ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2564

โลกแห่งความเป็นจริง สิ่งที่ "แกงส้ม" ธนทัต ได้เรียนรู้

3.02K 44
โลกแห่งความเป็นจริง สิ่งที่ แกงส้ม ธนทัต ได้เรียนรู้

"แกงส้ม" ธนทัต ชัยอรรถ เปิดทุกเรื่องราวของเขาจากคนที่มีอัตตา แต่มาวันนี้เขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไงบ้าง เพื่อจะได้ทำความฝันของตัวเอง

เรียกว่าเป็นหนุ่มคิวทองงานแน่นจริงๆ สำหรับ "แกงส้ม" ธนทัต ชัยอรรถ ที่ตอนนี้ทั้งงานละคร ซิทคอม และงานเพลง เรียงหน้าเข้าคิวออกมากันอย่างเนืองแน่น และล่าสุดนักร้อง-นักแสดงหนุ่มก็เพิ่มดีกรีของตัวเองมากขึ้นไปอีก ด้วยการหันมาทำงานเพลงเบื้องหลัง ทั้งการแต่งเพลง และทำดนตรีเอง พร้อมปล่อยออกมาให้แฟนๆ ได้ฟังในซีรีส์ "เสน่หาไดอารี่" ซึ่งแกงส้มได้เล่าถึงเรื่องนี้ พร้อมเปิดมุมใหม่ๆ ของเขาที่โตขึ้นจากเมื่อ 6 ปีที่แล้วอีกด้วย        @@ โลกดนตรีของ "แกงส้ม"

        หันมาทำเพลงเองอย่างจริงจังแล้ว

        เริ่มจากเพลง "รักแท้หรือแพ้ใจ" ซึ่งตอนนั้นโจทย์มาจากซีรีส์ที่ผมเองก็เล่นด้วย ในตอน แสบเสน่หา เป็นตอนสุดท้ายของซีรีส์นี้ ทางพี่ๆ เขาเห็นเราแต่งเพลงมาตั้งแต่แรกเลยอยากให้ลองดู ตอนนั้นก็คุยกันว่า ผมกลัวว่าสไตล์ที่ผมแต่งอาจจะไม่เข้ากับละครหรือเปล่า คุยกับพี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) ว่าให้ทำตีคู่ไป ผมทำเพลงหนึ่ง และให้พี่โปรดิวเซอร์ของทางค่ายทำอีกเพลงหนึ่ง เพราะถ้าเกิดผมทำไม่ได้ยังไงก็จะได้ไม่เสียงานด้วย โจทย์ในตอนนั้นที่พี่บอยให้มาก็คือเป็นเพลงที่เกี่ยวกับเสน่หานี่แหละ แต่ไม่ได้อยากให้นิยามคำว่าเสน่หาว่ามันคืออะไร อยากเล่าเป็นเรื่องของชีวิตคนคน หนึ่ง ไม่อยากที่จะให้มานิยามอะไรมากมาย เพลงนี้ผมก็มามองความรักในทั้ง 3 เรื่องของผู้ชาย 3 คน คือผม พี่ป้อง (ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์) และพี่กัปตัน (ภูธเนศ หงษ์มานพ) โดยเป็นเรื่องที่ว่า ทั้งสามคนมีรักที่ดีอยู่แล้ว แต่กลับไปปล่อยให้มีรักอีกรักเข้ามา มันทำให้เกิดภาวะสับสนว่าอันไหนคือรักแท้ ทั้งที่เรามีรักที่ดีอยู่แล้ว แต่ทำไมเราอยากที่จะรักอีกคนหนึ่ง มันเลยเกิดความคิดที่ว่า อันนี้คือรักแท้หรือแค่แพ้ใจขึ้นมา เลยออกมาเป็นแกนหลักของเพลงนี้

        

เพลงนี้ใส่ความเป็นตัวตนของ "แกงส้ม" เข้าไปเยอะแค่ไหน        ใส่เข้าไปเต็มที่เลย ใส่กรุ๊ปที่เป็นแนวฮิพฮอพ อาร์แอนด์บี ซาวนด์ก็จะอัพเดทหน่อย มีการใช้เครื่องดนตรีสังเคราะห์ ไม่ได้ใช้เครื่องดนตรีสด ตอนทำไปก็ไม่คิดว่าจะผ่านด้วยซ้ำไป (หัวเราะ) เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะเวิร์กสำหรับคนอื่นหรือเปล่าด้วย ที่ผ่านมาเราก็แต่งเพลงมาตลอดไม่เคยหยุด แต่อาจจะไม่ออกมาให้คนได้ฟัง เรามีเพลงที่แต่งไว้ประมาณ 20-30 เพลง แต่ว่าไม่มีโอกาสได้ปล่อยออกมา แต่เพลงนี้ถือเป็นเพลงแรกที่เราเอาลายเซ็นออกมาให้ทุกคนได้ฟังจริงๆ เพลงนี้อาจจะเป็นเพลงที่ทำตามโจทย์ ไม่เหมือนเพลงที่เราทำไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นเพลงที่เราอยากเล่าอะไรก็เล่า เพลงนี้เป็นเพลงประกอบละครโมเดิร์น เพราะฉะนั้นเพลงมันต้องโมเดิร์น และเป็นเพลงละคร มันต้องแมส แต่ผมไม่สามารถทำเพลงแมส 100 เปอร์เซ็นต์ได้ เพราะเราอยากใส่อะไรที่เป็นเราลงไป เลยมีการมาชั่งน้ำหนักกันว่าเราจะแมสกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วเราจะใส่สไตล์เราไปกี่เปอร์เซ็นต์ เพลงนี้ผมตั้งใจที่จะให้แมสมากกว่า คือคนที่ฟังครั้งแรกจะต้องร้องท่อนฮุกได้ อยากให้ติดหูคนไปก่อนเลย ซึ่งเพลงนี้ก็ทำงานได้ตามโจทย์ที่เราคิดไว้ว่า พอปล่อยออกมาคนสามารถจำเมโลดี้ได้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง

        

จากเพลง "รักแท้หรือแค่แพ้ใจ" ก็มีอีกหนึ่งเพลงที่ทำเองเพื่อซีรีส์เรื่องนี้

        "ใช่ ดีใจมากๆ สำหรับโอกาสจากผู้ใหญ่ ที่ให้ผมได้ทำเพลงประกอบซีรีส์ "เสน่หาไดอารี่" อีกครั้ง เป็นเพลงที่ใช้ตอน "แสบเสน่หา" ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเล่นด้วย สำหรับคอนเซ็ปต์ของเพลง ผมก็เอามุมมองและความรู้สึกของตัวละครที่เราแสดงมาใช้ เนื้อหาจะพูดถึงผู้ชายคนหนึ่งที่คิดว่าตัวเองเก่ง ไม่รู้สึกอะไรกับการที่บอกเลิกกับคนรัก เพื่อไปมีชีวิตสนุกสนาน แต่สุดท้ายพอได้กลับมาเจอเขาอีกครั้ง กลายเป็นว่าเรายังรักเขาอยู่มาก จากที่ตัวเองคิดว่าชนะเขามาตลอด แต่จริงๆ แล้วคนที่แพ้คือเรา ก็เลยเป็นที่มาของเพลง "แพ้เธอ" หลังจากแต่งเนื้อเพลงแล้ว ผมก็มาลุยทำดนตรี ซึ่งเพลงนี้อยากให้สไตล์ดนตรีแตกต่างไปจากเพลงแรก ก็เลยดีไซน์ออกมาให้เป็นแนวบาลานซ์ ใช้เสียงเครื่องสายเข้าผสมผสาน แล้วก็ใส่ลูกเล่นของอาร์แอนด์บี ในแนวที่ผมถนัดเพิ่มเข้าไปด้วย  โลกแห่งความเป็นจริง สิ่งที่

       @@ เวลาเปลี่ยนประสบการณ์เปลี่ยน

        ที่ผ่านมา "แกงส้ม" สนใจในการทำเพลงมากกว่างานแสดง แต่ดูเหมือนตอนนี้กลับกันแล้ว

        ด้วยประสบการณ์การทำงาน ก่อนหน้านี้อย่างที่เห็นว่าผมโดนไปเล่นละครเวทีเยอะ ซึ่งในส่วนของละครเวทีนั้น มันเป็นศาสตร์ที่ผสมผสานการแสดงและการร้องเพลง และการที่เราได้เล่นละครเวทีเป็นเหมือนการที่เราได้เข้าเรียนฝึกประจำ มันต่างจากการที่เราเล่นละครทีวี ละครเวทีทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องของการแสดงทุกวัน และเป็นการเรียนรู้ควบคู่ไปกับการร้องเพลง ที่เราชอบด้วย การที่เราต้องอยู่กับละครเวที 5-6 เดือนในทุกๆ วัน ทำให้เราสามารถพัฒนาในเรื่องของการแสดงไปได้มากกว่าปกติ และได้ซึมซับความรู้สึกชอบไปด้วยเช่นกัน เมื่อก่อนเรากลัวในเรื่องของการแสดง เพราะเป็นสิ่งที่เราไม่ถนัด ทำให้กลัวบทดราม่า บทที่ยากๆ เพราะด้วยความที่เป็นนักแสดงใหม่ แต่ตอนนี้เราไม่กลัว เรามีภูมิคุ้มกันที่ดี จากการที่เราเล่นละครเวทีมา

        

ถ้าให้พูดถึงความเปลี่ยนแปลงจากวันที่แสดงเรื่องแรกจนมาถึงวันนี้

        โห้!!! กลับไปดูผมตอนเล่นละครเรื่องแรก แล้วมาตอนนี้ ผมเข้าใจเลยว่าทำไมคนด่าเราตอนนั้น (หัวเราะ) ถ้านับจากวันที่เล่นละครเรื่องแรก ที่ตอนนั้นความรู้เราเป็นศูนย์ในรื่องของการแสดง ตอนนี้ก็เพิ่มขึ้นมาก ถ้าคะแนนเต็ม 10 ผมก็พัฒนาในเรื่องของการแสดงมาได้ประมาณ 5-6 แล้วอะ จากเด็กที่ไม่รู้อะไรเลย จากเด็กที่ไม่ชอบเรื่องการแสดงเลย เพราะเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่เรา เราชอบการร้องเพลง ชอบดนตรี และไม่อยากเป็นนักแสดงจริงๆ ตอนนั้นมันเกิดจากความเครียด เหมือนเราถูกให้ว่ายน้ำ ทั้งที่ว่ายไม่เป็น แต่มาวันนี้เราเข้าใจแล้ว ได้เรียนรู้ว่าความสุขของการแสดงคืออะไร และเพราะเราโตขึ้นด้วยทำให้เราทำงานตรงนี้ได้อย่างมีความสุข ทำให้ตอนนี้เราชอบเรื่องของการแสดงมากขึ้น คือจริงๆ ผมชอบละครเวทีมากกว่าละครทีวีนะ เพราะว่าละครเวทีได้เล่าผ่านเพลง ละครเวทีมันเป็นการที่เราทำในสิ่งที่เรารักกับสิ่งที่เราต้องทำ ในส่วนของละครทีวี มันเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย เพราะมันเป็นเรื่องของวินัยในการทำการบ้าน เนื่องจากที่มันไม่ได้มีการเรียงซีนแรกถึงซีนสุดท้าย ต้องทำการบ้านให้ดี เผื่อจะปะติดปะต่อเรื่องราวให้ได้

        

ปรับตัวตนของการเป็นศิลปินกับการเป็นนักแสดงมากแค่ไหน

       ผมว่าทุกคนปรับนะ โอเคก่อนหน้านี้เราอาจจะรู้สึกว่าเราเป็นศิลปิน เราไม่ใช่นักแสดง ไม่อยากเป็นนักแสดง หรืออะไรก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าธุรกิจเพลงไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนเมื่อก่อน และด้วยเรื่องของการแข่งขัน ก็ต้องทำให้ได้หลายๆ อย่าง กับการที่เราจะอยู่ตรงนี้นานๆ อยู่เพื่อได้ทำในสิ่งที่เรารักต่อไป ผมว่าเพราะเราโตขึ้น ได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่เรารัก เราไม่จำเป็นต้องพลีชีพเพื่อมันอย่างเดียว แต่เราสามารถทำสิ่งเหล่านี้ เพื่อให้เราทำสิ่งที่เรารักได้ไกลมากขึ้น ทุกอย่างมันเริ่มจากการที่เราต้องยอมรับความจริงก่อน จริงๆ ผมยังเคยพูดกับพี่บอยเลยว่าผมไม่เข้าใจว่า ทำไมผมทำเพลงอย่างเดียวไม่ได้ ผมคิดตลอดว่ามันได้ แต่พอเวลาผ่านไป เราก็ได้เรียนรู้โลกแห่งความจริง ถ้าวันนั้นผมเลือกที่จะทำเพลงอย่างเดียว ผมอาจจะตาย หายจากวงการนี้ไปแล้วก็ได้ ถ้าพูดกันตรงๆ เราอาจจะไม่ได้เป็นที่รู้จักขนาดนี้ก็ได้

        

แปลว่าเมื่อก่อน "แกงส้ม" ก็มีอัตตาพอสมควร

        ใช่ เมื่อก่อนผมรู้สึกว่าผมเก่งเรื่องเพลง มั่นใจในตัวเองมาก แต่วันหนึ่งผมก็ได้รู้ว่าไม่ใช่ มีคนเก่งกว่าผมเยอะมาก และมีหลายเรื่อง ที่ผมไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ทำให้เริ่มเรียนรู้จากการที่ฟังคนอื่นมากขึ้นในความรู้ทุกๆ แขนง ไม่ได้มองตัวเองเป็นศูนย์กลาง เพราะผมรู้สึกว่าผมอยากเก่งขึ้น ทุกครั้งในการทำงานผมจะทำงานทุกอย่างเต็มที่ ี่ทำได้ ซึ่งคำว่าเต็มที่ของผมคือ ผมทำสุดเท่าที่ผมทำได้ มันอาจจะไม่ได้เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ผมพร้อมที่จะเติมให้เต็มจากการรับฟังและเรียนรู้จากคนอื่นๆ มันทำให้ผมมีความสุขมากขึ้น จากเมื่อก่อนนะ ผมอยู่ตรงนี้ วันนี้อย่างมีความสุข เพราะผมหาเจอแล้วว่าการที่ผมอยู่ตรงนี้ แบบที่ไม่ได้ไปทำร้ายใคร ไม่ได้ไปว่าร้ายใคร ช่วงเวลาที่ผ่านมา มันทำลายกำแพงหลายๆ อย่างในตัวผม ทั้งเรื่องของอีโก้ เรื่องของโลกส่วนตัว ทุกอย่างมันดีขึ้น เพราะผมมีความสุขในการทำงานตรงนี้มากขึ้น โลกแห่งความเป็นจริง สิ่งที่

        @@ รักใหม่ของ "แกงส้ม"

        ความรักของ "แกงส้ม" ในวันนี้

        พูดจริงๆ เลยนะ ตอนนี้โสด (หัวเราะ) ทำไมพอบอกว่าโสดคนจะไม่เชื่อ ตอนนี้โสดจริงๆ นะ ไม่ได้มีใครคุยแบบจริงจัง ที่บอกว่าไม่ได้คุยจริงจัง ไม่ใช่ว่าเราคุยเล่นๆ กับใครอะไรนะ แต่ที่บอกว่าไม่ได้คุยอย่างจริงจัง มาจากว่าตอนนี้เราโฟกัสในเรื่องของโปรเจกท์ต่างๆ ที่เราอยากทำ มันเหมือนเรากำลังจะโตไปอีกขั้น ทำให้เราเอาเวลามาโฟกัสกับตรงนี้มาก คือเรามาจริงจังกับเรื่องนี้

        

หยุดเรื่องความรักไปเลยไหม

        ไม่ได้ถึงขนาดนั้น แต่แค่ว่าตอนนี้ ขอพัักไว้ก่อน เพราะตอนนี้เราหันมาทำเบื้องหลังด้วย มันทำให้เราเอาเวลามาใช้กับตรงนี้เยอะมาก โดยที่งานปกติเราก็เยอะอยู่แล้ว เลยรู้สึกว่าเรายังไม่พร้อมดูแลใครอย่างจริงๆ ถ้าสมมติมีใครเข้ามา เขาคนนั้นอาจจะไม่มีความสุขก็ได้ เพราะเราไม่สามารถดูแลเขา หรือให้เวลาเขาอย่างจริงจังได้

        

ไม่ใช่เพราะเข็ดกับความรักที่ผ่านมา

        มันอาจจะไม่ได้เข็ด แต่ว่าบางทีเราต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ด้วยช่วงอายุเราตอนนี้ เราจำกัดเรื่องนี้ได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ได้เป็นการจำกัดเรื่องของอาชีพว่าการที่เราอยู่ตรงนี้ หรือการที่เราเป็น "แกงส้ม" ธนทัต ทำให้เรามีใครไม่ได้ สิ่งที่จำกัดคือเรื่องของเวลาการทำงาน ผมยอมรับนะว่า ผมเป็นคนที่ถ้ามีความรักไม่ใช่เป็นประเภทเปิดตัวอะไรมากมาย เพราะเราอยากที่จะใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นๆ ทั่วไป แต่มองในทางกลับกัน ผู้หญิงเขาจะรู้สึกอย่างนั้นไหม แล้วยิ่งตอนนี้เรามีประตูชัยที่เราตั้งไว้ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกว่าการทำงานในช่วงนี้ เราไม่สามารถดูแลใครหรือใส่ใจเขาได้มากเท่าที่เขาต้องการได้  ถามว่ามีไหมที่ลองเรียนรู้ใคร ก็ยอมรับว่ามีนะ ผมก็เหมือนคนปกติทั่วไป แต่แค่พอมาถึงจุดหนึ่งมันก็เป็นอย่างที่บอก เราไม่ได้ดูแลเขาได้ดีขนาดที่เขาต้องการได้ เราก็ต้องปล่อยเขาไปนะ

        

นี่แหละ!!! ตัวตนของ "แกงส้ม" ธนทัต      

    

หนุ่มคนนี้ : "แกงส้ม" ธนทัต ชัยอรรถ

เกิด : 30 มีนาคม พ.ศ.2535

ผลงานที่ผ่านมา : ละคร บ่วงรัก, ฝันเฟื่อง, ขอโทษที่รักเธอ, รักฝุ่นตลบ, ซิทคอม เสือ ชะนี เก้ง, ละครเวที เลือดขัตติยา เดอะ มิวสิคัล, วันสละโสดกับโจทก์เก่าๆ เดอะมิวสิคัล, ลอดลายมังกร เดอะ มิวสิคัล, เพลง "รักแท้หรือแพ้ใจ", เพลง "แพ้เธอ" เพลงประกอบละคร เสน่หา Diary

ผลงานเร็วๆ นี้ : เสน่หา Diary ตอน แสบเสน่หา โลกแห่งความเป็นจริง สิ่งที่ โลกแห่งความเป็นจริง สิ่งที่


เรื่องโดย ณัฏฐิรา หลอดแก้ว | ภาพโดย วริศรา วุฒิกุล
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend