช่าบ้านได้เพียง 1 สัปดาห์ เท่ากับว่าจะไม่มีเงินกินข้าวกินน้ำเลย แต่โชคดีที่ตัดสินใจลากกระเป๋าไปหน้าโรงเรียน และไปเจอประกาศหาคนเช่าบ้าน และได้เจอกับเพื่อนคนไทย แต่ชีวิตในลอนดอนไม่ได้เป็นดั่งที่คิด ลำบากถึงที่สุด เขาต้องกินกล้วยกับน้ำประปาเป็นเวลา 15 วัน เพราะเป็นสิ่งเดียวที่จะประหยัดที่สุด และไม่ได้ติดต่อกลับบ้านเป็นเวลา1 เดือนเต็ม เป็นช่วงที่ทรมานมาก สำหรับชีวิตเด็กไทยในต่างแดน

ระหว่างนั้น เขาตระเวณหางานทำไปด้วยเรียนภาษาไปด้วย ควบคู่กับหาเวลาในการฝึกซ้อมฟุตบอลด้วยตัวเอง และลองไปคัดตัวกับสโมสรฟุตบอลท้องถิ่นที่เขาเปิดรับสมัครไปด้วย ไม่มีสโมสรฟุตบอลไหนเรียกตัว กลายเป็นจุดชนวนให้เขาซ้อมหนักกว่าเดิมด้วยตัวเอง ไม่มีโค้ชแนะนำ และถือเป็นจุดพลิกผันที่ทำให้เขาบาดเจ็บที่หัวเข่า จนต้องปิดฉากการเป็นนักฟุตบอลอาชีพไปในที่สุด และมีเวลาอีกไม่กี่วันที่ต้องกลับประเทศไทย

แต่ถือตอนนั้นถือเป็นความโชคดีได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ "ธัญญรัตน์ ศานติชาติศักดิ์" เจ้าของ"ไทโถ"ร้านอาหารไทยในลอนดอน และได้รับโอกาสให้ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับผมในวัยแค่ 20 ต้นๆ

"โค้ชเบนซ์"ไม่เหมือนเด็กหนุ่มทั่วไป อาจจะเป็นเพราะชอบคลุกคลีกกับคนที่มีอายุมากกว่า เพราะฉะนั้นระบบความคิดความอ่านจึงเกินวัย และเมื่อเสนอแผนให้ทางเจ้าของร้านอาหารไทโถถึงการพัฒนาธุรกิจ ก็กลายเป็นใบเบิกทางให้เขาได้มีโอกาสใช้ชีวิตต่อไปที่ประเทศอังกฤษ ระหว่างที่ทำงานไปด้วย สมองเขาครุ่นคิดตลอดเวลาว่า เมื่อเป็นนักเตะไม่ได้ และเริ่มมองว่า อยากเป็นโค้ชฟุตบอล อยากนำประสบการณ์มาสอนคนอื่นที่บาดเจ็บ เหตุการณ์ในวันนั้นจะไม่เกิดขึ้น ถ้าเขามีองค์ความรู้ที่ถูกต้อง แต่การมุ่งแต่การซ้อมหนัก เป็นความรู้ที่ผิดทำร้ายตัวเอง

*****ถูกปฎิเสธการเข้าเรียน 40 ครั้ง

ระหว่างที่เขาทำงาน จะใช้เวลานอกการทำงานมุ่งเดินถนนสายโค้ชทดแทนสิ่งที่เขาพลาดหวังจากการเป็นนักเตะ โดยตัดสินใจเรียนระดับ D Licence, C Licence, B Licence และ A Licence ของUEFA ประเทศอังกฤษ โดยระดับแรก เรียน 2 สัปดาห์ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 5 หมื่นบาท ส่วนระดับ C Licence เรียน 1-2 ปี ค่าเรียนหลักแสนกว่าบาท ซึ่งระยะเวลาการเรียนแต่ละตนตามศักยภาพ โดยตอนเรียนก็เริ่มเครียดจนป่วย เพราะเรียนภาษาอังกฤษ และยิ่งเป็นศัพท์เฉพาะฟุตบอลทำให้แม้ว่าเราจะมีพื้นฐานทางภาษาอังกฤษ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ

ที่นี้พอจะสมัครเข้าเรียนต่อ B Licence ที่เดวิคเบคแฮมอะคาเดมี่ ไม่ได้ง่ายเลย ไม่ใช่ใครมีเงินแล้วจะมาเรียนก็ได้ ต้องมีโปรไฟล์ตามลำดับ มีประสบการณ์การสอน เขาต้องสมัคร 40 ครั้ง เปิดอีเมล์ครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่มีการตอบรับเลย พอมานั่งนึกย่อนดูหากว่าเขาท้อไปตั้งแต่แรก คงไม่มีวันนี้ การเรียนโค้ชในประเทศอังกฤษ ต้องมีการสอบสอบหลายครั้งกว่าจะผ่าน ผมเป็นคนไทยไปในประเทศเขา เป็นคนต่างชาติเขาไม่ยอมรับ ต้องไปคุมทีมก่อน ซึ่งถือว่าเป็นงานยาก เพราะการหาทีมยากที่สุด เพื่อฝึกการเป็นโค้ช ไปสมัครที่ทีมสมัครฟรีเป็น 100 ทีม สุดท้ายก็ลงตัวที่ทีมคิงตัน พอได้เรียนก็ไปพิสูจน์ความสามารถไป

ในการเรียนโค้ชต้องมีทีมเข้าไปฝึกงาน รู้เลยว่า งานเข้า เพราะภาษาไม่ดีร้อยเปอรเซ็นต์ ตอนนี้ไปสอนเบรนท์ฟอร์ดอะคาเดมี่ สอนอะไรเด็กก็หัวเราะ สมาธิหายหมด ทำให้การควบคุมเด็กไม่ได้ เลยต้องหาทางพัฒนาการสื่อสาร พึ่งเทคโนโลยีองค์ประกอบต่างๆ ก็ผ่านด้วยดี จากความพยายาม จนเมื่อถึงวันสอบรวม เขาสอบได้เป็น 1 ใน 5 จากทั้งหมด 24 คนที่เป็นชาวอังกฤษ และเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้รับคะแนนสูงสุด ซึ่งทางผู้สอบก็แนะนำให้เรียนต่อในระดับ A Licence แต่พอไปสมัครกลับก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งที่เขาก็เป็นพลเมืองอังกฤษ เพราะกว่าจะรับให้เรียน ก็ให้ไปลงเรียนในแต่ละตำแหน่ง จึงตัดสินใจเลือกที่จะเรียนให้ครบทั้งกองหน้า กองกลาง กองหลัง และผู้รักษาประตู เพื่อที่จะไม่ให้เขาปฎิเสธที่จะรับเราเข้าไปเรียน แต่เขาก็ยังมีกำแพงไล่ให้ไปเรียนการสอนในระดับ A Licence ว่าทำอย่างไร จนเขาต้องรับเรียนในที่สุด

"โค้ชเบนซ์ " บอกว่า การเรียนโค้ชฟุตบอลสำหรับชาวต่างชาติเป็นเรื่องยากที่ต้องเจอกับปัญหามากมาย แต่ถ้ามีความพยายามมากเท่าไหร่จะเข้าใกล้ฝันเร็วขึ้น ยอมรับเวลาเกือบ10 ปีที่ทุ่มเทลงไป ทั้งรู้สึกท้อแท้ รู้สึกเสียใจ รู้สึกดีใจ และรู้สึกสับสน มันเป็นความรู้สึกที่บอกใครไม่ได้ แต่ผลลัพท์ที่ได้มาในวันนี้คุ้มค่ามาก เขาภูมิใจที่เป็นคนไทยคนแรกที่สามารถไปยืนแถวเดียวกับคนอังกฤษได้ โดยเฉพาะการเรียนโค้ชระดับA Licence ในแต่ละปีจะรับเพียง 40 คนสำหรับคนทั่วไป และนักกีฬา มีคนจากทั่วโลกมาสมัคร 40,000-50,000 คน แต่ละปีจะมีไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้เรียน พอถึงวันที่เขาตอบรับให้เรียน ก็เป็นเรื่องที่หนักใจอีก เพราะไม่มีเงิน ถามครอบครัวก็บอกว่าไม่มีแล้ว"

เขาจำอารมณ์ในวันนั้นได้ คือ มันคงไปต่อไม่ได้แล้วต้องใช้เงินหลักล้านบาท เพราะเงินเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ก็เหมือนมีปาฎิหารย์ ทางผู้สอนแจ้งมาว่า ขอแสดงความยินดีด้วยคุณได้ทุน 90 เปอร์เซ็นต์ มันเหมือนกับว่าวันนั้นเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ขึ้นมาทันที คิดทันทีว่า ถ้าเราทำดีเราต้องได้ดี และผลก็ได้เข้าไปเรียน และจบในระยะเวลาเพียง 1 ปี 6 เดือน ซึ่งตามปกติต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปี เขาเป็นคนที่อายุน้อยที่สุด ขณะนั้น 28 ปี แต่เพื่อนร่วมรุ่นส่วนใหญ่ เป็นระดับผู้จัดการอะคาเดมี่ และโค้ชที่มีอายุ 50-60 ปี พอเรียนไปทุกคนก็ยอมรับ ในวันที่จบเขาเป็นคนไทย 1 คน และชาวอังกฤษอีก 2 คน ยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นให้เขาว่า "คนไทยทำได้" และเตรียมที่จะเรียนระดับโปรต่อไป

***โดดคุมอะคาเดมี่"ค้างคาวไฟ"

หลังจากเรียนจบได้ไปเก็บเกี่ยวหาประสบการณ์ เพราะกว่าจะมีวันนี้ได้ชีวิตของเขาในประเทศในอังกฤษไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ด้วยใจที่ไม่เคยยอมแพ้ ท้ายที่สุด ทุกอย่างเป็นเครื่องพิสูจน์ให้ได้รับโอกาสยกระดับตัวเองเข้าไปเป็นสต๊าฟโค้ช อะคาเอมี่ เบรนท์ฟอร์ด เอฟซี , สต๊าฟโค้ช เอเอฟซี วิมเบิลดันสต๊าฟโค้ชทีมหญิง คริสตัล พาเลซและร่วมงานกับสโมสรคิงส์โตเนียน เอฟซี ก่อนจะกลับมาบ้านเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ เปิดญาณวิทย์ อะคาเดมี่ และล่าสุด รั้งตำแหน่งผู้อำนวยการอะคาเดมี่สุโขทัยเอฟซี

ความฝันถัดมาของ "โค้ชเบนซ์" ในใจลึกๆคือ อยากนำความรู้ความสามารถที่มีมาพัฒนาวงการฟุตบอล จึงเริ่มจากจุดเล็กๆ คือ เปิดอะคาเดมี่ญาณวิทย์ ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยเน้นที่จะพัฒนาพื้นฐานของเยาวชนให้ดี และดูเหมือนจะไปได้ดี แต่ระหว่างนั้นเหมือนเป็นจังหวะชีวิตเขาต้องผ่าตัดหัวเข่า และวันหนึ่งได้มีโอกาสไปดูการแข่งขันของสโมสรการท่าเรือ เอฟซี กับสโมสรสุโขทัยเอฟซี ปรากฎว่า ได้มีโอกาสเจอกับคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานสโมสรสุโขทัยเอฟซี และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันถึงการพัฒนานักกีฬาหุตบอลของไทย ก่อนจะชวนให้เข้ามานั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการอะคาเดมี่สุโขทัยเอฟซี ที่มีการลงทุนครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับนักฟุตบอลเยาวชนไทย

"หลายคนถามเขาว่า ทำไมถึงมาลงตัวที่สุโขทัยเอฟซี ทั้งที่ยังมีภารกิจในอังกฤษ จริงๆแล้วเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากพอสมควร แต่คุณสมศักดิ์ท่านเชื่อมั่นใจตัวผม เชื่อในสิ่งที่พูดแล้วทำได้จริง ซึ่งท่านอาจจะเห็นผมเป็นต้นกล้าที่ปลูกแล้วเติบโตได้ ใครหลายคนมองว่า ทำไมคุณสมศักดิ์ถึงกล้าลงทุนกับโค้ชฟุตบอลโนเนมในประเทศไทยอย่างเขา แต่ที่ผ่านมาตลอด 6 เดือน ผมก็พิสูจน์ให้เห็นการเปลี่ยนแปลง และวางโมเดลว่าควรจะขับเคลื่อนอย่างไรให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน และมั่นใจว่า ภายใน 3-5 ปี สุโขทัยเอฟซีจะปั้นเยาวชนเข้าสู่ชุดใหญ่ และจะเป็นจังหวัดนำร่องสร้างโมเดลในการพัฒนานักกีฬาแบบมาตรฐานสากล พัฒนาโค้ช พัฒนาแมวมองอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ก้าวไปสู่ความเป็นอัตลักษณ์ของฟุตบอลไทย และตอบคำถามได้ว่า ไทยแลนด์เวย์คืออะไร "

ท้ายที่สุด กว่าจะมีวันนี้ของ"ญาณวิทย์ คันธราษฎร์" หรือโค้ชเบนซ์ ที่ฝ่าฟันอุปสรรค เกิดจากการเป็นคนที่มีความฝันบวกกับความเพียรพยายาม และกล้าที่จะออกจากกรอบเดิมๆ ทั้งการเรียน ทั้งการตัดสินใจไปใช้ชีวิตต่างบ้านต่างเมือง และการวางแผนอนาคต


เรื่องโดย สกาวรัตน์ ศิริมา | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์