ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2564

ชีวิตนี้ต้องไปให้ได้สักครั้ง.... "ดอยหลวงเชียงดาว"

8.63K 409
ชีวิตนี้ต้องไปให้ได้สักครั้ง.... ดอยหลวงเชียงดาว

"ดอยหลวงเชียงดาว" จุดหมายปลายทางที่นักเดินทางต้องไปพิชิตให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ดอยหลวงเชียงดาวน่าจะเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวหลายคนปักหมุดไว้ที่จะต้องไปให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต

เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม ก็เก็บกระเป๋าลุยกันเลยดีกว่า ดอยหลวงเชียงดาวนั้นมีความสูง 2,225 เมตรจากระดับน้ำทะเล สูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ การเดินทางขึ้นถึงยอดดอยนั้นต้องใช้วิธีการเดินเท้าอย่างเดียวเท่านั้น สำหรับการเส้นทางการเดินนั้นมี 2 เส้นทางคือ เด่นหญ้าขัด-อ่างสลุง ระยะทาง 8.5 ก.ม. กับ ปางวัว-อ่างสลุง ระยะทาง 6 ก.ม. แต่เส้นทางที่ผมเลือกเดินนั้นเป็นเส้นทางแรกเนื่องจากเดินสบายกว่า ความชันของทางไม่มากเท่าเส้นทางปางวัว แม้จะมีระยะทางไกลกว่า ช่วงแรกของเส้นทางจะเป็นป่าสน ช่วงนี้จะเดินสบายๆ อากาศเย็นไม่ร้อนเพราะร่มเงาของต้นไม้ช่วยบังแดดไว้ หากใครมาช่วงเดือนพฤศจิกายน เส้นทางนี้จะมีพันธุ์ไม้ต่างๆให้ชมตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะต้นเทียนนกแก้ว ซึ่งเป็นพรรณไม้เฉพาะถิ่นของไทย หาดูได้ยาก พบได้เพียงที่เดียวคือที่ดอยหลวงเชียงดาว

เมื่อเดินมาได้ประมาณ 5 ก.ม. จะเป็นสามแยกจุดนี้เรียกว่าสามแยกปางวัวซึ่งเป็นจุดที่เส้นทางเดินขึ้นจากทางปางวัวมาบรรจบกับเส้นทางเด่นหญ้าขัด เหลือเป็นเส้นทางเดียวมุ่งหน้าสู่อ่างสลุง หลังจากเดินมาได้ครึ่งทางเราจึงตัดสินใจใช้จุดนี้พักกินข้าวเหนียวไก่ทอดที่พกมาเป็นอาหารกลางวัน เมื่ออิ่มแล้วก็ออกเดินทางต่อ ช่วงครึ่งทางหลังจะเป็นช่วงที่ทางค่อนข้างชันขึ้น และอากาศค่อนข้างร้อนเนื่องจากการเดินกินเวลามาถึงช่วงบ่ายทำให้เริ่มออกอาการเหนื่อย ต้องหยุดพักสลับเดินอยู่บ่อยครั้ง แต่วิวสองข้างทางที่เป็นยอดเขาตัดกับฟ้าสีเข้มทำให้เราลืมความเหนื่อยล้าไปบ้าง

จนกระทั่งทันทีที่เราเจอป้ายลูกศรที่มีข้อความว่า "จุดกางเต็นท์อ่างสลุง" เหมือนกับเจอแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ จุดหมายปลายทางที่เราเดินมา 4 ชั่วโมงกว่าๆ อยู่ข้างหน้านี้แล้ว เมื่อถึงจุดกางเต๊นท์ก็จัดแจงกางเต็นท์เก็บสัมภาระ นั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนเตรียมเดินขึ้นสู่ยอดดอยหลวงเชียงดาวเพื่อชมพระอาทิตย์ตก

จากจุดกางเต็นท์ดินขึ้นสู่ยอดดอยหลวงเชียงดาวระยะทางประมาณ 500 เมตร หลังจากพักหายเหนื่อยกันแล้วก็เตรียมตัวเดินขึ้นยอดดอย จะเห็นนักท่องเที่ยวต่างคนต่างก็สะพายกล้องเดินแถวตอนเรียงเดี่ยวมุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดดอย เนื่องจากทางขึ้นสู่ยอดดอยชันและแคบมากๆข้างทางเป็นหน้าผา การเดินจึงเดินได้ทีละคนและต้องค่อยๆเดินอย่างระมัดระวัง เราใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็ขึ้นมาถึงยอดดอย

เมื่อเห็นวิวที่อยู่ข้างหน้าก็เหมือนถูกสะกดด้วยมนต์ ทิวทัศน์ที่อยู่เบื้องหน้ามันช่างงดงามเหลือเกิน ข้างบนยอดเราสามารถมองวิวได้ 360 องศา โดยเฉพาะทางทิศตะวันตก เราจะเห็นยอดดอยสามพี่น้องทางด้านซ้าย และยอดดอยพีระมิด ตั้งโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร นอกจากวิวทิวทัศน์ที่สวยงามแล้ว หากใครโชคดีก็จะเห็นกวางผาหรือม้าเทวดา สัตว์ป่าสงวน 1 ใน 15 ชนิดของไทย ที่ใกล้สูญพันธุ์ ออกมาเดินเล่นอาบแดดให้นักท่องเที่ยวเห็น

ป้ายบอกความสูงบนยอดดอยถูกนักท่องเที่ยวสลับกันเข้าไปถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกและความภูมิใจเพื่อเอาไว้บอกใครต่อใครว่าครั้งหนึ่งเราเคยเป็นผู้พิชิตยอดเขาที่มีความสูงเป็นอันดับสามของประเทศ ชมวิวกันเพลินๆพอตะวันเริ่มเคลื่อนลงต่ำแสงอาทิตย์เริ่มทอสีแดง ช่วงนี้เป็นช่วงวินาทีทองที่เหล่านักท่องเที่ยวจะเก็บภาพความประทับใจ ภาพดวงอาทิตย์กำลังตกอยู่ระหว่างกลางโดยมียอดดอยสามพี่น้องและยอดดอยพีระมิดขนาบซ้ายขวาช่างเป็นภาพที่โรแมนติกเหลือเกิน ไม่แปลกใจที่ใครต่อใครต่างยกให้ที่นี่เป็นที่ชมวิวพระอาทิตย์ตกที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ หลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยลงจากยอดดอยก่อนความมืดจะคืบคลานมา เนื่องจากทางที่ค่อนข้างแคบและชันประกอบกับฟ้าที่เริ่มมืด ขาลงจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษมากกว่าขาขึ้น ไฟฉายที่มีความสว่างจึงเป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่ควรต้องพกติดตัว เมื่อลงมาถึงแคมป์ก็ทานข้าวเย็นก่อนแยกย้ายกันไปพักผ่อน

เสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ดังขึ้นตอนราวสามนาฬิกา ผมตื่นขึ้นมาท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ เนื่องจากช่วงนี้เป็นคืนเดือนมืดกลางคืนจึงมองเห็นดาวได้ชัด ผมและผู้ร่วมเดินทางจึงตกลงกันว่าเช้านี้เราจะตื่นกันเร็วขึ้นเพื่อเดินขึ้นยอดกิ่วลมใต้ไปถ่ายภาพทางช้างเผือก

หลังจากรวมพลกันเสร็จก็ออกเดินขึ้นสู่ยอดระยะทางประมาณเกือบ 1 ก.ม. เราใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ก็ขึ้นมาถึงยอด "ฮู้ววว สวยมาก" ใครบางคนเอ่ยขึ้นมาทันทีที่เห็นภาพท้องฟ้าที่อยู่เบื้องหน้า ดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า ใจกลางทางช้างเผือกที่พาดผ่านท้องฟ้ามองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นใจกลางทางช้างเผือกแบบเต็มๆตา ก่อนหน้านี้เคยเห็นแค่ปลายๆหาง ผมไม่รอช้ารีบหาทำเลเหมาะๆก่อนจะกางขาตั้งกล้องหลังจากปรับค่ากล้องต่างๆ เรียบร้อยก็กดชัตเตอร์บันทึกภาพ

เวลาผ่านไปราวชั่วโมงกว่า แสงท้องฟ้าเริ่มสว่าง ทางช้างเผือกเริ่มเลือนหายไปจากท้องฟ้า ดวงอาทิตย์กำลังจะโผล่ขึ้นจากขอบฟ้า กลุ่มนักท่องเที่ยวเริ่มทยอยกันขึ้นมาสู่ยอดดอยกิ่วลมใต้เพื่อชมวิวพระอาทิตย์ขึ้น บรรยากาศข้างบนเริ่มคึกคัก เช้านี้เราได้ไมโลร้อนๆที่พี่ลูกหาบแบกกาน้ำร้อนพร้อมด้วยเตาแก๊สขนาดพกพาขึ้นมาต้มน้ำให้เราจิบเพื่อคลายหนาว นักท่องเที่ยวต่างบันทึกภาพพระอาทิตย์และแสงยามเช้าเก็บไว้เป็นความทรงจำ กระทั่งนาฬิกาบอกเวลาเจ็ดโมงกว่า ถึงเวลาที่ต้องลงจากยอดเพื่อทานอาหารเช้าก่อนจะเก็บสัมภาระเตรียมเดินทางลงจากดอย ขาลงจากดอยเราใช้เส้นทางปางวัวในการเดินลงเพราะว่านัดแนะรถให้มารับที่จุดดังกล่าว ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงปากทางข้างล่าง หลังจากร่ำลาพี่ลูกหาบและไกด์นำทางก็ได้เวลาบอกลาดอยหลวงเชียงดาวอย่างเป็นทางการกลับไปเจอชีวิตจริงที่แสนวุ่นวายในเมืองกรุง

"ที่นี่โหดมั้ย เดินยากมั้ย" เป็นคำถามที่คนรู้จักมักจะถาม เมื่อเห็นภาพที่ผมถ่ายลงในโซเชียล สำหรับผมความยากง่าย ของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน เราจะรู้ว่ายากหรือง่ายก็ต่อเมื่อเราออกเดินทางไปค้นหาคำตอบด้วยตัวเราเอง...


เรื่องโดย ศุภชัย เพชรเทวี | ภาพโดย ศุภชัย เพชรเทวี/NationPhoto
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend