ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ซ้ำรอย ปี 41 ? จับ"ธัมมชโย"คดีฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น

9.92K 1.31K
ซ้ำรอย ปี 41 ? จับธัมมชโยคดีฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น

วันนี้ (26 พ.ค.) เป็นวันครบกำหนด ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ( ดีเอสไอ)ได้ขีดเส้นให้ "พระเทพญาณมหามุนีหรือพระธัมมชโย "เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มามอบตัวเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับของศาลอาญา ในข้อหา สมคบฟอกเงิน ,ร่วมกันฟอกเงิน และ รับของโจร กรณีรับเช็คจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

แต่ในกรณีที่ พระธัมมชโย ไม่ยอมมามอบตัวแต่โดยดี ทางดีเอสไอ ได้มีการวางแผนไว้ว่า จะนำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวพระธัมมชโยตามหมายจับศาลอาญาและดีเอสไอจะไม่อนุญาตให้ประกันตัวในชั้นสอบสวน เพราะมีพฤติการหลบเลี่ยงไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และหลังการจับกุมตัวและแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว พนักงานสอบสวนจะนำตัวพระธัมมชโย ไปฝากขังที่ศาลอาญาเพื่อให้ศาลใช้ดุลยพินิจว่าจะให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่ โดยพระธัมมชโยต้องไปยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อศาล ซึ่งในกรณีที่ไม่ได้ประกันตัว ก็ต้องขาดจากความเป็นพระทันที

เหตุการณ์ในครั้งนี้ ช่างคล้ายกับในปี 2541 ...วงล้อประวัติศาสตร์ กำลังจะหมุนซ้ำรอยอีกครั้งหรือไม่

ย้อนกลับไปเมื่อ 18 ปีที่แล้ว ปี 2541 พระอดิศักดิ์ วิริสโก อดีตพระลูกวัดพระธรรมกาย ได้ออกมากล่าวหา พระธัมมชโยว่า ยักยอกเงินและที่ดินที่บรรดาญาติโยมบริจาคให้วัด และมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ใกล้ชิดสีกาและอวดอุตริมนุสธรรม ซึ่งต่อมากรมที่ดินได้สำรวจพบ พระธัมมชโย มีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินและบริษัทที่เกี่ยวกับวัดพระธรรมกายกว่า 400 แปลง เนื้อที่กว่า 2 พันไร่ ใน จังหวัดพิจิตร และ จังหวัดเชียงใหม่

หลังจากนั้น นายวรัญชัย โชคชนะ แกนนำกลุ่มพุทธศาสนิกชนชาวไทย ได้เข้าแจ้งความต่อกองปราบปราม กล่าวหาว่าพระธัมมชโย ทำผิดกฎหมายอาญา ฐานหลอกลวงผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินและฉ้อโกงทรัพย์ที่มีผู้บริจาคให้วัดไปเป็นของตัวเองและพวก

ด้านพระพรหมโมลี เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ในฐานะเจ้าคณะภาค 1 ได้รับมอบหมายจากมหาเถรสมาคม (มส.) ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องทั้งหมด ขณะที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ได้มีพระลิขิตให้ธัมมชโยคืนที่ดินและทรัพย์สินขณะเป็นพระให้วัดพระธรรมกาย

ต่อมา มส. มีมติให้วัดพระธรรมกายปฏิบัติตามคำวินิจฉัย 4 ข้อของเจ้าคณะภาค 1 ที่สรุปไว้หลังตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้แก่ ให้ปรับปรุงแนวทางคำสอนของวัดพระธรรมกายว่า นิพพานเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา และยุติการเรี่ยไรเงินนอกวัด เป็นต้น ส่วนคดีทางโลกนั้นให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเป็นฝ่ายดำเนินการต่อไป

หลังจากผู้เกี่ยวข้องพยายามให้ธัมมชโยคืนที่ดินและเงินบริจาคแก่วัดพระธรรมกายแต่ไม่สำเร็จ กรมการศาสนาจึงได้เข้าแจ้งความต่อกองปราบปราม กล่าวโทษพระธัมมชโยในคดีอาญา มาตรา 147 และ 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ต่อมากองปราบปราม ได้นำกำลังคอมมานโดไปล้อมจับพระธัมมชโยที่วัดธรรมกาย แต่ก็มีบรรดาลูกศิษย์ รวมตัวกันเป็น โล่มนุษย์ออกมาป้องกันจนกองปราบปรามต้องถอยกลับ สุดท้าย รมว.ศึกษาธิการในขณะนั้น ต้องขอหารือกับสมเด็จฯวัดชนะสงครามซึ่งเป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลางและเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งกำกับดูแลวัดพระธรรมกาย จนกระทั่งสมเด็จฯวัดชนะสงคราม ต้องมีบัญชาเด็ดขาดว่า ถ้าพระธัมมชโยไม่มามอบตัวต้องสึก ทำให้ พระธัมมชโย ยอมมามอบตัว แต่ก็มีเงื่อนไขกับทางพนักงานสอบสวนว่า มอบตัวแล้วต้องให้ประกันทันทีภายในวัดชนะสงคราม ซึ่งพนักงานสอบสวน ก็ต้องยอมตาม

3 ตุลาคม 2542 อัยการสั่งฟ้องพระธัมมชโยกับพวก 2 ข้อหา คือ เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ แต่พระธัมมชโยอ้างว่าไม่สบาย ไม่มามอบตัว อัยการจึงส่งแพทย์โรงพยาบาลตำรวจไปตรวจถึงที่วัด ปรากฏว่า อาการปกติ

13 พฤศจิกายน 2542 พระธัมมชโยเข้ามอบตัวต่ออัยการและได้ประกันตัวไป

ต่อมา อัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลในปีเดียวกัน แต่ขณะที่คดีดำเนินไปตั้งแต่ปี 2542 จนถึงเดือน ส.ค.ปี 2549 เกือบ 7 ปีเต็ม ซึ่งมีการสืบพยานไปแล้วกว่า 100 นัด เหลือเพียงการสืบพยานจำเลยอีก 2 นัด ก็จะเสร็จสิ้นการสืบพยานในชั้นศาล ปรากฏว่าได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อจู่ๆ พนักงานอัยการ ได้ขอถอนฟ้องจำเลย คือ พระธัมมชโย และนายถาวร พรหมถาวร ลูกศิษย์คนสนิท ที่ร่วมกันยักยอกทรัพย์และเงินบริจาคของวัดพระธรรมกายจำนวน 6.8 ล้านบาท ไปซื้อที่ดินเขาพนมพา ต.หนองพระ อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร โดยโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อนายถาวร และนำเงินอีกเกือบ 30 ล้านไปซื้อที่ดินกว่า 900 ไร่ ใน ต.หนองพระ (จ.พิจิตร) และที่ ต.ท่าข้าม อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ โดยโอนกรรมสิทธิ์ให้นายถาวรเช่นกัน โดยอัยการได้ขอถอนฟ้องเมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2549 ก่อนหน้าจะถึงวันที่ศาลนัดสืบพยานจำเลย 2 นัดสุดท้าย แค่ 2 วัน ซึ่งศาลอาญาได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2549 อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้

ทั้งนี้อัยการสูงสุด ได้ให้เหตุผลในการขอถอนฟ้องว่า " บัดนี้ปราฏข้อเท็จจริงว่า พระธัมมชโยกับพวก ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาตรงตามพระไตรปิฎกและนโยบายของสงฆ์แล้ว ด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เป็นที่ยอมรับทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังได้ให้ความร่วมมือช่วยเหลือกิจการของศาสนาทั้งของคณะสงฆ์ ภาครัฐ และเอกชนจำนวนมาก ส่วนเรื่องทรัพย์สิน พระธัมมชโยกับพวกก็ได้มอบทรัพย์สินทั้งหมด ทั้งที่ดินและเงินกว่า 959 ล้านบาทคืนแก่วัดพระธรรมกายแล้ว

ดังนั้นการกระทำของพระธัมมชโยกับพวก จึงเป็นการปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯ ครบถ้วนทุกประการแล้ว ประกอบกับขณะนี้บ้านเมือง ต้องร่วมกันสร้างความสามัคคีของคนในชาติทุกหมู่เหล่า จึงเห็นว่า หากดำเนินคดีพระธัมมชโยกับพวกต่อไป อาจก่อให้เกิดความแตกแยกในศาสนจักร โดยเฉพาะพระภิกษุ สามเณร และประชาชนทั้งในและต่างประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ นอกจากนี้การดำเนินคดีต่อไปยังไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ อัยการสูงสุดจึงมีคำสั่งให้ถอนฟ้องพระธัมมชโยกับพวก

ผลจากการที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ถอนฟ้องพระธัมมชโยกับพวกในคดีดังกล่าว และศาลอาญาอนุญาตให้ถอนฟ้องได้ ยังส่งผลให้อีก 3 คดีที่เหลือที่พระธัมมชโยกับพวกถูกฟ้องฐานยักยอกทรัพย์ ซึ่งอัยการอยู่ระหว่างรอการสั่งคดี ต้องมีอันยุติและล้มเลิกไปด้วย โดยอ้างว่า เมื่ออัยการสูงสุดมีนโยบายให้ถอนฟ้อง พนักงานอัยการ ก็ต้องมีความเห็นให้ยุติการสั่งคดีทั้ง 3 คดีไว้ เนื่องจากการดำเนินคดีจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

สำหรับ 3 คดีดังกล่าว ประกอบด้วย

1.คดีที่พระธัมมชโย ,นางกมลศิริ คลี่สุวรรณ และนายมัยฤทธิ์ ปิตะวนิค ลูกศิษย์คนสนิท ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันเบียดบังเงินวัดพระธรรมกายกว่า 95 ล้านบาท ไปซื้อที่ดิน

2.คดีที่พระธัมมชโย ,นางสงบ ปัญญาตรง ,นายมัยฤทธิ์ ปิตะวณิค และนายชาญวิทย์ ชาวงษ์ ลูกศิษย์คนสนิท ตกเป็นผู้ต้องหาเบียดบังเงินวัดฯ กว่า 845 ล้านบาท

3.คดีที่พระธัมมชโย ร่วมกับนายเทิดชาติ ศรีนพรัตน์ ,นายมัยฤทธิ์ ปิตะวณิค และนางอมรรัตน์ สุวิพัฒน์ หรือ สีกาตุ้ย ลูกศิษย์คนสนิท ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันปลอมแปลงเอกสารและสนับสนุนเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ทั้งนี้ ช่วงที่อัยการขอถอนฟ้องคดี เกิดขึ้นในยุคของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร โดยก่อนหน้าที่อัยการจะถอนฟ้องคดีเพียงเดือนเศษ รัฐมนตรีมหาดไทยในขณะนั้น ได้ใช้สถานที่วัดพระธรรมกาย จัดงานระดมเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั่วประเทศ 80,000 คน มาร่วมงาน ซึ่งมี ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นประธานและกล่าวปาฐกถา ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมขับไล่ รัฐบาลทักษิณแต่มารอบนี้ คดีพระธัมมชโย ฟอกเงิน- รับของโจร สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน จะเดินต่อไปอย่างไร...หากบุกไปจับกุมจะเจอกับอุปสรรคอะไรบ้าง.. ต้องติดตามชม


เรื่องโดย โอภาส บุญล้อม | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend