ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันเสาร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ทรัมป์อาจกลับลำ! ฟื้นการค้า-ลงทุน TTIP ระหว่างสหรัฐกับอียูอีกครั้ง

1.71K 87
ทรัมป์อาจกลับลำ! ฟื้นการค้า-ลงทุน TTIP ระหว่างสหรัฐกับอียูอีกครั้ง

ทรัมป์อาจกลับลำนโยบายเรื่อง TTIP ฟื้นความสัมพันธ์การค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐกับอียูอีกครั้ง คาดเตรียมปัดฝุ่น TTP และ NAFTA เป็นคิวต่อไป ทั้งนี้จากการเปิดเผยของพอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ที่เชื่อว่า TTIP จะเป็นพลังการซื้อขายสินค้าของโลกที่ส่งผลดีต่อสหรัฐ

ขณะที่ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ เดินทางเยือนญี่ปุ่น เป็นตัวแทนทรัมป์ประกาศพร้อมสนับสนุนญี่ปุ่นทุกๆ ด้านทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง เท่ากับเป็นการนำร่องสู่ความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะล้มเลิกคำสั่งประธานาธิบดีที่เซ็นไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 23 มกราคมในการยกเลิกข้อตกลงทางการค้า TTP

ทำให้ในขณะนี้นักลงทุนพากันจับตาดูว่า หากทรัมป์ยอมกลับลำจริงทั้งในเรื่อง TTIP, NAFTA และ TTP ก็จะเป็นการบ่งชี้ว่า ในช่วงเวลา 100 วันแรกของการทำงานตามที่ประกาศไว้ของทรัมป์กำลังจะกลับลำนโยบายในทุกๆ เรื่องที่สัญญาไว้ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งหรือไม่!

ส่วนทางด้านราคาทองคำร่วงลงหนักเมื่อวันพุธที่ 1,278 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากที่มีการเคลื่อนไหววันก่อนหน้าที่ 1,290 ดอลลาร์ เนื่องจากมีการดัมพ์ขายทองถึง 25,000 สัญญา หรือคิดเป็นมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ เข้ามาในตลาดค้าทองของลอนดอน

1.พอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ที่เชื่อว่า TTIP จะเป็นพลังการซื้อขายสินค้าที่สำคัญของโลกซึ่งจะส่งผลดีต่อสหรัฐ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับลำนโยบายเรื่อง TTIP เสียใหม่ เพื่อฟื้นความสัมพันธ์การค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐกับสหภาพยุโรป (อียู) อีกครั้ง

TTIP หรือ Transatlantic Trade and Investment Partnership เป็นความตกลงว่าด้วยยุทธศาสตร์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐกับอียูซึ่งมีการเจรจากันมานานถึง 12 รอบจนถึงล่าสุดปี 2016 ซึ่งเป็นยุคสมัยของประธานาธิบดีบารัก โอบามา แต่ต้องมาหยุดลงโดยทรัมป์ได้เซ็นคำสั่งบริหารยกเลิก TPP หรือ Trans Pacific Partnership ซึ่งเป็นความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2017 ซึ่งส่งผลต่อการยกเลิก TTIP ตามไปด้วย

โดยทรัมป์อ้างว่า ข้อตกลงทางการค้าต่างๆ ล้วนเป็นการทำลายการจ้างงานของคนอเมริกัน จึงต้องการทำให้สนธิสัญญาทางการค้าที่สหรัฐมีกับประเทศต่างๆ นั้นมีความเป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อสนับสนุนให้ดึงการลงทุนกลับเข้าสหรัฐและเกิดการจ้างงานให้กับคนอเมริกันเพิ่มขึ้นในที่สุด

2.แต่หลังจากที่ทรัมป์ได้ดำเนินการกลับลำมาแล้วหลายเรื่อง ไม่ว่าเป็นการนำเอาหลักประกันสุขภาพโอบามาแคร์กลับมาใช้ใหม่ โดยที่ยังไม่สามารถผลักดันแผนประกันสุขภาพคนอเมริกันในแบบฉบับของทรัมป์แคร์ออกมาใช้ได้ รวมถึงการกลับลำในนโยบายที่มีต่อ NATO แม้แต่ในเรื่องการใช้มาตรการตอบโต้จีนที่มีการปั่นค่าเงินหยวนอ่อนค่าเพื่อรักษาการได้เปรียบทางการค้าระหว่างประเทศ และการได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐในปีล่าสุดถึง 3.47 แสนล้านดอลลาร์

คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือ ทรัมป์อาจจะเตรียมปัดฝุ่น TTP เป็นคิวต่อไปที่จะนำกลับมาฟื้นฟูกันใหม่หรือไม่ หลังจาก 12 ประเทศสมาชิกนำโดยสหรัฐประกาศความสำเร็จในการเจรจา TPP ไปเมื่อเดือนตุลาคม 2015 และอาจรวมไปถึง NAFTA ซึ่งเป็นสนธิสัญญาการค้าของอเมริกาเหนืออีกด้วย

ในขณะที่ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ เดินทางเยือนญี่ปุ่น เป็นตัวแทนทรัมป์ประกาศพร้อมสนับสนุนญี่ปุ่นทุกๆ ด้านทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง เท่ากับเป็นการนำร่องสู่ความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะล้มเลิกคำสั่งประธานาธิบดีในการยกเลิกข้อตกลงทางการค้า TTP

3.อย่างไรก็ตาม ควมตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลียังคงร้อนระอุ หลังจากที่ทรัมป์ยอมให้เพนตากอนส่งเรือรบ USS Ronald Regan และ USS Nimitz เข้าประจำการร่วมกับ USS Carl Vinson เพื่อกดดันเกาหลีเหนือไม่ให้ทดสอบยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์นั้น ซึ่งแน่นอนว่าแสนยานุภาพของกองทัพสหรัฐนั้นยิ่งใหญ่ยากที่เกาหลีเหนือจะรับมือได้หากสงครามเกิดขึ้นในภูมิภาคจริง

มีรายงานล่าสุดของ Statista เปรียบเทียบขนาดของกองทัพที่มีกำลังทหารประจำการพร้อมเข้าร่วมรบมากที่สุดของโลกนั้น เกาหลีเหนือมีกองกำลังทหารติดเป็นอันดับ 4 ของโลกโดยมีจำนวนกว่า 1.2 ล้านนาย เป็นรองจากจีนที่มีมากเป็นอันดับหนึ่ง 2.2 ล้านนาย อินเดียเป็นอันดับสอง 1.4 ล้านนาย และสหรัฐเป็นอันดับสาม 1.3 ล้านนาย

ขณะที่รัสเซียมีกองทัพทหารประจำการ 8 แสนนาย ปากีสถาน 7 แสนนาย เกาหลีใต้ 6 แสนนาย อิหร่าน 5 แสนนาย

4.ทางด้านตลาดการเงินโลกยังคงมีความผันผวนหนัก โดยเฉพาะเงินเยนที่แข็งขึ้นแตะ 108.95 เยนต่อดอลลาร์ สวนทางผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่สวิงตัวกลับมาติดลบอีกที่ -0.003% ทั้งที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประกาศการันตีบอนด์ยีลด์อสบุ 10 ปีของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ 0.1% มาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยส่งผลให้บอนด์ยีลด์ไต่ขึ้นไปที่ 0.15% ก่อนที่จะร่วงลงติดลบเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน การที่เงินเยนแข็งค่าขณะนี้ อาจจะส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศในอนาคต ท่ามกลางสัญญาณการค้าของญี่ปุ่นที่เกินดุลลดลงถึง 5 แสนล้านเยนในเดือนมีนาคม เป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2016 เทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ที่มีการเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้น 5 แสนล้านเยน โดยที่การส่งออกเพ่มขึ้น 12% และการนำเข้าเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน

5.ขณะที่ราคาทองคำร่วงลงหนักที่ 1,278 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากที่มีการเคลื่อนไหววันก่อนหน้าที่ 1,290 ดอลลาร์ เนื่องจากมีการดัมพ์ขายทองถึง 25,000 สัญญา หรือคิดเป็นมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ เข้ามาในตลาดค้าทองของลอนดอนเมื่อวันพุธ โดยไม่มีรายงานเปิดเผยที่ชัดเจนเกี่ยวคำสั่งขายทองในทันทีดังกล่าว

ทั้งที่บรรดานักวิเคราะห์ได้แนะนำว่าว่าทองคำมีความรน่าลงทุนในสถานการณ์ความตึงเครียดทั้งในคาบสมุทรเกาหลี และเหตุการณ์ดจมตีอย่างรุนแรงในซีเรียกและอัฟการิสถาน รวมทั้งการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นของหลายประเทศในยุโรป โดยเฉพาะการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบแรกในวันอสทิตย์ที่ 23 เมษายน รวมถึงที่ต้องจับตาการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ราคาทองอาจจะปรัยขึ้นถึง 1,320 ดอลลาร์ภายในระยะ 6 เดือนข้างหน้านี้


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend