ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2564

DSI ชี้ซุปเปอร์คาร์ล็อตแรก 30 คัน สำแดงเท็จ ภาษีขาด 650 ล้าน

538 0

ดีเอสไอ ศุลกากร ประเมินภาษีซุปเปอร์คาร์ล็อตแรก 30 คัน สำแดงอินวอยซ์เท็จชำระภาษีขาด 650 ล้าน จ่อประเมินเพิ่มอีก 300 คัน พบกลเม็ดแปลงรุ่นรถเพื่อสำแดงราคาต่ำ ศุลกากรเต้นไล่ออกแล้ว พร้อมแก้ไขคำสั่ง 317 ที่ใช้มานาน 13 ปี หลังพบข้อบกพร่องเลี่ยงภาษี สำหรับผู้ประกอบไม่มีผลกระทบแค่สำแดงราคาซื้อขายจริง

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วย พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีกรมสอบสวนคดี นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร ร่วมแถลงความคืบหน้ากรณีการปราบปรามการนำเข้ารถยนต์ที่ลักลอบนำเข้าและหลีกเลี่ยงการชำระภาษีศุลกากร สืบเนื่องจากกรณีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้าตรวจค้นตามหมายค้นศาลอาญาเมื่อวันที่ 18 และ 24 พ.ค. 60 ที่โชว์รูมรถยนต์หลายแห่ง และสามารถอายัดรถยนต์ SUPER CAR ไว้เพื่อตรวจสอบจำนวน 166 คัน โดยเป็นรถยนต์หลายยี่ห้อ อาทิเช่น ลัมโบร์กินี, โรสลอยด์, แมคคาเรน, โลตัส

พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า ดีเอสไอได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในการประสานข้อมูลกับประเทศต้นทางของรถยนต์เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับราคาซื้อขายที่แท้จริง เพื่อประกอบการสืบสวนสอบสวน ซึ่งเมื่อนำข้อมูลรถยนต์ที่ได้จากการตรวจค้นมาเปรียบเทียบกับหลักฐานที่ได้จากต่างประเทศพบว่า มีการสำแดงบัญชีราคาเท็จ 32 คันต่อกรมศุลกากร ไม่ตรงกับราคาที่มีการซื้อขาย ที่แท้จริงที่ได้รับมาจากประเทศผู้ผลิต และผู้จำหน่ายสินค้า

ดีเอสไอจึงได้ขอให้กรมศุลกากรประเมินราคารถยนต์เบื้องต้น ตามเอกสารหลักฐานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ประกอบด้วยรถยนต์ยี่ห้อลัมโบร์กินี่ จำนวน 31 คัน และรถยนต์ยี่ห้อเล็กซัส จำนวน 1 คัน ซึ่งกรมศุลกากรได้จัดส่งข้อมูลบัญชีรายละเอียดการคำนวณภาษีรถยนต์กลับมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว จำนวน 30 คัน พบว่ามีมูลค่าภาษีขาด รวมทั้งสิ้นประมาณ 650 ล้านบาท ซึ่งทำให้รัฐได้รับความเสียหาย จึงจะต้องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดต่อไป

พ.ต.ท.กรวัชร์ กล่าวว่า จากการขยายผล พบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมพบว่ามีรถยนต์ยี่ห้อลัมโบร์กินี รุ่นเอเวนทาดอร์ นำเข้ามาจากสหราชอาณาจักร จำนวน 11 คัน ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นใหม่และมีราคาสูง แต่พบว่าในขั้นตอนพิธีการทางศุลกากรกลับนำหลักฐานไปสำแดงกับกรมศุลกากรเพื่อชำระภาษีอากรขาเข้าเป็นรถยนต์ยี่ห้อลัมโบร์กินี รุ่นเกลลาโดร์ ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นเก่าและมีราคาถูกกว่า 1 เท่าตัว

เบื้องต้นพบพฤติกรรมดังกล่าวจำนวน 8 คัน อันเป็นการสำแดงเท็จ เป็นเหตุให้ภาษีอากรขาเข้าที่ต้องชำระขาดเป็นจำนวนมาก ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการร่วมกับกรมศุลกากรเพื่อคำนวณภาษีรถยนต์รวมถึงค่าภาษีและอากรที่ขาดและจะต้องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดต่อไป โดยเป็นเงินภาษีที่ขาดไป 132 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังพบว่าหลังสำแดงรถเป็นรุ่นเกลลาโดร์ แล้ว ในขั้นตอนจดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบกได้เปลี่ยนกลับมาเป็นรถรุ่นเอเวนทาดอร์ รูปแบบแปลงรุ่นรถนี้จึงเป็นเทคนิคใหม่ที่เพิ่มเติมขึ้นจากการสำแดงใบอินวอยซ์เท็จ

ดีเอสไอได้ดำเนินการสืบสวนเพิ่มเติม พบรถลัมโบร์กินีจดประกอบ 2 คัน เป็นรถที่นำเข้ามาทั้งคัน แต่แจ้งเป็นรถจดประกอบ สำแดงราคาโครงตัวถัง 3 แสนบาท เครื่องยนต์ลัมโบกินี่ 38,000 บาท ซึ่งเป็นราคาถูกเท่ากับรถมอเตอร์ไซค์ และเสียภาษีเพียงแค่ 9 แสนบาท โดยคันแรกชำระภาษีขาด 18 ล้านบาท และคันที่ 2 ชำระภาษีขาด 20 ล้านบาท ซึ่งรถทั้งสองคันเป็นรถที่ถูกไฟไหม้ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

เชื่อว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรทั้งคัน โดยมีขบวนการปลอมแปลงเอกสารว่านำเข้ามาเป็นชิ้นส่วน มีบริษัทนำเข้าตัวถัง, บริษัทนำเข้าเครื่องยนต์ และส่งต่อให้บริษัทรถยนต์นำไปเสียภาษีสรรพสามิต เพื่อนำไปขอจดทะเบียนต่อกรมการขนส่งทางบก ซึ่งราคารถจดประกอบจะเสียภาษีเป็นชิ้นส่วน โดยมีการเรียกเก็บภาษีเพียงร้อยละ 80 จากราคาที่สำแดง ขณะที่รถนำเข้าทั้งคันจะมีการเรียกเก็บภาษีสูงสุดถึงร้อยละ 328 จากราคาที่ซื้อ

ด้านนายกุลิศ กล่าวว่า กรมศุลกากรดำเนินการด้วยความรวดเร็ว สามารถดำเนินการประเมินภาษีได้ภายใน 1 สัปดาห์ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ดีเอสไอส่งมาว่ามีความสมบูรณ์แค่ไหน ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ดีเอสไอพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการสำแดงรถผิดรุ่น เพื่อช่วยเหลือผุ้ประกอบการในการสำแดงราคาต่ำ กรมศุลกากรได้ไล่ออกไปแล้ว โดยขั้นตอนการปล่อยรถเพื่อผ่านพิธีการศุลกากรทำโดยรุปแบบคณะกรรมการ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง 4-5 คน ยืนยันว่ากรมไม่ได้นิ่งนอนใจในการสอบสวนได้เอาผิดอยู่ตลอดเวลา รวมถึงคดีที่อยู่ในการไต่สวนของ ป.ป.ช.ด้วย

แต่เบื้องต้นยังไม่ขอเปิดเผยตัวเลขเจ้าหน้าที่ที่ถูกดำเนินการ ส่วนการแก้ไขได้กำชับไปที่การท่าทุกแห่งให้เข้มงวดในการตรวจปล่อยรถ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางเข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้ทุกการท่า ในกรณีมีความเห็นขัดแย้งขอให้ส่งเรื่องมาให้กรมศุลกากรเป็นผู้ตัดสิน เพื่อตรวจปล่อยรถให้ผู้นำเข้าได้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันรัฐต้องจัดเก็บภาษีได้เต็มจำนวนด้วย

สำหรับผู้ประกอบการที่สุจริต คำสั่ง 317 ไม่ได้เป็นอุปสรรค เพียงแค่สำแดงใบอินวอยซ์ที่แท้จริงก็จบเรื่อง แต่ที่ผ่านมานำใบอินวอยซ์เท็จมาสำแดงราคาต่ำกว่า 10 เท่า เป็นการใช้คำสั่ง ม.317 ในทางที่ผิด เมื่อกรมศุลกากรพบข้อบกพร่องจึงจะเป็นต้องแก้ไขคำสั่ง 317 ที่ใช้มานานกว่า 13 ปี

ส่วนข้ออ้างที่มองว่ากำแพงภาษี 328% สูงเกินไป สมควรจะต้องลดลงหรือไม่นั้น ยังต้องพิจารณาให้รอบด้าน แต่ตนเห็นด้วยที่จะปรับลดกำแพงภาษีเพื่อให้รัฐสามารถเก็บภาษีได้เต็มจำนวน มิเช่นนั้นผู้ประกอบการจะหาทางหลีกเลี่ยง

สำหรับรถยนต์ลัมโบกินี 8 คันจาก 11 คันที่พบว่าสำแดงผิดรุ่นจากอาเวนทาดอร์เป็นเกลลาโดร์ เป็นการสั่งซื้อจาก บมจ.ออโตโมบิล ลัมโบร์กินี โฮลดิ้ง เอส.พี.เอ. ประเทศอิตาลี จำหน่ายให้บริษัทตัวแทนรถยนต์ในอังกฤษ นำเข้าไทยโดยบริษัทออสติน ออโต้ คาร์ส.จำกัด นำgข้าผ่านสุวรรณภูมิ 4 คัน ส่วนอีก 4 คันนำเข้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง อยู่ในเขตปลอดอากรของ บ.เจดับเบิ้ลยูดี จำกัด


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend