ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอังคาร ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ตร.เข้ม! จับจริงผู้ใช้ไฟซีนอน "ผิดกฎหมาย" สร้างความเดือดร้อน เกิดอุบัติเหตุบ่อย

148.41K 2

เสียงสะท้อนของผู้ใช้รถใช้ถนนที่ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันถึงความเดือดร้อนของผู้ที่ติดตั้งไฟส่องสว่างจ้ากว่าปกติ หรือที่เรียกว่าไฟซีนอน ที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายขณะขับรถสวนทางมาหรือขับตามหลัง ทำให้สายตาพร่ามัว ตำรวจจราจรเตรียมตรวจเข้มผู้ขับขี่ที่ติดตั้งไฟส่องสว่างหน้ารถผิดกฎหมาย

พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผบก.จร. กล่าวว่า ผู้ที่ติดตั้งไฟส่องสว่างจ้ากว่าปกติหรือ ที่เรียกไฟซีนอนเป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน เพราะเป็นหลอดไฟที่วิวัฒนาการมาจากหลอดไฮโดรเจน แต่ถ้าเป็นรุ่นเก่าจะเห็นว่าเป็นโคมและมีหลอดไฟในลักษณะแหลมตรงกลาง ถ้าเป็นอดีตจะเป็นไฟสีเหลือง หลังจากที่เป็นโคมไฮโดรเจนความสว่างไม่เพียงพอ จึงมีการพัฒนาหลอดส่องสว่างเข้ามาใหม่ หรือที่เรียกว่าหลอดซีนอน ซึ่งต้องมีบาลาสต์ที่มีความเข้มของแสงมากกว่าไฮโดรเจนถึง 2 เท่า ในช่วงหนึ่งมีบางคนต้องการให้ไฟหน้ารถตัวเองสว่างจึงไปซื้อหลอดซีนอนมาใส่ในโคมไฮโดรเจน ปัญหาคือโคมไม่ได้ออกแบบมาทำให้เวลาผู้ใช้รถใช้ถนนสวนทางมาจะส่องกระทบหน้าและเกิดอุบัติเหตุขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นความผิดตามพ.ร.บ.รถยนต์ ม.12 อัตราโทษปรับไม่เกิน 2,000บาท ซึ่งตำรวจได้เข้มงวดกวดขันจับกุมอยู่ โดยเป็นการตั้งด่านตรวจจับผู้กระทำผิดกฎจราจร

"แต่ถ้าเป็นหลอดซีนอนจะมีโคมไฟรถรุ่นใหม่ๆ ที่มีราคาแพงจะเป็นไฟกลมๆ จะมี 2 แบบคือติดตั้งมาจากโรงงาน ซึ่งกรมการขนส่งทางบกอนุญาตให้ใช้ได้ เพราะเลนจะรวมแสงไม่ให้กระจายไปกระทบต่อรถที่สวนทางมา กับอีกส่วนหนึ่งคือผู้ใช้รถใช้ถนนไปเปลี่ยนโคมไฟโปรเจคเตอร์ เพื่อให้ใช้งานกับหลอดซีนอนได้ ผู้ที่ทำในลักษณะนี้ต้องเอารถไปตรวจกับนายทะเบียนกรมการขนส่งทางบกในพื้นที่ๆมีทะเบียนอยู่ ตามมาตรา 14 แก้ไขดัดแปลงสภาพรถ หลังจากที่นายทะเบียนตรวจแล้วไม่เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ทางนายทะเบียนจะอนุญาตแล้วบันทึกไว้ในสมุดคู่มือจดบันทึกแล้วใช้ได้อย่างถูกกฎหมาย " รองผบก.จร. กล่าว

นอกจากนี้รองผบก.จร. ยังกล่าวอีกว่า ในอดีตผู้ที่ใช้ไฟซีนอนจะมีราคาแพงเป็นหลักหมื่นบาท ช่วงนั้นมีการกระทำผิดจำนวนมาก ตำรวจก็พยายามจับกุม หลังจากเริ่มมีการกวดขันจับกุมไปเรื่อยๆ ประกอบกับเลนโปรเจคเตอร์ที่สั่งมาจากต่างประเทศที่มีราคาถูกไม่กี่พันบาท ผู้ใช้รถใช้ถนนก็ไปซื้อโคมโปรเจคเตอร์มาใส่ ผู้ที่ทำลักษณะนี้ก็ลดลง ถ้าไม่ขออนุญาตนายทะเบียนก็ถือว่ามีความผิด ซึ่งส่วนใหญ่ที่มีปัญหาจะเป็นรถที่ขับอยู่ต่างจังหวัดมากกว่าในกรุงเทพมหานคร เพราะต้องใช้ไฟสว่างมากเป็นพิเศษ จึงพบผู้กระทำผิดจำนวนมากกว่า

จากข้อมูลของกองบังคับการตำรวจจราจร พบว่า เมื่อปี 2557 มีผู้กระทำผิดกฎจราจรรวมถึงดัดแปลงไฟซีนอนมีจำนวน 1.3 ล้านราย ปี 2558 มีผู้กระทำผิดกฎจราจรจำนวน 1.4 ล้านราย เฉลี่ยเดือนละ 1แสนราย แต่ผู้ที่มาจ่ายค่าปรับตามกฎระเบียบมีเพียง 4 แสนราย ซึ่งถือว่ามีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับการออกใบสั่ง ถือว่าเป็นปัญหาที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจจราจรจะต้องแก้ไข

ด้านนายรักษิต ฐิติพัฒนพงศ์ เครือข่ายนักวิชาการ เพื่อความปลอดภัยทางถนน เปิดเผยว่า "ไฟซีนอน (Xenon) หรือที่เรียกว่า HID (HYPER INTENSITY DISCHARGE) มีความสว่างมาก ก่อให้เกิดอันตรายกับรถที่วิ่งสวนไปมา เนื่องจากแสงไฟซีนอน กระทบกับผู้ขับขี่ในระดับสายตา มีค่าส่องสว่างเกินมาตรฐาน สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับผู้ที่ใช้ทางร่วมกันในยามค่ำคืน และอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมื่อลำแสงที่ส่องออกจากไฟแต่งที่แรงเกินเหตุพุ่งเป็นลำสาดส่องเข้าไปแยงสายตาของรถยนต์ที่แล่นสวนทางมา ซึ่งรถยนต์หลายรุ่น โดยเฉพาะรุ่นใหม่ที่มีราคาสูงจะติดตั้งไฟซีนอนและไฟแอลอีดีมาจากโรงงาน จะไม่เกิดปัญหาเพราะทางวิศวกรได้ออกแบบควบคุมออกมาให้เป็นไปตามข้อบังคับของกรมการขนส่งทางบก ส่วนที่มีปัญหาคือกลุ่มที่นำรถยนต์ไปดัดแปลงทีหลัง โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นรถกระบะและรถยนต์ส่วนบุคคล สำหรับข้อกำหนดในการติดตั้งไฟหน้ารถมีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องต่ำ ส่องไปแล้วมองเห็นในระยะ 30 เมตร และไฟสูงในระยะ 100 เมตร จะไม่เป็นการรบกวนสายตาผู้อื่น

"ต้องมีการดูต่อไปถ้ามีการดัดแปลงแล้วใครจะเป็นผู้ตรวจสอบว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของสถานตรวจสภาพรถเอกชน หรือตรอ.ไหม ก็ต้องมีการตรวจสอบตรวจวัดว่าใครจะเป็นผู้ดูแล หรือเป็นขนส่งเอง หรือจะให้ตำรวจเป็นผู้ดูแล เป็นเรื่องที่ต้องมีการตกลงกัน" นายรักษิต ระบุ

นอกจากนี้เครือข่ายนักวิชาการ เพื่อความปลอดภัยทางถนน ยังระบุถึงมาตรการการติดตั้งไฟซีนอนดังกล่าว อยากให้หน่วยงานที่ติดตั้งดัดแปลงต้องเข้าใจว่า การดัดแปลงถ้าในมุมมองผู้ตรวจสอบทางยานยนต์แล้วถือว่ามีความผิดแน่นอน แต่ถ้าจะติดตั้งแล้วให้ธุรกิจเกิดขึ้นอาจต้องมีการสร้างระบบตรวจวัดตรวจสอบมาตรฐานให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนผู้อื่น แต่ต้องมานั่งเจรจากันว่าใครจะเป็นผู้ดูแลในส่วนนี้ แล้วมีการยื่นจดทะเบียนดัดแปลงอย่างไร พร้อมทั้งอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติรถยนต์บางข้อที่ยังล้าสมัยอยู่ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป

"อุปกรณ์มาตรฐานของรถยนต์ทางโรงงานทำมาดีอยู่แล้ว ถ้าไม่มีความจำเป็นก็ไม่น่าจะดัดแปลง เพราะการดัดแปลงอาจก่อให้เกิดปัญหาอื่นได้ รวมถึงระบบไฟฟ้าจะเสียหายและเกิดไฟไหม้ได้ในที่สุด " นายรักษิต กล่าว

ขณะที่ผู้ใช้รถใช้ถนนส่วนใหญ่ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันถึงความเดือดร้อนของผู้ที่ติดตั้งไฟส่องสว่างจ้ากว่าปกติหรือไฟซีนอนที่ยังเป็นปัญหาอยู่ในสังคมไทย เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ขณะขับรถสวนทางมาหรือขับตามหลัง ทำให้สายตาพร่ามัวปรับแสงได้ไม่ทัน จึงอยากเรียกร้องให้เพื่อนร่วมทางใช้ไฟที่ติดตั้งเดิมๆมาจากโรงงานจะเป็นผลดีและได้มาตรฐานที่สุด ไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงให้รถเกิดความสวยงามหรือความสว่างจ้าเกินกว่าปกติ เพราะจะส่งผลกระทบต่อผู้อื่น

ตามกฎหมาย พ.ร.บ.จราจรทางบก 2522 ระบุว่า ให้ใช้ไฟสีขาว หรือสีเหลืองเท่านั้น หากไปใช้ไฟสีอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ก็ถือว่าผิดกฎหมาย ในขณะที่ไฟเลี้ยวหน้า กำหนดให้ใช้สีขาว หรือสีเหลืองทั้งสองข้าง ซ้ายและขวาต้องเป็นสีเดียวกัน ส่วนไฟเลี้ยวด้านท้ายรถ กำหนดให้ใช้ไฟสีเหลือง หรือสีแดงก็ได้ แต่ห้ามใช้สีขาวอย่างเด็ดขาด

ขณะที่ พ.ร.บ.จราจรทางบก กำหนดให้ไฟหน้าของรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ทุกชนิดที่ใช้งานบนท้องถนน จะต้องมีแสงสีขาว หรือเหลืองอ่อน (ค่า K ไม่เกิน 12,000 K เต็มที่) ติดตั้งสูงจากผิวทางไม่น้อยกว่า 40 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 1.35 เมตร ซึ่งความสว่างของแสงไฟสามารถส่องทางด้านหน้าได้อย่างชัดเจน และไม่เอียงไปทางขวาจนรบกวนสายตาผู้อื่น ส่วนการดัดแปลงไฟหน้ารถให้เป็นแสงสีอื่น หรือทำให้มีความสว่างจ้ามากจนเกินไป เมื่อนำไปใช้งานบนท้องถนน จะสะท้อนเข้ากระจกมองข้าง หรือกระจกมองหลังของผู้ขับขี่ที่อยู่ด้านหน้า หรือส่องเข้าตา ผู้ขับขี่ที่ขับสวนทางมา ทำให้สายตาพร่ามัว จนอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้จากแสงไฟที่แรงเกินค่ามาตรฐานของทางการ ซึ่งผู้ที่ใช้รถที่เพิ่มส่วนหนึ่งส่วนใดเข้าไปจนก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย หรือจิตใจของผู้อื่น มีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 12 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2522) ออกตามความ พ.ร.บ.จราจรฯ

ข้อ 1 รถทุกชนิดที่อยู่ในความควบคุมของกฎหมาย ว่าด้วยการขนส่งทางบกต้องมีโคมไฟตามประเภทและลักษณะที่กำหนด ตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก

ข้อ 2 รถยนต์ต้องมีโคมไฟหน้ารถและโคมไฟท้ายรถ ดังต่อไปนี้

(1) โคมไฟหน้ารถมี 3 ประเภท คือ

(ก) โคมไฟแสงพุ่งไกล ให้ติดหน้ารถข้างละหนึ่งดวงสูงจากพื้นทางราบถึงจุดศูนย์กลางดวงโคมไม่น้อยกว่า 0.60 เมตร แต่ไม่เกิน 1.35 เมตร โคมไฟทั้งสองข้างต้องอยู่ในระดับเดียวกัน ใช้ไฟแสงขาวมีกำลังไฟเท่ากันไม่เกินดวงละ 50 วัตต์ มีแสงสว่างให้เห็นพื้นทางได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า 100 เมตร ศูนย์รวมแสงต้องไม่สูงกว่าแนวขนานกับพื้นทางราบ และไม่เฉไปทางขวา ในกรณีที่เป็นรถยนต์สามล้อให้ใช้โคมไฟประเภทนี้เพียงดวงเดียวโดยติดไว้ที่กลางหน้ารถ

(ข) โคมไฟแสงพุ่งต่ำ ให้ติดหน้ารถข้างละหนึ่งดวง สูงจากพื้นทางราบถึงจุดศูนย์กลางดวงโคมไม่น้อยกว่า 0.60 เมตร แต่ไม่เกิน 1.35 เมตร โคมไฟทั้งสองข้างต้องอยู่ในระดับเดียวกัน ใช้ไฟแสงขาวมีกำลังไฟเท่ากันไม่เกินดวงละ 50 วัตต์ มีแสงสว่างให้เห็นพื้นทางได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า 30 เมตร ศูนย์รวมแสงต้องอยู่ต่ำกว่าแนวขนานกับพื้นทางราบไม่น้อยกว่า 2 องศา หรือ 0.20 เมตร ในระยะ 7.50 เมตร และไม่เฉไปทางขวา ในกรณีที่เป็นรถยนต์สามล้อให้ใช้โคมไฟประเภทนี้เพียงดวงเดียว โดยติดไว้ที่กลางหน้ารถ

(ค) โคมไฟเล็ก ให้ติดหน้ารถอย่างน้อยข้างละหนึ่งดวง โดยให้อยู่ด้านริมสุดแต่จะล้ำเข้ามาได้ไม่เกิน 0.40 เมตร โคมไฟทั้งสองข้างต้องอยู่ในระดับเดียวกัน ใช้ไฟแสงขาวหรือแสงเหลือง มีกำลังไฟเท่ากันไม่เกินดวงละ 10 วัตต์ และต้องมีแสงสว่างสามารถมองเห็นได้จากระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร โคมไฟแสงพุ่งไกล โคมไฟแสงพุ่งต่ำ และโคมไฟเล็ก จะรวมอยู่ในดวงเดียวกันก็ได้

(2) โคมไฟท้ายรถ มี 3 ประเภท คือ

(ก)โคมไฟท้าย ให้ติดท้ายรถอย่างน้อยข้างละหนึ่งดวง โคมไฟทั้งสองข้างต้องอยู่ในระดับเดียวกัน ใช้ไฟแสงแดดมีกำลังไฟเท่ากัน และมีแสงสว่างสามารถมองเห็นได้จากระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร

(ข) โคมไฟหยุด ให้ติดท้ายรถอย่างน้อยข้างละหนึ่งดวง โคมไฟทั้งสองข้างต้องอยู่ในระดับเดียวกัน ใช้ไฟแสงแดดมีกำลังไฟเท่ากัน และมีแสงสว่างสามารถมองเห็นได้จากระยะไม่น้อยกว่า 30 เมตร

ค) โคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถ ให้ติดท้ายรถ ใช้ไฟแสงขาวส่องที่ป้ายทะเบียนรถ มีแสงสว่างสามารถมองเห็นเครื่องหมายหรือตัวอักษรและตัวเลขได้ชัดเจน จากระยะไม่น้อยกว่า 20 เมตร แต่ต้องมีที่บังมิให้แสงพุ่งออกไปทางท้ายรถโคมไฟท้าย โคมไฟหยุด และโคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถต้องส่องแสงสว่างพร้อมกับโคมไฟหน้ารถ แต่โคมไฟหยุดต้องส่องแสงสว่าง เมื่อใช้ห้ามล้อเท้า


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend