ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันเสาร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

"โอเอ"แจ้งจับ ตร. นำความเท็จมาดำเนินคดี ตกเป็นจำเลยสังคม

4.31K 178
โอเอแจ้งจับ ตร.นำความเท็จมาดำเนินคดี ตกเป็นจำเลยสังคม

กรรมการ บ.โอเอ แจ้งความดำเนินคดี ผกก.ควบคุมธุรกิจนำเที่ยวฯ-รองผกก.สน.พญาไท ระบุนำความเท็จมาดำเนินคดี -ไม่ได้รับความเป็นธรรม ตกเป็นจำเลยสังคม

ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 28 กันยายน  นายวสุรัตน์ โรจน์รุ่งรังสี อายุ 27 ปี กรรมการผู้มีอำนาจ บริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด พร้อมด้วยทนายความ เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบก.ป.เพื่อแจ้งความดำเนินคดี พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว ผกก.ควบคุมธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ และ พ.ต.ท.ธรรมรักษ์ เรืองดิษฐ์ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.พญาไท ซึ่งทำคดีทัวร์ศูนย์เหรียญ ในความผิดฐานแจ้งความเท็จ เบิกความเท็จ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยนำเอกสารที่เกี่ยวข้องมามอบไว้เป็นหลักฐาน

นายวสุรัตน์ กล่าวว่า การเข้าแจ้งความดำเนินคดีในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 ทางพนักงานสอบสวนคดีทัวร์ศูนย์เหรียญ ได้มีการนำความเท็จมาพิจารณาดำเนินคดีตนกับพวก ในข้อหาร่วมกันเป็นอั้งยี่ ต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งที่ 813/2559 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2559 แต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวน รวม 35 นาย รวมถึงคำสั่งที่ 823/2559 ลงวันที่ 6 กันยายน 2559 และคำสั่งที่ 831/2559 ลงวันที่ 13 กันยายน 2559 แต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนเพิ่มอีก 16 และ 18 คน ตามลำดับ รวมมีพนักงานสอบสวน 69 คน ซึ่งพิจารณาคดีก่อนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา 13 ราย ตามความผิด พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 ทั้งที่ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา จนได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง และตกเป็นจำเลยสังคม

นายวสุรัตน์ กล่าวอีกว่า ต่อมาศาลอาญา ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง กรณีการพิจารณาดำเนินคดีตนกับพวก ทำให้เกิดความเสียหาย ที่ผ่านมา บริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด ก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม และเมื่อตกเป็นข่าวก็ทำให้บริษัทซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวที่สร้างขึ้นมานานกว่า 30 ปี ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างมาก เกิดความเสียหายต่อธุรกิจนับพันล้านบาท จึงพิจารณาแจ้งความดำเนินคดี พ.ต.อ.สุรศักดิ์ และ พ.ต.ท.ธรรมรักษ์ ในครั้งนี้ รวมถึงผู้ร่วมกระทำการหรือสนับสนุนการกระทำความผิดทุกคน

นายวสุรัตน์ ระบุอีกว่า ตนและครอบครัวอดทนอดกลั้นมานาน ถูกดำเนินคดีในข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร ถูกคุมขังในเรือนจำมีคำสั่งห้ามประกันตัว เกือบทั้งครอบครัวนานร่วม 5 เดือน ตกเป็นจำเลยสังคม ธุรกิจครอบครัวที่สร้างมานานกว่า 30 ปี ต้องพังทลายชั่วพริบตา ตกเป็นหนี้สินพะรุงพะรังหลายพันล่น พนักงานนับพันชีวิตต้องถูกลอยแพ แต่ในที่สุดศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง อย่างไรก็ตามวันนี้ตนไม่รู้ว่าครอบครัวจะถูกกระทำอะไรอีก อยากให้ทุกสิ่งอย่างกลับมาเหมือนเดิม แต่สิ่งที่หวังกลับตรงกันข้ามครอบครัวยังถูกผู้ไม่หวังดีคุกคามอย่างต่อเนื่อง จึงต้องตัดสินใจมาร้องขอความเป็นธรรมจากตำรวจกองปราบปราม ทายาทบริษัทโอเอทรานสปอร์ต กล่าว

นายวสุรัตน์ กล่าวว่า ส่วนตัวผมเชื่อมั่นในตัวพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกระบวนการยุติธรรม วันนี้ผมขอความเป็นธรรมกับครอบครัวและพนักงานบริษัทอีกหลายชีวิต การเดินทางร้องทุกข์ครั้งนี้เพราะผมถูกทำคดีโดยไม่มีความผิด ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ครอบครัว แต่ผู้อื่นๆได้รับผลกระทบ หลังจากศาลยกฟ้องทางครอบครัวคิดว่าทุกอย่างจะดีขึ้น แต่กลับกันมีข่าวลือหลายๆอย่าง มีการกลั่นแกล้ง แอบอ้างถึงผู้ใหญ่มากระทำใส่ จนทุกวันนี้แทบไม่มีที่ยืนในสังคม ทำให้ต้องมาพึ่งกองปราบ ซึ่งเป็นที่สุดท้ายที่จะสู้ได้ หากถามว่าถูกคุกคาม และมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ในส่วนนี้ขอให้เป็นทางกองปราบในการสืบสวนชี้แจงความจริง

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าในทางคดีถือว่ายังไม่สิ้นสุด ยังมีกรอบระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ ในส่วนนี้จะทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งทางทายาทบริษัทโอเอ กล่าวเพียงว่า ปล่อยไปตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ขอตอบเรื่องนี้ เช่นเดียวกับรายละเอียดของการคุกคามที่ตนขอให้ทางกองปราบเป็นผู้นำความจริงมาชี้แจง ตนไม่อยากไปกล่าวหาโดยพูดปากเปล่า ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า คิดว่าการถูกดำเนินคดีในครั้งนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังหรือไม่ นายวสุรัตน์ กล่าวว่า ส่วนนี้ฝากสื่อมวลชนช่วยหาข้อมูลให้ทางตนด้วย หลังจากนี้คงไม่สามารถตอบได้ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เนื่องจากบัญชีบริษัท รถบัสยังถูกอายัดอยู่ แม้จะเกินกรอบระยะเวลา 90 วัน แต่ทางเราก็ไม่ได้นำรถมาดำเนินธุรกิจต่อ ในระยะเวลา 1 ปี ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ว่าเสียหายไปเท่าไร อย่างไรก็ตามขณะนี้คงเป็นการดำเนินคดีในส่วนของอาญา ในส่วนจะร้องทุกข์เรียกค่าเสียหายทางแพ่งหรือไม่นั้น คงเป็นเรื่องต่อไปที่จะดำเนินการ

ด้าน พ.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการรับคำร้องทุกข์ สอบปากคำเพื่อประกอบสำนวน โดยขณะนี้มีได้มีกล่าวโทษนายตำรวจสองนายเท่านั้น คือพ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว ผกก.ควบคุมธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์พ.ต.ท.ธรรมรักษ์ เรืองดิษฐ์ รองผกก.(สอบสวน) สน.พญาไท ในข้อหา แจ้งความเท็จ เบิกความเท็จ และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สร้างความเสียหายให้แก่บริษัทฯ ซึ่งคดีดังกล่าวถือว่ายังไม่สิ้นสุด แต่ในเมื่อมีการร้องทุกข์ก็ต้องดำเนินการ ซึ่งทางกองปราบทำได้เพียงรับคำร้องทุกข์ จากนั้นก็จะนำคำร้องทุกข์ส่งให้ทางปปช. โดยขั้นตอนจากนี้ทางพนักงานสอบสวนจะใช้เวลา 30 วัน ในการสอบปากคำผู้กล่าวหา รวบรวมหลักฐานทางคดี ซึ่งทางผู้ถูกกล่าวหาสามารถยื่นข้อเท็จจริงได้ เพื่อนำไปประกอบสำนวน ก่อนส่งเรื่องให้กับทางปปช.พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป


เรื่องโดย กัมปนาท ละออง | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend