ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ปมเงินทอน รอการตัดสินใจ จาก "สมเด็จสมศักดิ์"

1.95K 66
ปมเงินทอน รอการตัดสินใจ  จาก สมเด็จสมศักดิ์

กรณีเงินทอนวัดเอาผิด "พรพระราชรัตนมุนี"หลายคนจับตามองว่า สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ จะมีบทบาทในการลงโทษเอาผิด "พระในการปกครอง" ได้มากน้อยขนาดไหน น่าติดตามยิ่ง

ที่มา : ข่าวคมชัดลึก

ข่าวการตรวจสอบการทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณะและปฏิสังขรณ์วัด หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "คดีเงินทอนวัด" ยังไม่ได้เงียบหายไปไหน ล่าสุดไม่กี่วันมานี้เจ้าหน้าที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือปปป. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบคดีทุจริตเงินทอนวัด ลอต 2 จนพบว่ามีความเสียหายประมาณ 140 ล้านบาท และมีหลักฐานเอาผิดถึงตัวผู้ต้องหาจำนวน 19 ราย ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการออกหมายเรียกและหมายจับ แต่ที่ต้องตกใจคือ ยังมีพระสงฆ์อีกถึง 4 รูปที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ คือ 1.พระครูกิตติพัชรคุณ เจ้าคณะอำเภอชนแดน วัดลาดแค จ.เพชรบูรณ์ 2.พระราชรัตนมุนี เลขานุการในสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะหนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามฯ 3.พระเทพเสนาบดี เจ้าอาวาสวัดกวิศรารามฯ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี และ 4.พระครูวิสุทธิวัฒนกิจ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชสิทธารามฯ โดยทั้งหมดนี้เจ้าหน้าที่ปปป.ไม่เพียงแจ้งให้มารับทราบข้อกล่าว แต่ยังส่งหนังสือไปยังมหาเถรสมาคม หรือ มส. และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. ให้รับทราบอีกด้วย เนื่องจากเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของพระสงฆ์ทั้ง 4 รูป ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากทางปปป. แจ้งว่าจะมีการดำเนินการใน 3 ลักษณะ คือ 1.ทางวัดแบ่งเงินงบประมาณทอนเงินให้ข้าราชการและผู้ที่เกี่ยวข้อง 2.มีการโอนเงินเข้าบัญชีของพระสงฆ์แทนที่จะโอนเข้าบัญชีวัด 3.วัดของบประมาณสนับสนุนด้านการศึกษาทั้งที่ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม ก็น่าคิดว่าสุดท้ายจะไปลงเอยตรงไหน เพราะนอกจากในส่วนของ "ฆราวาส" หลายคนจะเป็นคนในพศ. เองแล้วและพบว่ามีพระชั้นผู้ใหญ่3 ใน 4 รูปอยู่ในพระอารามหลวง โดยเฉพาะกับ "พระดัง" แห่งวัดพิชยญาติการามวรวิหาร คือพระราชรัตนมุนี(บุญเทียม มุสุ หรือบุญเทียม ญานินโท) ที่เป็น1ใน 4 รายชื่อพระที่เกี่ยวข้องกับเงินทอนวัด ก็ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษเพราะพระรูปนี้เป็นเลขานุการเจ้าประคุณสมเด็จสมศักดิ์ อุปสโม หรือสมเด็จพระพุทธชินวงศ์เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม ย่านคลองสาน กรุงเทพฯ ผู้ที่เคยเป็นที่จับตามองว่าจะออกมาคลี่คลายปมร้อนของวัดพระธรรมกายได้ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพราะเป็นผู้ปกครองสายตรงพระธัมมชโย และวัดพระธรรมกาย ขณะที่ช่วงธรรมกายร้อนๆพระพรหมมุนี เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ก็มีบัญชาให้เจ้าคณะปกครองที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายทั้งหมดประชุมหารือถึงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งได้สมเด็จพระพุทธชินวงศ์เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นประธานการประชุมเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ร่วมกับผู้แทนกระทรวงยุติธรรม และผู้แทนมหาเถรฯ ที่เข้าสังเกตการณ์ แต่อีกทางหนึ่งนับเป็นพระผู้ใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญอย่างสูง เพราะเป็นถึง1ใน 4 สมเด็จพระราชาคณะ "ฝ่ายมหานิกาย" ซึ่งเป็นสมณศักดิ์รองจากสมเด็จพระสังฆราช สูงกว่าพระราชาคณะเจ้าคณะรอง และต้องมีคำนำหน้าราชทินนามว่า "สมเด็จ" โดยโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง(มหานิกาย) รับผิดชอบ 6 ภาค 26 จังหวัดดังนี้ ภาค 1กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ภาค 2 พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สระบุรี ภาค 3 ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี ภาค 13 ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ภาค 14 นครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี สมุทรสาคร ภาค 15 ราชบุรี เพชรบุรี สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ นับว่าอาณาเขตการปกครองคณะสงฆ์ของเจ้าคณะใหญ่หนกลางนั้นกว้างใหญ่ไพศาล รวมทั้งวัดในเมืองหลวง,ภาคกลาง,ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ฉะนั้นพระราชรัตนมุนีหรือพระมหาบุญเทียม ผู้ใกล้ชิดสมเด็จสมศักดิ์ ย่อมมีบทบาทสำคัญยิ่งในการกำกับดูแลวัดเหล่านี้ กรณีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์เอง ด้วยความเป็นพระราชาคณะก็จะดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง ซึ่งหลายคนจับตามองว่าจะมีบทบาทในการลงโทษเอาผิด "พระในการปกครอง" ได้มากน้อยขนาดไหน แถมงานนี้ยังมาสอดรับกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียก พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ กลับสู่ตำแหน่งเดิม ที่เก้าอี้ ผอ.สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จะมีผลวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ก็น่าคิดว่าพลังบางอย่างที่เคยกดดันให้ "ขาลุยเงินทอนวัด" อย่าง พ.ต.ท.พงศ์พร ต้องไปช่วยราชการที่อื่นก่อนหน้านี้ มาวันนี้อาจจะแผ่วๆ ลงไป แต่การเงียบหายของพระ 3 ใน 4 รูป ที่ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ออกมาขณะนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีการตั้งรับ เพราะล่าสุดวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา พระครูกิตติพัชรคุณเจ้าคณะอำเภอชนแดนได้ออกมาโอดขอความเป็นธรรมแล้วว่า ตนนั้นเหมือนถูกกลั่นแกล้ง โดยช่วงเกิดเรื่องราวปี 2557 ไม่มีใครบอกเลยว่าจะมีความผิด นี่ล่าสุดเมื่อ ป.ป.ช. แจ้งว่าจากการตรวจสอบสำนวนคดีทุจริตเงินทอนวัดลอตที่ 2 นี้ พบพฤติกรรมในการกระทำความ ผิดแต่ละกรณีจะมีความคล้ายคลึงกัน ไม่แตกต่างกันมากนัก เหลือแต่ปลายทางว่าบุคคลเหล่านั้นจะมีส่วนร่วมแค่ไหน! ก็ไม่รู้ว่าพอ ป.ป.ช. ออกมาระบุเช่นนี้ สูตร "ไม่รู้มาก่อน" จะมีการหยิบมาใช้ และใช้ได้หรือไม่ น่าติดตามยิ่ง!


เรื่องโดย คมชัดลึก | ภาพโดย คมชัดลึก
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend