ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันเสาร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"ดีเอสไอ" แถลงผลสอบรถจดประกอบเลี่ยงภาษีสมเด็จช่วง - หลวงพี่น้ำฝน

57.63K 7.80K
ดีเอสไอ แถลงผลสอบรถจดประกอบเลี่ยงภาษีสมเด็จช่วง  - หลวงพี่น้ำฝน

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) - 22 ก.ค.59 -- "ดีเอสไอ" แถลงผลสอบรถจดประกอบเลี่ยงภาษี "จากัวร์" หลวงพี่น้ำฝนซื้อทั้งคันแล้วแยกชิ้นส่วนมาประกอบใหม่ ถือว่า จงใจเลี่ยงภาษีมาตั้งแต่ต้น มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ส่วนเบนซ์สมเด็จฯช่วงผิดทุกขั้นตอน รถราคา 4 ล้าน แจ้งแค่ล้านเดียว ผิดฐานชำระภาษีไม่ครบ แจ้งข้อความเท็จกับเจ้าพนักงาน ผู้ครอบครองต้องชำระภาษีให้ครบ พ่วงโทษอาญาจำคุกไม่เกิน 3 ปี

เมื่อเวลา. 11.00. น. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วยพ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ และพ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค ร่วมแถลงความคืบหน้าการตรวจสอบรถยนต์จดประกอบเลี่ยงภาษีในความครอบครองขอพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม โดยระบุว่ารถคันดังกล่าวผิดกฎหมายตั้งแต่ต้น เป็นการตั้งใจหลีกเลี่ยงภาษีอากรโดยเจตนา โดยสำแดงนำเข้าโครงรถยนต์เป็นแพนเธอร์ หมายเลขตัวรถ 731 สำแดงเครื่องยนต์เป็นจากัวร์ หมายเลขเครื่อง 8L 66240-L แต่แท้จริงรถดังกล่าวเป็นยี่ห้อแพนเธอร์ไม่ใช่จากัวร์

ทั้งนี้ ในการจดทะเบียนใช้รถยนต์ที่ประเทศสหรัฐฯ ซึ่งดีเอสไอเดินทางไปสอบปากคำพยานผู้ครอบครองรถในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่ารถคันดังกล่าวมีการขายต่อมาแล้ว 2-3 ทอด ก่อนที่หลวงพี่น้ำฝนจะซื้อต่อจากนายสมเชษฐ เขมทัต เจ้าของร้านอาหารไทยในสหรัฐฯในราคาประมาณ 30,000 เหรียญสหรัฐฯ แต่สำแดงนำเข้าโครงในราคา 140,000 บาท โดยหลวงพี่น้ำฝนมีการว่าจ้างให้นายไพเราะ พลคณา เจ้าของบริษัท พี-บอย ออโต้ แยกชิ้นส่วนรถยนต์และจัดเป็นสินค้าส่งออก ขนส่งทางเรือจากสหรัฐฯมาไทย ซึ่งรถคันดังกล่าวมีชื่อหลวงพี่น้ำฝนเป็นผู้นำเข้าโครงรถยนต์ตั้งแต่ต้น และได้ปลอมลายมือชื่อของนายชรินทร์ ปถคามินทร์ ซึ่งขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดนครปฐมให้เป็นผู้นำเข้าเครื่องยนต์ หลังจากนี้ต้องตรวจสอบลายเซ็นทางนิติวิทยาศาสตร์

พ.ต.ท.กรวัชร์ กล่าวว่า เมื่อรถยนต์ส่งถึงประเทศไทยมีการนำไปประกอบเป็นรถยนต์กับโรงประกอบของนายธีรวุฒิ แดงท่าไม้ ใช้เวลาประกอบรถ 20 วัน แล้วนำไปชำระภาษีสรรพสามิตจดทะเบียนเป็นรถยนต์ในชื่อของหลวงพี่น้ำฝน จากหลักฐานเชื่อว่ารถคันดังกล่าวมีการแยกชิ้นส่วนมาจดประกอบจริงแต่หลวงพี่น้ำฝนมีเจตนาแต่ต้นที่จะนำเข้ารถยนต์มาทั้งคัน แต่ไทยไม่อนุญาตให้นำรถยนต์ใช้แล้วเข้ามาในราชอาณาจักรจึงเลี่ยงวิธีการนำเข้าด้วยการแยกชิ้นส่วน

ในทางคดีเห็นว่าผู้นำเข้าเครื่องยนต์และตัวถังมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องถือเป็นบุคคลเดียวกัน ถือเป็นผู้มีความผิดฐานหลีกเลี่ยงอากรตามพ.ร.บ.ศุลกากร มาตรา 27 ประกอบพ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร ขณะนี้กรมศุลกากรและกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการเปรียบเทียบอากรและค่าปรับ เมื่อเสร็จสิ้นดีเอสไอจะเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าแจ้งข้อหา โดยผู้นำเข้าสินค้าเลี่ยงภาษีนอกจากจะต้องชำระภาษีให้ครบสมบูรณ์แล้วจะมีโทษอาญาจำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 4 เท่าของอากร ผู้ครอบครองมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี

พ.ต.ท.กรวัชร์ กล่าวถึงผลการตรวจสอบรถเบนซ์คลาสสิค ทะเบียนขม 99 ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง หรือ ช่วง สุดประเสริฐ ในส่วนของเอกสารพบผิดตั้งแต่ขั้นตอนการนำเข้า การชำระภาษีสรรพสามิต และการจดทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบก มีการนำเข้าเครื่องยนต์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปลอมเอกสารนำเข้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐหลงผิด ในของที่นำเข้า ซึ่งมีการจับกุมผู้กระทำความผิดแล้ว 1 รายอยู่ระหว่างเรียกตัวเข้าแจ้งข้อกล่าวหาอีก 2 ราย จากข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบพบมีการปลอมลายมือชื่อของนางกาญจนา มากเหมือน เจ้าของโรงประกอบรถยนต์เพื่อสำแดงราคารถยนต์ขอชำระภาษีสรรพสามิตในราคา 570,000 บาท แต่ในความจริงมีการซื้อขายรถยนต์ในราคา 4 ล้านบาท ในส่วนนี้จึงเป็นการชำระภาษีไม่ถูกต้องและไม่ครบถ้วน

นอกจากนี้ในขั้นตอนการนำรถไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกมีการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จกับเจ้าพนักงานว่ามีการซื้อรถมาในราคา 1,000,000 บาท แต่ความจริงซื้อมาในราคา 4,000,000 บาท ซึ่งเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จกับเจ้าพนักงาน สำหรับผู้ครอบครองรถที่ประกอบขึ้นโดยชำระภาษีไม่ครบ พบว่าผู้ครอบครองได้ร่วมกันครอบครองรถอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การประกอบเสร็จสิ้นจนถึงปัจจุบัน โดยผู้ครอบครองย่อมรู้ว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นรถที่ได้มาโดยมิชอบตามกฎหมาย มีความผิดฐานร่วมกันมีไว้ ครอบครอง ซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน ระวางโทษสูงสุดจำคุก 3 ปี และต้องเสียภาษีพร้อมค่าปรับให้ครบถ้วน หลังได้รับการประเมินภาษีดีเอสไอจึงจะพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับรถเบนซ์ทะเบียน ขม 99 ที่มีชื่อของสมเด็จช่วง เป็นผู้ครอบครองมือแรกและมือเดียว ในชั้นสืบสวนเชื่อว่า เดิมรถมีตัวถังสีแดงเลือดหมูหมายเลขตัวรถ 186.011.5500202 ผู้นำเข้าได้นำมาพร้อมอุปกรณ์ส่วนควบต่าง ๆ เพื่อมาใช้ประกอบกับซากรถยนต์ตัวรถ หมายเลข 186.014.00420/53 ซึ่งมีอยู่แล้วในประเทศไทยให้สมบูรณ์ ทำให้การตรวจค้นของประเทศต้นทางไม่พบที่มาของรถคันดังกล่าว เพราะเป็นการนำโครงรถและอุปกรณ์ส่วนควบมาสวมทับกับซากรถยนต์เก่าที่มีอยู่ในประเทศ

ขณะที่พ.ต.ต.สุริยา กล่าวถึงการตรวจสอบรถยนต์จดประกอบอีกกว่า 7,123 คันว่า มีการจำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กรณีเป็นกลุ่มบุคคล คณะบุคคลและรายบุคคล ซึ่งขณะนี้กรมการขนส่งทางบก กรมสรรพสามิต และกรมสรรพากร เป็นผู้พิจารณา 2.กลุ่มบุคคลที่นำเข้าในลักษณะเป็นรถจดประกอบมีประมาณ 100 คัน ดีเอสไอพบมี 10 กลุ่มใหม่ ซึ่งจะเรียกบุคคลที่มีรายชื่อเข้าสอบปากคำ และ 3.กรณีการครอบครองรายบุคคล รถมีราคาไม่สูง ดีเอสไอจะพิจารณาเพราะอาจไม่เข้าข่ายคดีพิเศษ อาจมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย ธัชดล ปัญญาพานิชกุล,NationPhoto
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend