ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอังคาร ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2564

โวย คสช. แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

63 0
โวย คสช. แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

"วัฒนา" โวย คสช. แทรกกระบวนการยุติธรรม จ้องเอาเข้าคุก เย้ย นายกฯ ไปตปท.ไม่ได้ น่าอาย ไม่ได้รับการยอมรับ ยัน ไม่เคยหมิ่นศาล

 เมื่อเวลา10.30น.นายวัฒนา เมืองสุข อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แถลงว่า เมื่อวันที่7ส.ค.ตนและทนายความได้ไปพบพนักงานสอบสวนที่บก.ปอท.  โดยทางคสช.มอบอำนาจให้ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ในฐานะฝ่ายกฎหมายของคสช. มาร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดี โดยกล่าวหาว่า การโพสต์ข้อความเมื่อ23ก.ค. และ31ก.ค. มีการดูหมิ่นศาลผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา198 และเป็นความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ มาตรา14(2) และ(5) ตนให้การปฏิเสธ จากนั้นเข้าสู่กระบวนการสอบสวนปกติ มีการพิมพ์ลายมือ ลงบันทึกประจำวัน ในระหว่างการสอบสวน ไม่ได้ติดใจ แต่หลังจากออกมาแล้ว บอกว่ามีเรื่องพูดคุยขอให้กลับไปอีกครั้ง แต่ติดธุระด่วนจึงไปไม่ได้ จึงมีการนัดให้ไปพบวันที่10ส.ค.

 

           ทั้งนี้ตนมาทราบภายหลังว่า คสช.ต้องการให้พนักงานสอบสวน นำตนไปขออำนาจศาลฝากขังและคสช.จะคัดค้านการประกันตัว ซึ่งเรื่องนี้ คสช.สร้างมาตรฐานใหม่ เมื่อแสดงความเห็นไม่ถูกใจผู้มีอำนาจจะกลายเป็นความผิดทั้งหมด ไม่ว่ากรณีที่เกิดขึ้นกับตน หรือนายพิชัย นริพทะพันธ์ คณะทำงานฝ่ายเศรษฐกิจของพรรค  คสช.ใช้คำว่า ความมั่นคง เป็นข้ออ้าง ในการใช้อำนาจกับผู้เห็นต่าง 

  

         นอกจากนี้ถามว่าเป็นความมั่นคงของคสช.หรือความมั่นคงของราชอาณาจักร ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน  มีการใช้ทหารแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เมื่อวันที่1ส.ค. ถูกแจ้งข้อหาเมื่อไปพบพนักงานสอบสวน กลับมีนายทหารจาก ศรภ.ไปนั่งคุมการสอบสวน ทั้งที่ควรมีแค่ทนายความ ผู้ต้องหา ที่เข้าไปรับฟังได้

 

       นายวัฒนา กล่าวว่า พ.อ.บุรินทร์ ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจมาร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่กลับมีพฤติกรรมแทรกแซงการทำงานพนักงานสอบสวน มีการดำเนินการที่ผิดไปจากกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ มีเจตนาจะเอาตัวตนไปศาลให้ได้ ทั้งที่ขั้นตอนตามประมวลกฎหมายอาญา หากผู้ต้องหาไปพบพนักงานเอง แสดงว่าไม่ได้ต้องการหลบหนี เมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวหา ได้เดินทางไปให้การปฏิเสธ พิมพ์ลายนิ้วมือ ทำประวัติผู้ต้องหา มีการลงบันทึกประจำวัน โดยได้เซ็นต์ชื่อไว้ให้ ถือว่าเรียบร้อยหมดแล้วตามขั้นตอน แต่ก็ยังมีความพยายามทำให้กระบวนการผิดปกติ จึงมีการนัดให้ตนไปพบวันที่10ส.ค.

 

        "พฤติการณ์ที่เห็น ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ อยากเอาใครเข้าคุก ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ถามว่าคำสั่งพล.อ.ประยุทธ์ กลายเป็นกฎหมายไปแล้วหรือ จะปล่อยให้เป็นแบบนี้หรือ ทหารเข้ามานั่งฟังควบคุมการสอบสวน จะเหลืออะไรให้ประชาชนพึ่งพา ขอตั้งคำถาม จะไม่เหลือพื้นที่ให้ประชาชนได้วิพากษ์วิจารณ์หรือ การเอาทหารมาร่วมสอบสวน จะไม่เหลือที่ให้ประชาชนพึ่งพาหรือ หากพึ่งพาไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องจับอาวุธมาฆ่ากัน ต้องการให้เป็นอย่างนั้นหรือ"นายวัฒนา กล่าว

 

       นายวัฒนา กล่าวอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ถูกแบล็กลิสต์ห้ามเดินทางไปต่างประเทศ แสดงว่าเขาไม่ให้การยอมรับ ตนไม่ขอให้คืนอำนาจ ขอแค่ให้เหลือพื้นที่กระบวนการยุติธรรมให้ประชาชนได้พึ่งพา โดยจะยังวิพากษ์วิจารณ์ต่อไป เพราะเป็นเสรีภาพทางรัฐธรรมนูญ วิพากษ์วิจารณ์แค่แสดงความเห็น ไม่ได้ชวนให้ใครมาล้มรัฐบาล อยากอยู่ก็อยู่ไป ไม่มีใครว่า เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว ก็มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น

 

         ขณะที่นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ ในฐานะทนายความผู้รับผิดชอบคดีของนายวัฒนา กล่าวว่า ได้รับแจ้งมาในทางลับว่าเมื่อวันที่7ส.ค. มีการเตรียมออกหมายจับ ทำให้ตนและนายวัฒนาเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เมื่อไปถึงที่น่าตกใจ มีการทำสำนวนแล้วเสร็จ รวมทั้ง พ.อ.บุรินทร์ และพนักงานสอบสวนต่างตกใจ ที่มีการล่วงรู้ข้อมูลตรงนี้ จึงทำได้เพียงแค่ให้พบพนักงานสอบสวน รับทราบข้อกล่าวหาตามปกติ แต่กลับมีการระบุแนบท้ายเอาไว้ว่าในวันที่ 10ส.ค.ต้องนำตัวนายวัฒนามาด้วยให้ได้ ซึ่งเห็นว่ากระบวนการมันบิดเบี้ยว นายวัฒนาที่โดนไป6คดี ไปพบพนักงานสอบสวนทุกครั้ง มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง

 

        "เมื่อกระบวนกรสอบสวนเริ่มไม่ปกติแล้ว ปล่อยให้อำนาจพิเศษมาชี้นำ โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ขอให้ติดตามวันที่ 10ส.ค. ตนเป็นทนายความมา30ปี ยังไม่เคยเห็นกระบวนการบิดเบี้ยวไปจากกรอบกฎหมายอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นอย่าไปพูดตอนในชั้นศาลเลย เมื่อแพ้คดีตั้งแต่กระบวนการสอบสวนแล้ว" นายนรินท์พงศ์กล่าว

 

         เมื่อถามว่าการดำเนินคดีกับนายวัฒนา เนื่องจากกระทำการยั่วยุ นายวัฒนา กล่าวว่า ต้องแยกออกจากกัน การวิพากษ์วิจารณ์เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ถ้าเห็นว่าทำผิด ก็ดำเนินคดีได้ แต่กับการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม มันต่างกัน ที่บอกไม่ได้หมายความว่า ห้ามดำเนินคดีกับตน แต่การให้ทหารมาคุมการสอบสวนทำได้อย่างไร มีการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม  จะเอาตนไปศาลให้ได้คืออะไร ซึ่งในวันที่10ส.ค.จะเดินทางไปศาลตามปกติ

 

        เมื่อถามว่าในวันที่10ส.ค. หากถูกควบคุมตัวจริง เตรียมช่องทางกฎหมายไว้ต่อสู้อย่างไร นายวัฒนา กล่าวว่า ถ้าถูกจับก็ไม่รู้ทำอย่างไร คงฟ้องประชาชน ในเมื่อนานาชาติยังแบนขนาดนี้ ไม่ให้พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไป ยังไม่รู้ตัว จะทำอย่างไร ประเทศชาติไปไม่ได้ ตัวเองไปได้ไม่เป็นไร เป็นเรื่องน่าอับอาย ผู้นำไปต่างประเทศไปเจรจาไม่ได้ ส่วนที่ถามว่ามีข้อหาหมิ่นศาลพ่วงด้วยนั้น ก็ในเมื่อศาลยังไม่รู้สึกเลย แต่ไปคิดแทนศาล เราไม่ได้บอกว่าเขาจะไม่ให้ความเป็นธรรม บอกแค่ประชาชนสามารถเดินทางมาให้กำลังใจนส.ยิ่งลักษณ์ ได้เท่านั้น ถึงอย่างไรเชื่อว่าศาลคงให้ความเป็นธรรม ไม่มีข้อความตรงไหนแสดงถึงการหมิ่นศาล

------


เรื่องโดย คมชัดลึก | ภาพโดย คมชัดลึก
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend