ถกปฏิรูปตำรวจครั้งที่ 5 เตรียมชง ก.ตร. จัดโผแต่งตั้ง ผบ.ตร.

ถกปฏิรูปตำรวจครั้งที่ 5 ที่ประชุมชง ก.ตร. จัดโผแต่งตั้ง ผบ.ตร. เล็งแยก 11 งานออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เมื่อเวลา 14.00น.วันที่ 26 กรกฎาคม 2560 ที่ห้องศรียานนท์ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม(ตำรวจ) เป็นประธานการประชุม ครั้งที่ 5 โดยใช้เวลาหารือนานกว่า 3 ชั่วโมง จึงแล้วเสร็จ  นายประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า  ในฐานะรองโฆษกคณะกรรมการปฏิรูปฯ แถลงหลังประชุมว่า คณะอนุกรรมการด้านบริหารบุคคล ซึ่งมี พล.อ.บุญสร้าง เป็นประธาน ได้เสนอความคืบหน้าในการพิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.)
โดยล่าสุด คณะอนุฯมีความเห็นแม้มีเป้าหมายให้คณะกรรมการขององค์กรตำรวจปราศจากการเมือง แต่เห็นควรให้ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานของคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด โดยใน ก.ต.ช.กำหนดให้มีกรรมการ 15 คน จากเดิมในชุดปัจจุบันมี 8 คน  มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน , รองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน กรรมการประกอบด้วยปลัดกระทรวงกลางโหม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และมีผู้ทรงคุณวุฒิ โดยให้เพิ่มปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ จเรตำรวจ รองผบ.ตร. และตัวแทนจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยอีก 2 คนเข้ามา และกำหนดให้ก.ต.ช. มีอำนาจหน้าที่เพียงกำหนดนโยบายเท่านั้น ตัดอำนาจการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ออกไป และให้ ก.ตร.เลือกและแต่งตั้ง ผบ.ตร.แทน
ขณะที่ องค์ประกอบของ ก.ตร. นั้น เดิมที่มีนายกรัฐมนตรี ผบ.ตร. จเรตำรวจแห่งชาติ รองผบ.ตร.และเลขา ก.พ. เป็นกรรมการ คณะอนุฯเสนอองค์ประกอบใหม่ ให้เพิ่ม กรรมการจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมาจากอดีตข้าราชการตำรวจ  จากการเลือกตั้งอีก 6 คน  และให้ ก.ตร.มีอำนาจในการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ซึ่งยอมรับว่าองค์ประกอบของ ก.ต.ช.และ ก.ตร.ที่อนุฯเสนอ คล้ายกับองค์ประกอบเดิมก่อนเปลี่ยนแปลงโดย คสช. ทั้งนี้ข้อเสนอนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปเป็นเพียงแนวคิดล่าสุด ที่เสนอให้ที่ประชุมใหญ่นำไปคิดต่อ แต่ที่ค่อนข้างชัดเจนคือเห็นควรว่า ให้ ก.ตร.แต่งตั้งผบ.ตร. ส่วน ก.ต.ช.ให้กำหนดนโยบายอย่างเดียวเท่านั้น  ซึ่งเรื่องนี้คาดว่าจะได้ข้อสรุปใน 2-3 สัปดาห์นี้ เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนเกี่ยวกับการวางระบบแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ  รองโฆษกฯ กล่าวว่า อนุกรรมการด้านอำนาจหน้าที่และภารกิจตำรวจ ได้เสนอการจัดองค์กรตำรวจ ให้ที่ประชุมพิจารณาและคิดต่อ 3 แนวทาง คือ 1.ให้ยกฐานะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นกระทรวง 2. ให้คงสถานะเทียบเท่ากรม ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เช่นเดิม และ 3.ให้เป็นกรมในสังกัดกระทรวง เช่นกระทรวงยุติธรรม โดยประเด็นนี้ที่ประชุมวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป มอบการบ้านให้อนุฯกลับไปศึกษาข้อดีข้อเสียและหาข้อมูลเพิ่มเติมโดยพิจารณารูปแบบการจัดองค์กรในต่างประเทศด้วย นายประดิษฐ์ กล่าวด้วยว่า อนุฯด้านอำนาจหน้าที่ฯ ยังเสนอเรื่องการถ่ายโอนภารกิจของตำรวจ โดยกำหนดภาระกิจรองของตำรวจ 11 ด้าน ที่ให้ไปพิจารณาว่า ควรถ่ายถอนให้หน่วยงานอื่นหรือไม่ อย่างไร ดังนี้ 1.ด้านภารกิจตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งหลายประเทศไม่ขึ้นกับตำรวจ ในกรณีนี้มีการเสนอว่าอาจไปอยู่ภายใต้ กระทรวงการต่างประเทศ 2.ด้านจราจร มีการเสนอให้ไปอยู่กับท้องถิ่น 3.ตำรวจท่องเที่ยว 4.ตำรวจทางหลวง เสนอไปให้ไปอยู่กับกระทรวงคมนาคม 5.ตำรวจรถไฟ 6.ตำรวจน้ำ 7.ตำรวจป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ 8.ภารกิจคุ้มครองผู้บริโภคด้านอาหารและยา 9.ภารกิจด้านละเมิดลิขสิทธิ์ 10.ภารกิจความผิดด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ และ 11.ภารกิจความผิดด้านเศรษฐกิจ "อย่างไรก็ตามแนวคิดทั้งหมด ไม่ใช้ข้อสรุปเป็นแต่เพียงการกำหนดหัวข้อให้ อนุฯและกรรมการไปพิจารณาข้อดีข้อเสียเพื่อหาข้อสรุปที่ดีที่สุดต่อไป โดยจะนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 2 สิงหาคม นี้ เวลา 14.00 น." รองโฆษกฯกล่าว