ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพุธ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

สำนักพุทธฯ ปัด ไม่ยุ่งคดีลูกศิษย์หลวงพ่อคูณ โกงเงินวัดบุไผ่

1.69K 53
สำนักพุทธฯ ปัดไม่ยุ่งคดีลูกศิษย์หลวงพ่อคูณโกงเงินวัดบุไผ่

นครราชสีมา - คืบหน้าอดีตลูกศิษย์หลวงพ่อคูณ โกงเงินวัดบุไผ่กว่า 100 ล้านบาท พศ.โคราชปัดไม่ยุ่ง ระบุเป็นคดีบ้านเมือง แต่พร้อมให้ความร่วมมือกับดีเอสไอ

ความคืบหน้ากรณีที่นายธนพัฒน์ สุขเกษม ตัวแทนเครือข่ายประชาชนปฏิรูป พร้อมด้วยนายวุธศักดิ์ นิยมนา และนายเชาวลิต เงินรวง ไวยาวัจรกร วัดบุไผ่ หรือวัดบ้านไร่ 2 อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เดินทางไปร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายตำรวจเกษียณอายุราชการยศ พลตำรวจตรีรายหนึ่ง ซึ่งเป็นอดีตลูกศิษย์ของพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ) ในข้อหายักยอกทรัพย์และฉ้อโกงประชาชน รวมทั้งให้ช่วยติดตามทรัพย์สินมูลค่ากว่า 100 บ้านนำกลับคืนวัดบุไผ่ด้วย

ภายหลังจากที่นายตำรวจคนดังกล่าว ได้แอบอ้างชื่อวัดบุไผ่ เพื่อขอรับบริจาคเงินจากพุทธศาสนิกชนที่ศรัทธาในหลวงพ่อคูณ มาทำการจัดซื้อที่ดินจำนวน 11 ไร่ติดกับวัดบุไผ่ แล้วทำการจัดตั้งมูลนิธิหลวงพ่อคูณองค์ใหญ่ เพื่อดำเนินการก่อสร้างรูปหล่อหลวงพ่อคูณองค์ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ที่ดินและทรัพย์สินทั้งหมดมีชื่อนายตำรวจคนดังกล่าวเป็นผู้ถือครองทั้งหมด โดยที่เจ้าอาวาส และคณะกรรมการวัดบุไผ่ ไม่มีอำนาจแตะต้องได้เลยนั้น

ล่าสุด วันนี้ (9 ส.ค. 60) ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายคำพัน ครองเกษม นิติกรประจำสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา ได้ชี้แจงถึงกรณีนี้ว่า ก่อนหน้านั้นเคยมีเรื่องของความขัดแย้งภายในระหว่างวัดบุไผ่กับมูลนิธิ แต่ทางวัดบุไผ่ไม่เคยมาร้องเรียนที่สำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการวัดบุไผ่ ก็ได้เข้าไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ซึ่งหลังจากนี้ก็จะเป็นเรื่องของคดีบ้านเมือง ที่ดีเอสไอรับเข้าพิจารณาดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา จึงไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ เพราะจะเสียรูปคดี นอกเสียจากทางดีเอสไอ จะติดต่อประสานงานมา เพื่อขอข้อมูลต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อคดี ซึ่งทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา ก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือเต็มที่

ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่ากรณีที่มีมูลนิธิต่างๆ นำเอาชื่อวัดไปแอบอ้างเพื่อขอรับบริจาคเงินจากผู้มีจิตศรัทธา เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก และมีจำนวนมาก ซึ่งทางสำนักงานพระพุทธศาสนาดูแลเพียงวัดและพระสงฆ์เท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปดูแลมูลนิธิต่างๆ ได้ เพราะเป็นนิติบุคคล ที่ขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ดังนั้นสำนักงานพระพุทธศาสนาจึงทำได้เพียงประชาสัมพันธ์ให้พุทธศาสนิกชน ได้พิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะบริจาคเงินทองหรือสิ่งของต่างๆ ให้กับมูลนิธิ เพื่อที่จะได้ไม่ก่อให้เกิดปัญหาการแสวงหาผลประโยชน์กับวัดตามมาภายหลังได้.


เรื่องโดย ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ | ภาพโดย ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend