ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอังคาร ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

แพทย์ชี้อาการ "ใจหาย" หลังรู้ข่าววันปิดเข้ากราบพระบรมศพ 

56.45K 4.42K
แพทย์ชี้อาการ ใจหาย หลังรู้ข่าววันปิดเข้ากราบพระบรมศพ 

แพทย์ชี้อาการ"ใจหาย"หลังรู้ข่าววันปิดเข้ากราบพระบรมศพเป็นปฎิกิริยาปกติเกิดขึ้นได้ไม่ใช่โรค จะดีขึ้นใน5-7วัน แนะหายใจไม่อิ่ม จุกอก จุกคอ ใจสั่น ให้พบแพทย์

         น.ต.นพ.บุญเรือง  ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับอาการใจหายของประชาชนหลังทราบข่าวประกาศของสำนักพระราชวัง จะเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ในวันที่ 30 กันยายน 2560 เป็นวันสุดท้าย เพื่อจัดเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพว่า  อาการดังกล่าวเป็นปฏิกิริยาทางจิตใจที่เกิดขึ้นตามปกติในผู้ที่มีความสูญเสียมีความเศร้า หรือเกิดจากสูญเสียบุคคลหรือสิ่งที่เป็นความผูกพันยึดเหนี่ยวจิตใจขาดหายไป           ในบางคนมีประสบการณ์การสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ในทางสุขภาพจิตเรียกว่าประสบการณ์ที่เจ็บปวดซ้ำ ( Re traumatic experience)  ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วและปรับตัวปรับใจได้แล้วมาเกิดขึ้นซ้ำอีก  อาการใจหายนี้เป็นเพียงกลุ่มอาการที่ยังไม่ถือว่าป่วยเป็นโรคทางจิตใจ  ผู้ที่มีอาการ จะหายใจไม่อิ่ม  หายใจไม่ทั่วท้อง บางคนอาจมีความรู้สึกว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะ วูบวาบในใจ ตกใจ หรือแน่นที่หน้าอก จุกที่อกหรือจุกที่คอเหมือนมีอะไรมากดทับ อาการที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันไปตามพื้นฐานสภาพจิตใจของแต่ละคน และจะค่อยๆดีขึ้นภายใน 5- 7 วัน          น.ต.นพ.บุญเรือง  กล่าวอีกว่า อาการใจหายหลังรู้ข่าว สามารถเกิดขึ้นได้กับประชาชนทุกคน กลุ่มคนที่อาจเกิดผลกระทบทางจิตใจได้มากกว่าคนทั่วไปคือกลุ่มที่จิตใจเปราะบางอยู่เดิม ได้แก่ 1. ผู้ที่มีความเครียดเป็นทุนเดิมมาก่อนอยู่แล้ว ทั้งจากสภาพเศรษฐกิจหรือสูญเสียคนรักในครอบครัว  2.ผู้ที่มีอาการซึมเศร้าหรือเป็นโรคซึมเศร้าอยู่เดิมซึ่งทั่วประเทศมีประมาณ1.5 ล้านคน และ 3.กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังทางกายประจำตัวเช่นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น  หากเป็นมากจนถึงขั้นรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน มีความทุกข์ทรมานในช่วงที่ยังไม่ถึงเวลาถวายพระเพลิงพระบรมศพ เช่นเครียดจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ  ปวดเมื่อย ปวดท้อง ปวดศีรษะที่หาสาเหตุไม่ได้ ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทุกแห่งเพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง ประการสำคัญขอให้ผู้ที่มีโรคประจำตัวทุกโรคกินยาให้ต่อเนื่องครบจำนวนตามที่แพทย์สั่ง อย่าขาดยา เพราะยาจะช่วยควบคุมอาการให้อยู่ในเกณฑ์ปกติสามารถใช้ชีวิตได้ไม่ต่างจากคนทั่วไป                  "ประชาชนทั่วไป ในช่วงแรกๆหลังรู้ข่าวก็อาจเกิดอาการได้บ้าง แม้ว่าจะได้เตรียมใจมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม  แต่อาการจะค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆและหมดไป อย่างไรก็ดีขอให้หมั่นสังเกตุสภาพจิตใจตนเองหรือบุคคลใกล้ชิด   หากมีอาการวูบวาบ หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น เป็นมากถึงขั้นนอนไม่หลับ ปวดศีรษะ หายใจไม่ทั่วท้องเกิดขึ้นนานเกิน 7 วัน จนทำงานทำการไม่ได้  ถือว่ามีความผิดปกติ ควรได้รับการช่วยเหลือทางจิตใจ ขอแนะนำให้ไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือปรึกษาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล  หรือโทรปรึกษานักจิตวิทยาทางสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรีตลอด24 ชั่วโมง "น.ต.นพ.บุญเรืองกล่าว          ก่อนจะถึงช่วงเวลาแห่งการถวายพระเพลิงฯ  ขอแนะนำประชาชนให้ตั้งสติ เตรียมความพร้อมทั้งกายใจดังนี้ 1. ตั้งใจ  ตั้งสติ หมั่นทำกิจกรรมที่เป็นสาธารณกุศล  เช่น การเป็นจิตอาสาช่วยในด้านต่างๆ   การทำดอกไม้จันทน์ การร่วมทำบุญบริจาคหรือกิจกรรมอื่นๆตามแต่กำลังของตน  2. ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน แล้ว นำเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการยึดแนวปฏิบัติตามหลักเศรฐษกิจพอเพียง จะทำให้เกิดความสุขใจที่ยั่งยืน 3. ติดตามข่าวสารจากทางราชการเป็นระยะๆ โดยเฉพาะพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และความภาคภูมิใจแต่ตนเองและครอบครัว 4. พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้พัก 5. หมั่นออกกำลังกาย ทำกิจกรรมที่คลายเครียดต่างๆ และ6.ใช้เวลาว่างทำกิจกรรมกับครอบครัวให้เป็นประโยชน์ ไม่อยู่คนเดียว          " หากเรามีความทุกข์ใจ มีอุปสรรคต่างๆในชีวิตหรือการดำเนินชีวิต  ก็ขอให้มองไปที่รูปของพระองค์  เสมือนพระองค์ท่านยังคอยเป็นกำลังใจให้พวกเราประชาชนชาวไทยได้ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ให้พร้อมต่อสู้สำหรับการดำเนินชีวิตต่อไป" น.ต.นพ.บุญเรืองกล่าว 


เรื่องโดย คมชัดลึก | ภาพโดย คมชัดลึก
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend