ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ปิดคดีรื้อบาร์เบียร์ ยาวนาน 13 ปี พิพากษาฎีกาถึงที่สุด จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา

7.14K 2.04K
ปิดคดีรื้อบาร์เบียร์ ยาวนาน 13 ปี พิพากษาฎีกาถึงที่สุด จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา

ที่ห้องพิจารณา 601 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63 - 28 ม.ค. 59 - ปิดคดีรื้อบาร์เบียร์สุขุมวิท 10 ยาวนาน 13 ปี พิพากษาฎีกาถึงที่สุด จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ชูวิทย์- เสธ.หิ รวม 66 ราย เสี่ยอดีตอ่างพร้อมเข้าเรือนจำรับโทษ ขณะที่เสธ.แอ๊ป กับพวกเบี้ยวนัด เจอหมายจับให้รับโทษภายในอายุความกว่า 10 ปี

เมื่อเวลา 10.45 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีรื้อบาร์เบียร์ ซอยสุขุมวิท10 คดีหมายเลขดำ ด.2150/2546 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ และกลุ่มผู้ค้า รวม 44 ราย ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง จ.ส.อ.อภิชาต ริมมสาร ,นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย อดีตผู้บริหารบริษัท สุขุมวิท ซิลเวอร์สตาร์ , พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ อดีตนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา บก.สส. 

เมื่อปี 2546 , พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร อดีตนายทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เมื่อปี 2546 และพวกรวม 130 คน เป็นจำเลยที่ 1-130 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์, บุกรุกในเวลากลางคืน และกักขังหน่วงเหนี่ยวข่มขืนใจให้บุคคลปราศจากเสรีภาพ

โดยคดีนี้ อัยการโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 17 มี.ค.46 กรณีเมื่อช่วงเช้ามืดเวลา 04.00 น.วันที่ 26 ม.ค.46 มีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายร้อยคนแต่งกายชุดซาฟารี พร้อมรถแบ็กโฮบุกเข้าทำลายร้านบาร์เบียร์ 60 ร้าน ซึ่งตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ บริเวณสุขุมวิทสแควร์ ซอยสุขุมวิท 10 ถนนสุขุมวิท แขวงและเขตคลองเตย กรุงเทพฯ จนเกิดความเสียหาย เนื่องจากกลุ่มนายทุนกลุ่มใหม่ได้ว่าจ้างให้เข้าไปรื้อร้านค้าของผู้เช่าเดิมเพื่อใช้พื้นที่ทำประโยชน์ แต่จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

ซึ่งศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.49 ให้จำคุก 1 ปีนายชาญเวทย์ มาลัยบูชา จำเลยที่ 49 ทนายความ ที่ได้นำเอกสารสิทธิ์การครอบครองที่ดินไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ให้ลงบันทึกประจำวัน ช่วงเวลาเดียวกับที่กลุ่มชายฉกรรจ์กำลังรื้อถอน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือให้ผู้อื่นเข้าใจว่าการรื้อถอนถูกกฎหมาย และหาผู้ร่วมดำเนินการ ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา ม.358, 365 (2) (3) ประกอบ 362, 83 และ 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน แต่ศาลเห็นว่าคำให้การในชั้นสอบสวน ของจำเลยที่ 49 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 8 เดือน ส่วนจำเลยอื่นศาลยกประโยชน์แห่งความสงสัย ให้ยกฟ้อง

ต่อมาโจทก์ และนายชาญเวทย์ จำเลยที่ 49 ได้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 11 ก.ย.55 แก้เป็นว่า จำเลยที่ 1, 3, 7-11, 13-14, 18, 21, 40-47, 49-51, 56-59, 61-62, 64-74, 76-79, 81, 83-85, 88, 90, 92, 94, 96, 99, 102, 104, 106-113, 115, 117-123, 125, 128-130 รวม 66 คน มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ ในเวลากลางคืน ตามมาตรา 358, 365 (1)(2)(3) ประกอบมาตรา 362 และ 83 ซึ่งจำเลยที่ 73 และ112 ยังมีความผิดตามมาตรา 309 วรรคสอง ฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปด้วย 

จึงให้ลงโทษ ตามมาตรา 365 (1)(2)(3) ที่เป็นบทหนักสุด จำคุก นายชูวิทย์ , พ.ท.หิมาลัย หรือ เสธ.หิ , พ.ต.ธัญเทพ หรือ เสธ.แอ๊บ และจำเลยรวม 66 คนๆ ละ 5 ปี ส่วนจำเลยที่เหลืออีก 64 คน พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง ต่อมา จำเลย ยื่นฎีกาสู้คดีขณะที่วันนี้ นายชูวิทย์ จำเลยที่ 129 ได้เดินทางมาถึงศาล เวลา 10.00 น. พร้อมนายเติมตระกูล กมลวิศิษฏ์ บุตรชาย พร้อมด้วยผู้ติดตาม โดยจำเลยคนอื่นทยอยกันเดินทางมา รวมแล้ว 31 ราย

จากนั้นเวลา 10.45 น.ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา โดยใช้เวลาอ่านถึง 2 ชั่วโมงกว่า ซึ่งระหว่างฎีกาจำเลยที่ 21, 45, 79, 92, 107, 110, 120 และ 123 ขอถอนฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมหารือกันแล้วเห็นว่า ที่นายชูวิทย์ จำเลยขอถอนคำให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพ เมื่อวันที่ 15 ต.ค.58 นั้น ศาลเห็นว่าคดีนี้จำเลยได้ยื่นฎีกาเมื่อเดือนพ.ย.55 ซึ่งให้การต่อสู้คดีไว้ ดังนั้น กรณีที่ยื่นคำร้องดังกล่าวจึงไม่ใช่การแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาในบางประเด็น ตามป.วิอาญา มาตรา 126 แต่เป็นการขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การใหม่รับสารภาพ ซึ่งการแก้คำให้การนั้นจะต้องทำก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา คดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดีในศาลชั้นต้นแล้ว กรณีจึงไม่อาจที่จะนำมาพิจารณาได้ตามป.วิอาญา มาตรา 163 วรรคสอง แต่คำให้การระบสารภาพของจำเลยถือได้ว่าเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงแห่งคดีที่ศาลไม่ต้องวินิจฉัยอีก

โดยข้อเท็จจริงแห่งคดีรับฟังได้ว่า ภายหลังที่มีการซื้อขายที่ดินเมื่อปี 2545 ต่อมาได้มีการปรับปรุงถานที่ให้เป็นร้านค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบาร์เบียร์ กระทั่งวันเวลาเกิดเหตุได้มีชายฉกรรจ์กลุ่มจำเลยเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของร้านบาร์เบียร์ ซึ่งเป็นผู้เสียหายว่าให้เก็บของ ขณะที่จำเลยบางคนได้พูดว่า ให้ไวให้ โดยกลุ่มจำเลยที่เข้ามาพูดคุยมีป้ายแขวนคอเขียนตัวอักษรภาษาอังกฤษแบ่งกลุ่ม เอ บี ซี ดี จากนั้นเวลาหลัง 05.00 น. พบรถแบกโฮ แท่งคอนกรีตกั้นปิดทางโดยรอบและตู้คอนเทนเนอร์ โดยเห็น พ.ท.หิมาลัยหรือเสธ.หิ จำเลยที่ 128 และ พ.ต.ธัญเทพ หรือเสธ.แอ๊ป จำเลยที่ 130 อยู่ในที่เกิดเหตุโดยถือวิทยุสื่อสารสั่งการ

ขณะที่ในการจับกุมชายฉกรรจ์ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยังพบสมุดจดปกสีน้ำเงิน แผนภูมิการรื้อถอน รายชื่อ รายละเอียดขั้นตอนการรื้อถอน และภาพถ่ายร้านค้า รวมทั้งวิทยุสื่อสารซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานที่เป็นผู้จัดการบริษัทดูแลพื้นที่ว่าจำเลยให้ไปซื้อและเช่าวิทยุสื่อสารรวม 20 เครื่อง อีกทั้งโจทก์มีพยานเป็นทั้งเจ้าของร้านบาร์เบียร์ ผู้เสียหาย ผู้กำกับสน.ลุมพินี และพนักงานสอบสอบในขนะนั้น มาเบิกความยืนยันข้อเท็จดังกล่าว และการจับกุมกลุ่มชายฉกรรจ์ในที่เกิดเหตุ 

ซึ่งผู้เสียหายได้ชี้ภาพถ่ายผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนภายหลังจากเกิดเหตุไม่นาน จึงเชื่อว่าน่าจะจดจำใบหน้าจำเลยได้ แม้ว่าในชั้นพิจารณาจะไม่ได้ชี้ตัวจำเลย เพราะขณะนั้นอาจได้รับการเยียวยาและจำเลยบางคนเป็นเพียงผู้รับจ้าง ซึ่งพยานดังกล่าวไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับพวกจำเลยมาก่อน จึงเชื่อว่าเบิกความตามที่ได้รู้เห็นและได้ปฏิบัติหน้าที่มา พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่า ไม่ได้ให้การปรับปรำหรือกลั่นแกล้งจำเลยให้ได้รับโทษ

ส่วนที่จำเลยฎีกาสู้คดีว่า พยานที่เป็นผู้เสียหายหลายปากให้การเกี่ยวกับลักษณะของจำเลยคลาดเคลื่อนและขัดแย้งกันนั้น เห็นว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นมานานแล้ว จึงเป็นไปได้ที่พยานอาจเบิกความคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ประเด็นดังกล่าวก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะทำให้คำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายรับฟังไม่ได้ ประกอบกับที่เกิดเหตุได้เกิดเหตุตั้งแต่เช้ามืดย่อมมีแสงสว่างเพียงพอ และช่วงกลางคืนยังมีแสงจากสปอร์ไลท์ด้วย ทำให้พยานมองเห็นหน้าชายฉกรรจ์และจำเลยได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาพร้อมกับของกลางที่พบในที่เกิดเหตุแสดงให้เห็นว่า พวกจำเลยได้รับรู้ถึงการกระทำ ซึ่งมีการวางแผนเป็นขั้นตอนและแบ่งหน้าที่กันทำชัดเจน

ส่วนที่พ.ท.หิมาลัย และพ.ต.ธัญเทพ จำเลยที่ 128 -130 ขอให้ศาลลงโทษสถานเบา หรือรอการลงโทษนั้น เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเข้าไปครอบครองพื้นที่โดยอุกอาจ ไม่ยำเกรงกฎหมาย ไม่ได้ใช้กฎหมายที่มีอยู่ดำเนินการให้ถูกต้อง ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรง ต้องป้องปรามไม่ให้ผู้อื่นถือเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

แต่หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 129 กับพวก ได้บรรเทาความเสียหายชดใช้ใหัผู้เสียหาย โจืก์ร่วม จนเป็นที่พอใจแล้ว และภายหลังได้นำที่ดินพิพาทไปทำประโยชน์เป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้ โดยไม่ได้นำที่ดินไปทำธุรกิจแสวงหาผลกำไรอีก นับว่ามีเหตุให้ปรานี ซึ่งบ่งบอกว่าจำเลยที่ 129 กับพวกสำนึกผิดที่ได้ทำลงไป จึงเห็นสมควรกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสม และเนื่องจากพฤติการณ์เป็นเหตุอยู่ส่วนลักษณะคดี จึงมีผลรวมไปถึงจำเลยอื่นที่ไม่ได้ฎีกาด้วย

ศาลฎีกา จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษ 66 คนๆ ละ 2 ปี โดยให้นับโทษจำเลยที่ 42, 44, 51, 47, 68, 99 และ 120 ต่อจากคดีอื่นด้วย จึงจำคุกจำเลยทั้งเจ็ดตั้งแต่ 2 ปี 15 วัน- 4 ปี และให้ออกหมายจับจำเลยที่ไม่มาฟังคำพิพากษาในวันนี้ ซึ่งรวมถึงพ.ต.ธัญเทพ ด้วย เพื่อให้มารับโทษภายในอายุความ ( อายุความ 10 ปี)

ภายหลัง เจ้าหน้าที่ กรมราชทัณฑ์ คุมตัว นายชูวิทย์ พร้อมพวกรวม 33 คน ไปคุมขังที่เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพ โดยนายชูวิทย์ สวมชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสแลคสีดำ ยังไม่มีการเปลี่ยนเป็นชุดนักโทษ

ขณะที่คนใกล้ชิดและนายเติมตระกูล บุตรชาย ได้ยืนรอส่งตัวนายชูวิทย์ พร้อมระบุว่า ตนเองได้เตรียมใจมาไว้แล้วและจะเดินทางไปรอส่งนายชูวิทย์ ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ส่วนครอบครัวของผู้ต้องหารายอื่น ได้รอรับทรัพย์สินที่เจ้าหน้าที่ได้ส่งคืนมา ด้วยอาการโศกเศร้าและร้องไห้ และไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดใดต่อสื่อมวล


เรื่องโดย เกศินี แตงเขียว | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend