ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564

นศ.มรภ.พิบูลสงคราม ร้อง ผบช.ภ.6 ถูกตร.นอกเครื่องแบบ "รุมทำร้าย"

6.63K 504

กลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อ ผบช.ภ.6 ถูกตร.นอกเครื่องแบบทำร้ายร่างกายสาหัส ขับรถเฉี่ยวชนกันกลางเมือง ขับตามปืนไล่ยิงกระทั่งยางแตก

วันที่ 23 มี.ค. 59 ที่สำนักงานตำรวจภูธรภาค 6 ต.มะตูม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก มีกลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ประมาณ 50 คนเดินทางเข้ายื่นหนังสื่อขอความเป็นธรรมกับ พล.ต.ท.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร ผบช.ภ.6 เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ใช้อาวุธปืนจี้บังคับ และรุมทำร้ายร่างกายจนไปรับบาดเจ็บ ต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาล แต่เนื่องจาก ผบช.6 ติดราชการ จึงได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา รอง ผบก.อก.ภ.6 เป็นผู้มารับหนังสือแทน พร้อมกับเชิญตัวนักศึกษาซึ่งเป็นผู้เสียหาย และพยานอีก 1 คน รวมทั้งหมด 6 คน เข้าไปให้ข้อมูลและปากคำ อย่างละเอียด ภายในห้องที่สำนักงานตำรวจภูธรภาค 6

ในหนังสือร้องของความเป็นธรรมของนักศึกษาดังกล่าวระบุว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 มี.ค.2559 เวลาประมาณ 24.00 น. รถยนต์ของนักศึกษา ประกอบด้วย

1.นายชัยธวัช ธำรงศักดิ์คุณ คนขับรถเก๋ง ยี่ห้อฮอนด้าบีโอ สีขาว

2.นายศิริวัฒน์ คุ้มทัศ นั่งข้างคนขับรถ

3.นายธนพล คงอิว

4.น.ส.กมลชนก กล่ำเทพ

5.นายธราเทพ แสงพิรุณ นั่งเบาะหลัง

โดยนักศึกษาชายทั้ง 4 เรียนอยู่ชั้นปี 3 สาขารัฐศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ส่วนนักศึกษาหญิงเรียนอยู่ชั้นปี 3 สาขาคหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม

ทั้งนี้ ทั้ง 5 คนเดินทางออกจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองไปซื้อดอกไม้เพื่อจัดงานสัมมนาวิชาการ ได้เกิดเหตุบริเวณสามแยกข้างสะพานสูงฝั่งท็อปแลนด์พลาซ่า ได้มีรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า สีขาว ขับเข้ามาปาดหน้าจากทางด้านซ้ายโดยไม่ได้เปิดไฟเลี้ยว และนักศึกษาได้บีบแตรรถใส่รถคันดังกล่าวที่มีลักษณะการขับขี่ที่มึนเมา ก่อนจะขับรถยนต์ลอดใต้สะพานสูงข้ามทางรถไฟ แล้วเปิดไฟเลี้ยวซ้ายเพื่อมุ่งหน้าเข้าตลาด

ระหว่างการเลี้ยวซ้ายนั้น รถคันดังกล่าวได้พุ่งชนจากทางด้านหลัง นายชัยธวัชกำลังจะหยุดรถเพื่อลงไปดูรถของตนเอง แต่ขณะนั้นได้ยินเสียงคล้ายปืนดังขึ้น 4 ครั้ง และนักศึกษาที่ร่วมนั่งมาในรถด้วยนั้น เห็นว่าคนในรถคันดังกล่าวใช้อาวุธปืนยิง ด้วยความตกใจ เลยบอกให้นายชัยธวัช ขับรถหนี ระหว่างหนีนั้นได้ถูกไล่ยิงใส่ตลอดทาง จนมาถึงที่เกิดเหตุ บริเวณถนนเลียบทางรถไฟ บริเวณใกล้ด้านหลังร้านอาคารตั้งหลัก รถของนักศึกษาไม่สามารถที่จะขับไปต่อได้ ด้วยเหตุที่ถูกยิงเข้าที่ยางด้านหลังขวาแบน

ต่อมา ชายไม่ทราบชื่อเข้ามาพยายามจะเปิดประตูรถของนักศึกษา แต่ไม่สามารถเปิดได้ กระทั่งชายดังกล่าวใช้อาวุธปืนจ่อ ขู่ให้เปิดประตูแล้วใช้คำพูดขู่อีกว่า ถ้าไม่เปิดประตูจะยิง นักศึกษาจึงยอมเปิดประตู กลุ่มชายดังกล่าวได้ไล่นักศึกษาทั้งหมดรวม 5 คน ลงจากรถโดยใช้อาวุธปืนขู่ให้หมอบลงกับพื้น แล้วลงมือทำร้ายร่างกายนักศึกษา โดยกระทืบที่ศีรษะ ต้นคอ และลำตัวนายชัยธวัช หลายครั้ง และใช้อาวุธปืนฟาดเข้าที่ศีรษะจนศีรษะแตก และใช้เชือกมัดมือก่อนใส่กุญแจมือด้วย พร้อมด่าทอด้วยถ้อยคำที่ไม่สุภาพหยาบคาย

จากนั้นชายคนดังกล่าวได้ลงมือกระทำกับนายศิริวัฒน์ โดยเข้ามาเตะเข้าที่ใบหน้า 2 ครั้ง อย่างรุนแรงจนบาดเจ็บสาหัส และทำร้ายนักศึกษาอีกคนคือนายธนพล คงอิว โดยกระทืบที่บริเวณท้ายทอยอย่างรุนแรงหลายครั้ง และมีชายคนที่ 2 เข้ามาใช้กำปั้นมือทุบบริเวณกกหูอย่างรุนแรง 1 ครั้ง จากนั้นชายทั้ง 2 คนได้ด่าทอด้วยถ้อยคำที่ไม่สุภาพหยาบคาย และใช้อาวุธปืนข่มขู่ทุกระยะ

ต่อมาชายที่ทำร้ายร่างกายนายชัยธวัช จะเข้ามาทำร้ายร่างกาย น.ส.กมลชนก อีก แต่นายธราเทพ ได้เข้ามาบังไว้ จึงถูกชายคนดังกล่าวใช้มือหยิบรองเท้าขึ้นมาฟาดที่บริเวณลำคอและเตะที่บริเวณข้างลำตัว หลังเหตุการณ์ยุติ ได้มีร้อยเวร สภ.เมืองพิษณุโลก ในเครื่องแบบมาตรวจค้นรถของนักศึกษา แต่ไม่พบสิ่งผิดกฏหมายใดๆ ร้อยเวรจึงเชิญนักศึกษาทั้งหมดไปขึ้นรถ และนำไปส่งที่โรงพยาบาลอินเตอร์เวชการ

หลังจากเกิดเหตุแล้ว นายชัยธวัช คนขับและเจ้าของรถ ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนในวันรุ่งขึ้น หลังจากนั้นในวันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม 2559 นักศึกษาอีก 4 คนจึงเดินทางเข้าแจ้งความต่อ พร้อมกับปรึกษาผู้ปกครอง และรวมตัวกันเดินทางมาร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ในวันนี้ โดยมีเพื่อน ๆ นักศึกษามาร่วมให้กำลังใจจำนวนมาก

พร้อมกันนี้ ในระหว่างเกิดเหตุ มีพยานที่เห็นเหตุการณ์ 1 คน เวลานั้น คือ นายเจริญเกียรติ แซ่เดียว  ได้ขับรถยนต์ออกมาบริเวณถนนเอกาทศรถ เพื่อจะไปรับภรรยากลับบ้าน แต่กลับถูกรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า ของตำรวจนอกเครื่องแบบเฉี่ยวชน จึงขับรถติดตามมา กระทั่งพบรถยนต์ทั้งสองคันจอดอยู่บริเวณถนนเลียบทางรถไฟ จึงจอดรถต่อท้าย เพื่อจะเจรจาให้รถเก๋งยี่ห้อฮอนด้าที่ชนมาเจรจาและเตรียมตัวเรียกประกันมา

แต่เมื่อจอดรถกลับมีผู้ชายอีกคนที่ขี่รถจักรยานยนต์ตามมาอ้างว่าเป็นตำรวจ เดินมาหาพร้อมกับถืออาวุธปืนเข้ามาด้วย ว่าอย่ามายุ่งให้รอก่อน และพูดจาไม่ดี ลักษณะเหมือนคนเมา ใช้ปืนขู่ตน บอกว่า "มึงหมอบไป มึงอยู่เฉย ๆ" จึงกลับมานั่งรออยู่ในรถเพื่อรอดูเหตุการณ์ และพบเห็นตำรวจนอกเครื่องแบบทำร้ายกลุ่มนักศึกษา

ต่อมา ก็มีการเรียกตำรวจสายตรวจมาที่เกิดเหตุ ซึ่งกล้องติดหน้ารถยนต์ของนายเจริญเกียรติ สามารถบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ด้วย โดยในกล้องพบเห็นกลุ่มนักศึกษาหมอบอยู่กับพื้นฟุตบาทและบริเวณหน้ารถยนต์ของตำรวจเห็นภาพตำรวจนอกเครื่องแบบทำร้ายนักศึกษา พร้อมกับการพูดจาที่ไม่ดี และยังบันทึกภาพขณะเปิดกระโปรงรถของตำรวจที่นำเชือกไปยังด้านหน้ารถและมัดมือนักศึกษาคนหนึ่งไว้ด้วย ขณะที่ตอนท้ายของคลิป เห็นมีการนำป้ายทะเบียนรถมาเก็บไว้ที่ท้ายรถยนต์ของตำรวจ

นายเจริญเกียรติ เปิดเผยว่า พร้อมที่จะเป็นพยานให้นักศึกษาที่ถูกทำร้ายร่างกาย และในวันนี้ก็เดินทางมาพร้อมกับนักศึกษาในการร้องขอความเป็นธรรมกับผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ด้วย ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ ได้ยินเสียงนักศึกษาว่ายอมแล้วก็ไม่หยุด เห็นมีการเปลี่ยนทะเบียนรถตัวเอง เห็นร้อยเวรและสายตรวจมาที่เกิดเหตุ ก็ยังมีการขู่ทำร้ายนักศึกษา ตำรวจนอกเครื่องแบบก็ให้สายตรวจค้นรถนักศึกษาเพื่อตรวจดูสิ่งผิดกฎหมาย แต่ก็ไม่พบ พยามยามจะบอกว่านักศึกษามึนเมา แต่ตนมองแล้วว่านักศึกษาไม่มึนเมา ตนจึงพร้อมมาเป็นพยานให้นักศึกษา สำหรับตนนั้นได้แจ้งความไว้แล้วว่า รถของตำรวจคันดังกล่าวเฉี่ยวชนตน แต่ในส่วนที่ขู่ทำร้าย และเอาปืนจ่อตน ตนยังไม่ได้แจ้งความ

พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา รอง ผบก.อก.ภ.6 กล่าวว่า ตอนนี้ทางตำรวจภูธรภาค 6 ยังไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน แต่ขอยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะตำรวจยุคใหม่สบายใจได้ ไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งก็ว่ากันไปใครผิดใครถูก ตอนนี้มีตำรวจลักษณะนี้ถูกเรียกมาประจำที่ภูธรภาคแล้วตอนนี้ถึง 18 นาย ซึ่งต้องว่ากันไปตามขั้นตอน ตำรวจแบบนี้ไม่มีแล้วสมัยนี้


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend