ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563

Nasdaq พุ่งทำสถิติสูงสุดทะลุ 6,410 ท่ามกลางเดิมพันของนักลงทุน

3.22K 65
Nasdaq พุ่งทำสถิติสูงสุดทะลุ 6,410 ท่ามกลางเดิมพันของนักลงทุน

Nasdaq พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทะลุ 6,410 ท่ามกลางเดิมพันของนักลงทุน โดยพบว่าหุ้นเทคโนโลยี FANG ที่ประกอบด้วย Facebook, Apple, Amazon, Netflix และ Google พุ่งขึ้นถึง 15% ในช่วงเวลาเทรดเพียง 12 วัน อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น Google กลับทิ้งตัวอ่อนลงในช่วงก่อนปิดตลาดติดลบ 2.7% หลุดจากระดับ 1,000 ดอลลาร์ หลังภาพผลประกอบการครึ่งปีแรกของ Google ออกมาผสมผสานกันมีทั้งกำไรและชาดทุน

ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์และ S&P500 ปิดตลาดติดลบ นำโดยการดิ่งลงของหุ้นกลุ่มธุรกิจดูแลสุขภาพ ธุรกิจค้าปลีก และกลุ่มการเงิน รวมทั้งหุ้นโกลด์แมน แซคส์ ร่วงลงมากที่สุดในการซื้อขายช่วงต้นชั่วโมงซื้อขาย หลังจากที่ UBS ปรับลดน้ำหนักความน่าลงทุน จากผลประกอบการที่น่าผิดหวังในไตรมาส 2 ท่ามกลางทิศทางค่าเงินดอลลาร์ที่เริ่มทรงตัวหลังร่วงลงในรอบ 15 เดือน นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการประชุมของเฟดในวันที่ 25-26 กรกฎาคมนี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่จะปรับขึ้นอีกครั้ง 0.25% ในเดือนธันวาคม หลังจากเริ่มดำเนินการปรับลดงบดุลในเดือนกันยายนนี้

โดยที่นักลงทุนยังจับตาปัจจัยการเมืองในสหรัฐที่มีความไม่แน่นอน หลังจากที่บุตรเขยของประธานาธิบดีทรัมป์เข้ากล่าวคำให้การต่อวุฒิสถาเมื่อวันจันทร์ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาสมันพันธ์ใกล้ชิดรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งปีที่แล้ว ยืนยันที่ผ่านมามีการติดต่อกับทางรัสเซียเพียง 4 ครั้งแต่ไม่มีนัยทางการเมือง แต่ยังต้องรอการสอบสวนสืบสวนของเอฟบีไอและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในรอบต่อไป

ขณะเดียวกับที่ IMF ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐลง 0.2% สู่ระดับ 2.1% ใน 2017 และปรับลดลง 0.4% สู่ระดับ 2.1% .ในปี 2018 ระบุมาจากปัจจัยความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจและแผนการปฏิรูปภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่สามารถผลักดันให้ผ่านสภาคองเกรส

1.Nasdaq พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทะลุปิดที่ 6,410 ท่ามกลางเดิมพันของนักลงทุน เพิ่มขึ้น 23 จุด หรือ 0.36% สวนทางกับดัชนีดาวโจนส์ และ S&P500 ปิดตลาดติดลบที่ระดับ 21,513 และ 2,469 ตามลำดับ นำโดยการดิ่งลงของหุ้นกลุ่มธุรกิจดูแลสุขภาพ ธุรกิจค้าปลีก และกลุ่มการเงิน รวมทั้งหุ้นโกลด์แมน แซคส์ ร่วงลงมากที่สุดในการซื้อขายช่วงต้นชั่วโมงซื้อขาย หลังจากที่ UBS ปรับลดน้ำหนักความน่าลงทุนมาอยู่ที่ระดับ neutral หลังจากผลประกอบการที่น่าผิดหวังในไตรมาส 2 จากวอลุ่มเทรดตราสารการเงินที่ลดลงถึง 40%

โดยพบว่าหุ้นเทคโนโลยี FANG ที่ประกอบด้วย Facebook, Apple, Amazon, Netflix และ Google พุ่งขึ้นถึง 15% ในช่วงเวลาเทรดเพียง 12 วัน อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น Google กลับถูกทิ้งตัวอ่อนยวบลงในช่วงนาทีสุดท้ายก่อนปิดตลาดติดลบ 2.7% หลุดจากระดับ 1,000 ดอลลาร์ หลังภาพผลประกอบการครึ่งปีแรกของ Google ออกมาผสมผสานกันมีทั้งกำไรและชาดทุน

ทั้งนี้ กูเกิลแถลงผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ มีกำไรต่อหุ้นที่ 5.01 ดอลลาร์จากที่คาดการณ์ 4.45 ดอลลาร์ หลังหักเงินค่าปรับที่ต้องจ่ายให้กับสหภาพยุโรปจำนวน 2.7 พันล้านดอลลาร์แล้ว ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 2.601 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่ม 21% จากระยะเดียวกันปีก่อนที่ 2.564 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ตัวเลขในครึ่งปีแรกที่ออกมาเกิดความสับสน โดยที่มีรายได้จากค่าโฆษณาถึง 2.267 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่มีการขาดทุนจากการดำเนินงาน 772 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้นักลงทุนมีการขายหุ้นในช่วงท้ายตตลาด

2.แต่นักลงทุนยังจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 25-26 กรกฎาคมนี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่จะปรับขึ้นอีกครั้ง 0.25% ในเดือนธันวาคม หลังจากเริ่มดำเนินการปรับลดงบดุลในเดือนกันยายนนี้ โดยจะเริ่มทยอยขายบอนด์และตราสารการเงินที่ถืออยู่ออกมา ส่งผลให้เม็ดเงิน QE ลดลงเดือนละ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ สู่เป้าหมาย QE ลดลงที่ 2-2.5 ล้านล้านดอลลาร์จากภาระทั้งหมด 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าสู่ภาวะที่เป็น Normalization ของเฟดในอนาคต

นักลงทุนยังจับตาปัจจัยการเมืองในสหรัฐที่มีความไม่แน่นอน หลังจากที่ Jared Kushner บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ากล่าวคำให้การต่อวุฒิสถาเมื่อวันจันทร์ ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาสมันพันธ์ใกล้ชิดรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งปีที่แล้ว ยืนยันที่ผ่านมามีการติดต่อกับทางรัสเซียเพียง 4 ครั้งแต่ไม่มีนัยทางการเมือง แต่ยังต้องรอการสอบสวนสืบสวนของเอฟบีไอและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในขั้นตอนต่อไป รวมทั้งยังเกิดกรณีที่ฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบขาว ประกาศลาออกจากตำแหน่ง

3.ขณะเดียวกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐลง 0.2% สู่ระดับ 2.1% ใน 2017 และปรับลดลง 0.4% สู่ระดับ 2.1% ในปี 2018 โดยระบุว่ามาจากปัจจัยความไม่แน่นอนของแผนการใช้จ่ายเงินทางการคลังของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิต และการปฏิรูปภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ ยังไม่สามารถผลักดันให้ผ่านสภาคองเกรส

ในทิศทางตรงข้าม IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปี 2017 เพิ่มขึ้น 0.1% ที่ 6.7% และปี 2018 ปรับขึ้น 0.2% ที่ 6.4% โดยระบุถึงการคาดการณ์ที่ว่า จีนจะยังคงรักษาระดับการลงทุนระดับสูงในภาครัฐไว้ได้ และจะเลื่อนการปรับเปลี่ยนนโยบายการคลังออกไป เพื่อให้จีนสามารถบรรลุเป้าหมายการผลักดันเศรษฐกิจภายในประเทศ (จีดีพี) ให้ขยายตัวอย่างมั่นคงจนถึงปี 2020

4.พร้อมกันนี้ IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของ 5 ชาติในกลุ่มอาเซียน คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เพิ่มขึ้น 0.1% สู่ระดับ 5.1% ในปี 2017 ส่วนปี 2018 คงไว้ที่ระดับ 5.2% ขณะที่อัตราการเติบโตของประเทศกำลังพัฒนาในตลาดเกิดใหม่เอเชียในภาพรวมอยู่ที่ 6.5% ทั้งในปี 2017 และ 2018

โดยที่ IMF ได้คงคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2017 และปี 2018 ที่ระดับ 3.5% และ 3.6% ตามลำดับ โดยชี้ว่า เศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในภาวะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่มีการปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในปี 2017 เพิ่มขึ้น 0.1% ที่ 1.3% เนื่องจากเศรษฐกิจในไตรมาสแรกมีการขยายตัวได้ดี โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายส่วนบุคคล การลงทุน และการส่งออก และปี 2018 ทรงตัวที่ 0.6% สำหรับเศรษฐกิจยูโรโซนนั้นปรับขึ้น 0.2% ที่ 1.9% ในปีนี้ และปรับเพิ่มการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้าขึ้น 0.1% ที่ 1.7% เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศของกลุ่มยูโรโซนมีการขยายตัวที่ดีกว่าคาดการณ์ รวมทั้งปัจจัยความเสี่ยงในบรรยากาศทางการเมืองของประเทศในยุโรปที่ลดลง

5.อย่างไรก็ตาม IMF ยังคงมองว่า ปัจจัยเสี่ยงใหญ่ในกลุ่มประเทศัฒนาแล้วคือ การดำเนินนยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางในประเทศดังกล่าวที่พยายามจะเข้าสู่ภาวะ Normalization เกิดขึ้นรสดเร็วกว่าที่ตาดการณ์ไว้ ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะทางการเงินที่ตึงตัวมากขึ้นในตลาดการเงินโลก และเกิดจุดเสี่ยงต่อการโยกย้ายของกระแสเงินทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่

ทั้งนี้ มีการประเมินล่าสุดว่า เม็ดเงิน QE (Quantitative Easing) ที่เป็นการอัดฉีดเม็ดเงินจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณมีวงเงินมหาศาลถึง 18.8 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ออกมาจากธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังรวมถึงการอัดฉีดเงินของธนาคารกลางจีน เพื่อปกป้องวิกฤติในตลาดหุ้นและการรักษาเสถียรภาพของเงินหยวน


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend