ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563

Jamie Dimon เตือน! มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับอเมริกา รายได้ครัวเรือนของชนชั้นกลางตกต่ำลงในรอบ 50 ปี

3.41K 217
Jamie Dimon เตือน! มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับอเมริกา รายได้ครัวเรือนของชนชั้นกลางตกต่ำลงในรอบ 50 ปี

Jamie Dimon ซีอีโอของ JP Morgan ธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ซึ่งปกติมักจะมองเศรษฐกิจสหรัฐในเชิงบวก แต่จากรายงาน 45 หน้าในจดหมายล่าสุดที่มีการแจกจ่ายออกมา เขากลับมองในเชิงลบ พร้อมกับเตือนว่า มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับอเมริกาในวันนี้ โดยชี้ถึงความน่าเป็นห่วงของรายได้ครัวเรือนของคนอเมริกันที่เป็นชนชั้นกลางที่ตกต่ำลงในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา จากที่เคยเพิ่มขึ้น 2.3% ต่อปี มาเหลือแค่เพียง 1% เท่านั้น

ทีมงานทรัมป์เดิหน้าเตรียมมาตรการเสริมความเข้มงวดมากขึ้นต่อชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าสหรัฐต้องเปิดเผยรายละเอียดการใช้โทรศัพท์ที่นำติดตัวเข้ามา รวมทั้งเงื่อนไขทางการเงินส่วนตัวบางอย่าง และการใช้โซเชียลมีเดีย โดยที่ต้องตอบคำถามกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยสืบสวนสอบสวน ซึ่งเป็นมาตรการความเข้มข้นกับสายการบินที่อาจจะใช้ครอบคลุมถึงประเทศพันธมิตรอย่างเช่นฝรั่งเศสและเยอรมัน นอกเหนือจาก 6 ประเทศที่อยู่ในลิสต์ตามที่เป็นคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐที่ออกมาเมื่อเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาช่วงเช้าวันนี้ เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 3 ลูกเข้าใกล้น่านน้ำญี่ปุ่น นับเป็นปฏิกิริยาตอบโต้ทันทีหลังจากที่มีปฏิบัติการซ้อมรบของสามประเทศคือ สหรัฐ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เมื่อวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมา ขณะที่ผู้นำญี่ปุ่นโวยเป็นการกระทำที่ละเมิดมติคณะมนตรีความมั่นคงของยูเอ็น

1.Jamie Dimon ซีอีโอของ JP Morgan ธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ซึ่งปกติมักจะมองเศรษฐกิจสหรัฐในเชิงบวก แต่จากรายงาน 45 หน้าในจดหมายล่าสุดที่มีการแจกจ่ายออกมา เขากลับมองในเชิงลบ พร้อมกับเตือนว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับอเมริกา โดยชี้ว่าในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา อย่างน้อยที่สุดในระยะ 1-2 ทศวรรษในช่วงเวลาดังกล่าว สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือรายได้ครัวเรือนของชาวอเมริกันที่เป็นชนชั้นกลางโดยเฉพาะที่เกิดขึ้นในปี 2015 อยู่ที่ระดับเพิ่มขึ้นเพียง 2.5% ซึ่งต่ำกว่าในปี 1999 เสียอีก

ขณะที่ภาระหนี้กลับเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะหนี้การศึกษาของเด็กนักเรียนที่เพิ่มขึ้นตั้งปรปี 2010 จาก 2 แสนล้านดอลลาร์ เป็น 9 แสนล้านดอลลาร์ รวมถึงเงินประกันสุขภาพของ Obamacare ที่พึ่งพาเงินจากงบประมาณของรัฐ โดยมีส่วนร่วมจากแรงงานคนอเมริกันมีสัดส่วนที่ต่ำมากอย่างน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

เขาชี้ว่า ช่วงปี 1948-2000 รายได้ต่อหัวของคนอเมริกันเพิ่มขึ้น 2.3% ต่อปี แต่มาถึงช่วงปี 2000-2016 รายได้ต่อหัวกลับเพิ่มเพียงแค่ 1% เท่านั้น นอกจากนี้ในช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งสหรัฐมีการขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในอันดับที่ 27 ท่ามกลางการจัดอันดับของ WEF (World Economic Forum) 138 ประเทศ แต่ปัจจุบันในปี 2017 สหรัฐมีเรทติ้งเพียง D+ สำหรับการลงทุนเท่านั้น โดยที่มีการสร้างสนามบินทันสมัยเพียง 1 แห่งเกิดขึ้นในรอบ 20 ปี ตรงข้ามกับจีนที่มีการลงทุนสร้างสนามบินแห่งใหม่ๆ ภายในประเทศมากถึง 75 แห่งเพียงแค่ช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้

ตรงข้ามกับภาคธุรกิจของคนอเมริกันที่ไปลงทุน R&D ในต่างประเทศใช้เม็ดเงินลงทุนสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นการตอกย้ำถึงความผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้นในอเมริกา

2.สืบเนื่องมาจากคำสั่งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อวันที่ 27 มกราคมเพื่อสกัดกั้นการก่อการร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นในสหรัฐ ทีมงานทรัมป์รุกหนักเตรียมมาตรการตรวจสอบเข้มงวดมากขึ้นต่อชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าสหรัฐต้องเปิดเผยรายละเอียดการใช้โทรศัพท์ที่นำติดตัวเข้ามา รวมทั้งเงื่อนไขทางการเงินส่วนตัวบางอย่าง และการใช้โซเชียลมีเดีย โดยที่ต้องตอบคำถามกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยสืบสวนสอบสวน ซึ่งเป็นมาตรการเสริมความเข้มข้นกับสายการบินต่างๆ ที่อาจจะใช้ครอบคลุมถึงพันธมิตรของสหรัฐอย่างเช่นฝรั่งเศสและเยอรมัน นอกเหนือจาก 6 ประเทศมุสลิมที่อยู่ในลิสต์ตามที่เป็นคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐที่ออกมาเมื่อเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

จากในระยะแรก โดยที่มี 7 ประเทศมุสลิมตามประกาศครั้งแรกคือ อิรัก ซีเรีย ลิเบีย อิหร่าน โซมาเลีย ซูดาน และเยเมน ห้ามเข้าสหรัฐในช่วงเวลา 90 วัน ต่อมาได้ถอนอิรักออกเหลือเพียง 6 ประเทศ หลังจากนั้นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งเพิ่มมาตรการห้ามนำเข้าเครื่องอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสารที่มีขนาดใหญ่กว่าโทรศัพท์มือขึ้นเครื่องบิน จนกระทั่งล่าสุด ทีมงานทรัมป์ตัดสินใจเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการถึงการรายงานฐานะทางการเงินส่วนตัวและการตอบคำถามเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์และการใช้โซเชียลมีเดียในการสื่อสาร เพื่อการตรวจสอบย่างเข้มข้น

3.เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 3 ลูกเข้าใกล้น่านน้ำญี่ปุ่นในเช้าวันพุธ นับเป็นปฏิกิริยาตอบโต้ทันทีหลังจากที่มีปฏิบัติการซ้อมรบของสามประเทศคือ สหรัฐ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เมื่อวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมา ขณะที่ผู้นำญี่ปุ่นโวยเป็นการกระทำที่ละเมิดมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ขณะที่นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น เปิดแถลงในทันทีเช่นกันถึงกรณีที่เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธไม่ทราบชนิดตกลงในน่านน้ำเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่นถึง 3 ลูกในช่วงเช้าวันนี้ นับว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอย่างชัดเจน และเป็นอันตรายร้ายแรงอย่างยิ่ง แม้ในครั้งนี้จะยังไม่มีรายงานความเสียหายต่อเรือหรือเครื่องบินภายในน่านน้ำดังกล่าว

ทางด้านกองทัพเกาหลีใต้ก็ออกมาระบุว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธ 4 ลูกจากเขตทงชาง-รีทางตอนเหนือติดพรมแดนจีน ช่วงเช้าวันพุธที่ 6 มี.ค.เช่นกัน โดยที่ขีปนาวุธได้ทะยานขึ้นฟ้าเป็นระยะทางราว 1,000 กิโลเมตร ก่อนจะตกลงในทะเลญี่ปุ่น

โดยที่สำนักข่าวยอนฮับรายงานว่า มีการติดตั้งหลังคาคลุมและฉากบังตาจำนวนมากในพื้นที่เขตทงชาง-รี ของเกาหลีเหนือ เพื่อปิดบังอำพรางอาวุธยุทโธปกรณ์ในเขตดังกล่าวจากการตรวจสอบด้วยดาวเทียม โดยเขตดังกล่าวเป็นที่ตั้งของสถานียิงปล่อยดาวเทียมโซแฮซึ่งเจ้าหน้าที่ของทางการญี่ปุ่นและเกาหลีใต้กังวลมาตลอดว่าอาจถูกใช้เป็นฐานยิงขีปนาวุธ

ทั้งนี้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือขู่ว่าจะยิงขีปนาวุธเพื่อตอบโต้ปฏิบัติการซ้อมรบร่วมประจำปีระหว่างสหรัฐและเกาหลีใต้ที่กำลังดำเนินอยู่ เนื่องจากการซ้อมรบนี้มีขึ้นเพื่อเตรียมการรุกรานเกาหลีเหนือ หลังจากเมื่อเดือนมีนาคมเกาหลีเหนืออ้างว่าประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธชนิดใหม่ ซึ่งถือเป็นการยิงขีปนาวุธเพื่อท้าทายครั้งแรกนับแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่ง

นอกจากนี้ ก่อนการซ้อมรบระหว่าง 3 ชาติที่มีขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ทรัมป์ได้ข่มขู่เกาหลีเหนือด้วยการกดดันให้จีนซึ่งสหรัฐถือว่าเป็นผู้สนับสนุนหลักและให้การช่วยเหลือต่อเกาหลีเหนือมาตลอด เข้าจัดการกับปัญหาเกาหลีเหนือ มิเช่นนั้นสหรัฐจะเข้าจัดการเอง ก่อนที่การเจรจาระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะมีขึ้นในวันที่ 6-7 เมษายนนี้ที่ฟลอริด้า

4.ขณะที่ตลาดยังไม่วางใจทรัมป์ที่ให้สัมภาษณ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ว่า มาตรการตั้งกำแพงภาษีกับจีนจะไม่เกิดขึ้นในการเจรจาครั้งแรกช้วงปลายสัปดาห์นี้ก็ตาม เพราะท่าทีของทรัมป์ยังคงมีความเข้มข้นต่อการกดดันทางการจีนในข้อกล่าวหาปั่นค่าเงินหยวนที่ทำให้จีนได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐในปี 2016 สูงถึง 3.47 แสนล้านดอลลาร์

นอกจากนี้แล้ว ยังมีอีก 15 ประเทศที่เป็นบัญชีหางว่าตามมา ทั้งญี่ปุ่นที่มีการเกินดุลกับสหรัฐมูลค่า 6.9 หมื่นล้านดอลลาร์ เยอรมันที่มีการเกินดุล 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เม็กซิโกมีมูลค่าเกินดุล 6.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ไอร์แลนด์มีการเกินดุล 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์ และเวียดนามมีการเกินดุล 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนประเทศที่เหลือเช่น อิตาลี เกาหลีใต้ มาเลเซีย อินเดีย ไทย ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน อินโดนีเซีย

ประกอบกับยังมีรายชื่ออีก 40 ประเทศที่อยู่ในข่ายที่อาจมีการตอบโต้การทุ่มตลาด 2.8 พันล้านดอลลาร์ที่มำให้รัฐบาลสหรัฐยังไม่สามารถเก็บภาษีได้ ซึ่งการศึกษาเรื่องการลดค่าเงินหรือการอุดหนุนด้วยมาตรการภาษีเพื่อส่งออกหากปรากฎออกมาชัดเขนภายใน 90 วัน โดยข้อมูลทั้งหมดก์เพื่อที่จะเพิ่มอำนาจและทำให้สหรัฐสามารถตอบโต้ทางการค้าได้เป็นเหตุผลของตัวเองได้

5.Morgan Stanley วาณิชธนกิขชื่อดังของสหรัฐ และ UBS เตือนสัญญาณฟองสบู่แตกในธุรกิจรถยนต์สหรัฐ อาจจะซ้ำรอยซับไพรม์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เมื่อช่วงปี 2007-2008 จนลุกลามเป็นความเสียหายที่นำไปสู่วิกฤติการเงินสหรัฐรอบล่าสุดที่เพิ่งจะผ่านพ้นไป โดยมีการคาดการณ์ว่า ราคาของธุรกิจรถยนค์มือสองอาจจะตกต่ำลงถึง 50% ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า

ขณะที่ UBS ของสวิตเซอร์แลนด์คาดว่าสินเชื่อรถยนต์ในสหรัฐที่พุ่งขึ้น 38% ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยที่มีคนอเมริกันใช้เงินสดเพียง 25-30% ก็สามารถเข้าระบบการเช่มซื้อนี้ได้ อาจจะเกิดปัญหาฟองสบู่เหมือนเมื่อครั้งวิกฤติซับไพรม์

จากรายงานก่อนหน้านี้ ตลาดรถยนต์ใหม่ในสหรัฐขณะนี้มียอดการผลิตและจำหน่ายพุ่งขึ้นถึงปีละ 17.6 ล้านคันในปีนี้ อาจจะสร้างปัญหาหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งหลายฝ่ายกำลังจับตาว่าจะทำให้เม็ดเงิน QE ที่ถูกผลักดันเข้าสู่ระบบสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จะสะสมตัวเป็นฟองสบู่ลูกใหม่อาจใกล้วันแตกเหมือน Too Big To Fail อย่างช่วงที่ผ่านมาอีกครั้ง


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend