ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563

จับคนร้ายขโมยทารกจากรพ.ขอนแก่น"เลี้ยงกว่า4ปี"

1.99K 316
จับคนร้ายขโมยทารกจากรพ.ขอนแก่นเลี้ยงกว่า4ปี

ตำรวจจับคนร้ายขโมยทารกอายุ 2 วันจากเตียงโรงพยาบาลขอนแก่น สารภาพต้องการมีลูกหลังแท้ง เลี้ยงดูเหมือนลูกแท้ๆจนเข้าอนุบาล เจ้าหน้าที่พบพิรุธใบสูติบัตร คาดคั้นจนเปิดปากขโมยจากโรงพยาบาลมาเลี้ยงนานเกือบ 5 ปี

วันที่ 5 พ.ย.2558 พล.ต.ท.บุญเลิศ ใจประดิษฐ ผบช.ภ.4 พร้อมผู้ใต้บังคับบัญชาและชุดสืบสวนภาค 4 นำโดย พ.ต.อ.เกษม มุทาพร ผกก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.4 แถลงข่าวจับกุม นางเอ (นามสมมติ)  ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ผู้ต้องหาขโมยทารกแรกเกิดจากโรงพยาบาลขอนแก่น เหตุเกิด เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา

พล.ต.ท.บุญเลิศ กล่าวว่า สืบเนื่องจาก นางเอ (นามสมมติ) เมื่อวันที่ 13 ก.พ.2554 ช่วงเวลา 08.00 น.ได้ก่อเหตุขโมยเด็กทารกแรกเกิดเพศหญิง อายุ 2 วัน จากเตียงพักหลังคลอด หมายเลข 24 ชั้น 2 สูติกรรม โรงพยาบาลขอนแก่น ขณะที่นางกัลย์สุดา สำแดง ผู้เป็นแม่ของทารกเข้าห้องน้ำ จากการตรวจกล้องวงจรปิดพบว่าคนร้าย เป็นหญิงรูปร่างท้วม สาวมเสื้อแขนสั้นลายขาวดำสวมทับด้วยเสื้อวอร์ม แขนยาวสีขาว สวมกางเกงขาสามส่วนลายขาวดำ รองเท้าแตะ เป็นคนอุ้มเด็กทารกจากเตียง แล้วเดินผ่านเคาน์เตอร์ด้านหน้าชั้น 2 ของตึก ลงบันไดผ่านหน้าลิฟท์ชั้น 1 แล้วออกจากอาคารไป ซึ่งตำรวจก็ได้มีการติดตามคนร้ายมาโดยตลอด

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 24 ส.ค.2558 ทราบว่าที่โรงเรียนวังตาเทพ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ได้มีผู้ปกครองนำเด็กนักเรียนมาสมัครเข้าเรียน ชื่อในใบสูติบัติเป็น ด.ญ.อาริษา ชิดขุนทด อายุ 4 ปี แต่มีรอยขูดขีดหลายแหล่ง รวมทั้งมีชื่อที่ใช้ปากกาเขียน เชื่อว่าเป็นสูติบัติปลอม เมื่อตรวจสอบทะเบียนราษฎร์ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนตรงกับเด็กอีกคนอายุ 9 ขวบ แต่มีภูมิลำเนาที่จังหวัดขอนแก่น จึงสงสัยว่าอาจจะเป็นเด็กที่ถูกลักพาตัวไปจากโรงพยาบาลเมื่อปี 2554 จึงลงไปตรวจสอบ

นายสาคร ชิดขุนทด ผู้เป็นปู่ซึ่งเป็นคนพาไปสมัครเรียน ได้โทรศัพท์ไปสอบถามลูกชายคือนายศักดิ์พิชิต ชิดขุนทด สุดท้ายนางอุญชุลีได้สารภาพว่าเด็กไม่ใช่ลูกและได้ขโมยมาจากโรงพยาบาลขอนแก่น จึงได้มีการติดต่อให้นางกัลย์สุดา ซึ่งคาดว่าเป็นแม่ที่แท้จริงไปเพื่อทำการตรวจสอบพิสูจน์หลักฐาน โดยตอนแรกเจ้าหน้าที่ถามว่าจำลักษณะพิเศษของลูกสาวได้หรือไม่ นางกัลย์สุดาตอบว่าจำได้หูซ้ายแหว่ง เมื่อเปิดดูก็ตรง และจากนั้นเก็บเยื่อบุกระพุ้งแก้มของเด็กและนางกัลย์สุดา เปรียบเทียบ ดีเอ็นเอ ปรากฎว่ามีความสัมพันธ์กันแบบแม่ลูกจริง

เรื่องนี่้พอจำนนด้วยหลักฐาน นางเอ (นามสมมติ)  เล่าว่า เมื่อปี 2554 ได้ตั้งท้อง เมื่อครรภ์อายุ 6 เดือนได้ไปพักอยู่กับพ่อแม่ที่อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น และได้เกิดปวดท้องจนแท้ง ทำให้เศร้าเสียใจไม่อยากให้ทุกคนเสียใจและต้องการมีลูก จึงไม่บอกใครว่าแท้งแล้ว เพราะรูปร่างไม่เปลี่ยนยังอ้วนเหมือนคนท้อง และวางแผนขโมยเด็ก พอระยะที่คิดว่าสมควรอายุครรภ์ใกล้คลอด จึงไปโรงพยาบาลและบอกทุกคนว่าคลอดแล้วแต่ไม่ต้องไปเยี่ยมจะเดินทางกลับเอง ระหว่างนั้นก็ไปดูลาดเลาที่ห้องพักคลอด โดยทำทีไปพูดคุยกับคนโน้นคนนี้ และไปได้อุ้มเด็กที่เตียง 24 รู้สึกถูกชะตาเป็นอย่างมาก หน้าตาน่ารักผิวสีดำแดง

เมื่อสบโอกาสในช่วงเช้าวันที่ 13 ก.พ.ขณะเด็กหลับหลังแม่ให้นมลูกเสร็จและแม่เด็กเข้าห้องน้ำ จึงอุ้มเด็กเดินออกไปจากห้องพักหลังคลอด รู้ว่ามีกล้องวงจรปิด แต่ก็ไม่ได้ปิดบัง เพราะใจมุ่งที่จะเอาเด็กไป ขึ้นรถกะบะที่จอดไว้และขับออกไปจังหวัดชัยภูมิทันที และบอกทุกคนว่านมไม่มีเลยต้องให้กินนมชงมาตลอด รู้สึกรักผูกพันเป็นลูกแท้ๆ ซึ่งลูกก็เติบโตเป็นเด็กน่ารักทุกคนในบ้านต่างก็รักมากเช่นกัน

จนกระทั่ง 2 ปีที่ผ่านมา ได้เดินทางไปทำงานกับสามีที่กรุงเทพฯ ซึ่งไปร่วมทำงานขนส่งกับบริษัทโลจิสติกส์ ให้ลูกสาวอาศัยอยู่กับปู่ย่า แต่เดินทางมาเยี่ยมลูกสาวเป็นประจำ แต่กังวลเรื่องเข้าโรงเรียนจนยอมทำสูติบัตรปลอม และเมื่อเรื่องเปิดเผยก็ต้องยอมรับไม่คิดหนี

นางเอ (นามสมมติ) บอกทั้งน้ำตาว่า ครอบครัวทุกคนให้กำลังใจ เพราะทุกอย่างได้เกิดขึ้นแล้ว รักลูกเป็นที่สุด ยอมทุกอย่างเพื่อจะให้ลูกอยู่กับครอบครัวต่อไป ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็คงไม่ทำ แต่ได้ทำแล้วก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่ผ่านมาแล้ว

ระหว่างการแถลงข่าวได้มีเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลขอนแก่น มอบดอกไม้ขอบคุณตำรวจที่ได้คลี่คลายคดี หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทางโรงพยาบาลได้รับความเสียหายเพราะถูกนางกัลย์สุดา ฟ้องร้องที่ทำให้ลูกสาวหายไปขณะที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ความเสียหาย 3.5 ล้านบาท แต่ศาลได้ยกฟ้องไปเมื่อปี 2555

ซึ่งความผิดของนางเอ (นามสมมติ)  พล.ต.ท.บุญเลิศ บอกว่า เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ อายุไม่เกิน 15 ปีเท่านั้น โทษไม่รุนแรง เพราะไม่ได้ลักขโมยแล้วเอาเด็กไปทารุณ แต่เลี้ยงดูเป็นอย่างดี ฐานะทางบ้านก็ดีไม่เดือนร้อน เรื่องปลูกมันสำปะหลังทำไร่ต่างๆ รายได้ไม่น้อยกว่าปีละล้าน

ส่วนจะให้เด็กอยู่กับใครนั้น ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการในการคุ้มครองสิทธิเด็กฯ ของจังหวัด ซึ่งมีศาลร่วมด้วย เนื่องจากต้องพิจารณาอย่างรอบคอบกับความรู้สึกของเด็กที่เติบโตมาและผูกพันกับครอบครัวที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่แบเบาะ ขณะเดียวกันเด็กได้รู้แล้วว่าไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของนางอัญชุลี และแม้จะรู้ว่านางกัลย์สุดา เป็นแม่ผู้ให้กำเนิด ก็ยังคงขออยู่กับครอบครัวของนางอัญชุลี ส่วนการดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น นางอัญชุลี ได้บอกว่าทางครอบครัวได้เตรียมประกันตัวและสู้ตามกระบวนของกฎหมายต่อไป และยอมที่เสียเงินเพื่อให้ลูกอยู่กับตัวเองและครอบครัวต่อไป


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์