ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันเสาร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2563

รำลึก 42 ปี 14 ตุลา "เอนก" แนะคนตุลาร่วมสร้างปชต.แบบตะวันออก

4.21K 158
รำลึก 42 ปี 14 ตุลา เอนก แนะคนตุลาร่วมสร้างปชต.แบบตะวันออก

อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา / 14 ต.ค.58 --- ปาฐกถารำลึก 42 ปี 14 ตุลา "เอนก" ชี้ บริบทเปลี่ยน เปรียบโลกเปลี่ยน แนะคนตุลาร่วมสร้างปชต.แบบตะวันออก ระบุอย่าใช้คำว่า ปชต.แบบไทยๆ เป็นคำสุภาพที่ใช้เรียกแทนระบอบเผด็จการ

มื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 14 ตุลาคม ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 16 แยกคอกวัว นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้กล่าวปาฐกถา 14 ตุลา ประจำปี 2558 หัวข้อ "ไทยในยุคบูรพาภิวัฒน์ : โลกที่เปลี่ยนไปจาก 14 ตุลาคม 2516 ถึง 14 ตุลาคม 2558" ตอนหนึ่งว่า บริบทในช่วงก่อน 14 ตุลาคม 2516 เมื่อก่อนประเทศไทยในสายตาของประเทศอินโดจีนเป็นเพียงเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐอเมริกาที่ไม่มีใครจมได้ เพราะไม่ได้เป็นเรือที่ไม่ได้บนน้ำ แต่เป็นพื้นแผ่นดิน ซึ่งในยุคนั้น ขบวนการนักศึกษาเริ่มมีการต่อต้านสหรัฐ ต่อต้านฐานทัพสหรัฐในประเทศไทย โดยเหตุการณ์ 14 ตุลา เปรียบเสมือนเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่เปลี่ยนทัศนะของคนไทยและเพื่อนบ้านใกล้เคียงไทยเป็นอย่างมาก เพราะคนในยุค 14 ตุลา เกิดมาในโลกที่ฝรั่งเป็นใหญ่ ที่แบ่งออกเป็น 2ค่าย คือ สหรัฐฯ กับ โซเวียด และเป็นโลกที่ประเทศโลกตะวันออกเพิ่งพ้นจากโลกอาณานิคมได้ไม่นานนัก จากที่คนไทยเคยคิดว่า โลกนี้มีเพียงสหรัฐฯที่มีความแข็งแกร่งไม่มีใครต้านทานได้ เป็นผู้นำทางความคิด และทุกประเทศใช้สหรัฐฯเป็นแบบอย่างในการพัฒนาประเทศตัวเอง

นายเอนก กล่าวอีกว่า แต่ขณะที่ทุกประเทศมองสหรัฐฯเป็นแบบอย่าง จีนก็เริ่มมีการพัฒนาเติบโตเงียบๆอย่างไม่น่าเชื่อ ภายใต้การนำของเติ้งเสี่ยวผิง โดยใช้เวลากว่า 3 ทศวรรษ เริ่มเปิดประเทศเริ่ม ปฏิรูปประเทศ จากที่ไทยเคยเห็นจีนเป็นยักษ์เป็นมาร อยู่ในฝ่ายเวียดนามในการสู้กับสหรัฐ แต่แล้วโลกก็ได้เห็นจีนสู้กับเวียดนาม ทำสงครามสั่งสอน สนับสนุนไทยให้ต้านเวียดนาม ทั้งนี้จีนมีความสนิทกับอาเซียนอย่างไม่น่าเชื่อ กระทั่งเกิดเหตุการณ์เทียนอันเหมินขึ้น จนใครต่อใครมองว่า จีนจะถูกคว่ำบาตรจากโลกภายนอก แต่จีนก็อยู่รอดได้จนเป็นชาติมหาอำนาจ มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก จะเห็นได้ว่า จากบริบทในช่วงปี 2516 มาจนถึงปัจจุบัน โลกที่เราอยู่หลายเป็นโลกใบใหม่ เป็นโลกที่ตื่นเต้นที่สุด เพราะภายในเวลา 60-70 ปี ภายหลังสงครามโลก ไม่เพียงแค่จีน แต่ยังมีอินเดียที่เคยเป็นประเทศอาณานิคมก็กำลังเติบโตอย่างไม่หยุดยั่ง เช่นเดียวกับอาเซียน อย่าง สิงคโปร์ก็มีรายได้ต่อหัวเท่าๆ กับประเทศตะวันตก

"ผมเรียกโลกปัจจุบันนี้ว่า ยุคบูรพาภิวัฒน์ เพราะโลกไม่อยู่ในยุคที่ตะวันตกแข็มแข็งแต่เพียงผู้เดียวอีกแล้ว จีนและสหรัฐ เป็นผู้ขับเคี่ยวแห่งศตวรรษนี้ ซึ่งในทัศนะของผม ไทยควรจะทำต้องปรับระยะใกล้ไกลระหว่าง 2 ประเทศนี้ใหม่ เราอยู่ไกลจากสหรัฐมากที่สุด แต่ความสัมพันธ์เราอยู่ใกล้ชิดกับสหรัฐมากเกินไป ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องตามสหรัฐฯมากจนเกินไป เพราะสหรัฐมักจะดำเนินนโยบายการต่างประเทศของตัวเองผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง อย่างนโยบายสงครามในประเทศอิรัก และซีเรีย เป็นต้น ดังนั้นคิดให้มากก่อนที่จะเดินตามเหมือนอย่างแต่ก่อน ในขณะที่เราใกล้กับประเทศจีนมาก และในทางผลประโยชน์เราก็มีความใกล้ชิดกัน ส่วนตัวคิดว่าเราก็ต้องนำผลประโยชน์จากจีนให้มากกว่านี้ แม้ว่าปากของคนไทยจะบอกว่า คนจีนเสียงดัง แต่ไทยต้องการจีนมากกว่าจีนต้องการไทยเยอะ เพราะเราต้องการนักท่องเที่ยว ต้องการทุน และโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนความสัมพันธ์กับจีนให้ฉลาดกว่านี้ และไม่ว่า สหรัฐกับจีนใครจะชนะ ผมคิดว่า ไม่ใช่เรื่องของเรา เพราะความขัดแย้งมีอยู่จริง แต่ความร่วมมือระหว่างจีนกับสหรัฐก็ขาดกันไม่ได้แล้ว ดังนั้น จึงไม่ควรยั่วยุให้ตะวันตกกับตะวันออกขัดแย้งกัน" นายเอนก กล่าว

นายเอนก กลาวต่อว่า ตนคิดว่าสิ่งที่เป็นหัวใจที่สุดของยุคนี้ คือความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนด้วยกันเอง ไทยจะต้องใช้อาเซียนเป็นส่วนขยายในทางการทูตให้มากขึ้น เหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ได้ส่งผลกระทบต่อมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เขารู้จักคนในข่าวของไทยดีมาก ลาว พม่า กัมพูชา รู้ภาษาไทย ดังนั้น เราจะต้องเชื่อมโยงกับทุกประเทศในอาเซียนให้มากขึ้น เราต้องใช้ความเจริญจากภูมิภาค และชายแดนให้เป็นประโยชน์ เพราะเพื่อนบ้านของเรามีอัตราความเจริญมากกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อตอน 14 ตุลา 16 เศรษฐกิจของโลกเป็นของคนผิวขาวเท่านั้น แต่ในปัจจุบันโลกน่าสนใจมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ได้เป็นของคนผิวขาวอย่างเดียวแล้ว คนผิวอื่นๆเริ่มขยับเขามาใกล้เคียงกับคนผิวขาวมากขึ้น ขณะเดียวกันเรื่องประชาธิปไตย เราก็ต้องร่วมสร้าง แม้ว่าจะเป็นแนวคิดจากตะวันตกก็ตาม ซึ่งเราจะต้องไม่หลีกหนีจากระบอบประชาธิปไตยไป และต้องไม่ใช่แค่การคัดลอกแบบของตะวันตกมา แต่เราต้องเริ่มผลประชาธิปไตยแบบตะวันออกให้มากขึ้น ต้องทำให้คำว่า ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่เป็นเพียงแค่คำพูดสุภาพที่ใช้เรียกแทนระบอบเผด็จการ

"เมื่อ 42 ปีที่แล้วชาว 14 ตุลา อยู่ในวัยที่หนุ่มสาวมาก ตอนนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ก็ยังเรียนอยู่โรงเรียนนายร้อยจปร. แต่วันนี้ชาว 14 ตุลากลายเป็นคนวัยเกษียณไปแล้ว พวกเราคนรุ่นประหลาด เพราะเราทำเรื่องใหญ่ให้บ้านเมืองตั้งแต่วัยหนุ่มสาว เห็นโลกที่แน่วแน่ว่าอะไรคือก้าวหน้า หรือล้าหลัง แต่ความจริงโลกน่าพิศวงมากกว่านั้น 14 ตุลา 2516 เป็นการระเบิดครั้งใหญ่ แต่ 14 ตุลา 2558 จะเป็นการระเบิดครั้งใหญ่หรือไม่ ผมคิดว่าเราควรใช้สติปัญญาที่สุกงอมอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งผมได้แต่หวังว่า ชาว 14 ตุลา จะช่วยกันคิดให้ไทยเปลี่ยนไป เดินไปสู่ความสว่าง สุกงอกและมีวุฒิภาวะที่เกิดจากภายในเองได้ โดยเราต้องหยุดเป็นประเทศลูกไล่ประเทศมหาอำนาจ เราต้องคิดถึงโลกทัศน์ใหม่ เป็นชาติอำนาจระดับกลาง เหมือนที่อินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล คิดแล้วทำ" นายเอนก กล่าวทิ้งท้าย


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend