ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ชาวนารุ่นใหม่ตามรอยเศรษฐกิจพอเพียง

2.30K 1
ชาวนารุ่นใหม่ตามรอยเศรษฐกิจพอเพียง

ความร่ำรวยอาจไม่ได้เป็นทางออกของ ความสุขเสมอไป บางครั้งคนเราเกิดมาแล้วย่อมแสวงความสุขนั้นด้วยตัวของเราเอง ดั่งการศึกษาและอาชีพ ที่ถือเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่จะผลักดันให้ชีวิตก้าวเดินต่อไปข้างหน้าไปอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพราะฐานะเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในก้าวไปข้างหน้าของมนุษย์เราเท่านั้น เปรียบดั่งแนวคิดของเด็กหนุ่มดีกรีนักเรียนนอกที่สวนกระแสกับเด็กสมัยใหม่ ยอมเดินโต้คลื่นหันมาจับอาชีพชาวนา และสร้างผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ ผ่านการคัดสรรด้วยกรรมวิธีที่ทันสมัย น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแรงขับเคลื่อน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหลัก พร้อมจัดจำหน่ายสินค้าชาวนาไทยที่ได้คุณภาพ ภายใต้ตราสัญลักษณ์ " Chiang mai Rice Life"

"พีช-พัชรพงศ์ ตันธนสิน" วัย 28 ปี เด็กหนุ่มสมัยใหม่ จากกรุงเทพมหานคร กับชีวิตที่เกิดมาบนความศิวิไลซ์ ได้เล่าถึงที่มาที่ไป เรื่องการหันมาจับอาชีพเกษตรกรว่า เดิมที่บ้านทำธุรกิจค้าหม้อแปลงไฟฟ้า เป็นธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ มีพ่อเป็นผู้บริหาร ซึ่งตนนั้นไม่ได้สนใจในธุรกิจหม้อแปลง แต่กลับให้ความสนใจเรื่องของเกษตรกรรมมากกว่า โดยเฉพาะการปลูกข้าว, การทำนาและการปลูกพืชผลทางการเกษตรทั้งหลายแหล่ อีกทั้งฝันที่จะศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรให้คนทั่วไปสามารถเข้าศึกษาและเรียนรู้ได้

ก่อนที่ชีวิตจะพลิกผันเข้าสู่เกษตรกรรุ่นใหม่นั้น เขาเคยศึกษาต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยกริฟฟิธ ด้านคอมพิวเตอร์กราฟิก ที่เมืองซิดนี่ย์ ประเทศออสเตรเลีย ในช่วงที่เรียนก็ได้ไปช่วยคุณน้าทำร้านอาหาร เขาเป็นทั้งพ่อครัวและเด็กเสิร์ฟในคราวเดียวกัน นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นขั้นพื้นฐานด้านการทำงานที่ทำให้เขา ให้ได้เรียนรู้ถึงกระบวนการทำงานและหาเงินด้วยตัวเขาเอง ถือเป็นของขวัญชิ้นสัญชิ้นสำคัญที่เด็กหนุ่มตัวเล็กๆ อย่างเขาควรได้รับ คิดในแง่ดีคือ เป็นภูมิคุ้มกันที่จะสามารถเผชิญต่อโลกกว้างได้ในอนาคตหลังสำเร็จการศึกษา

กระทั่งเมื่อผมเรียนจบแล้วก็กลับมาอยู่ที่ประเทศไทย พ่อผมถามว่า อยากจะทำอะไรต่อจากนี้ ผมบอกได้เลยว่า ณ เวลานั้นยังไม่แน่ชัดว่าอยากจะเป็นอะไรหรือทำงานในด้านไหน ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่า เราจบด้านคอมพิวเตอร์กราฟิกมา คงจะหนีไม่พ้นเรื่องงานออกแบบหรือใกล้เคียง จนวันหนึ่งได้มีโอกาสกลับมาพักที่บ้านที่จังหวัดเชียงใหม่ และได้ไปดูที่ดินและแปลงนาที่คุณพ่อซื้อทิ้งไว้ ตั้งอยู่ที่ถนนเส้นสันกำแพงเก่า ซอยเรือนแพ 1 บ้านมอญ หมู่ 1 ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยปล่อยให้คนมาเช่าทำนา บนพื้นที่ราว 50 ไร่

"วันนั้นทำให้ผมได้รู้จักกับลุงชาวนาที่มาขอเช่าที่ของพ่อผมในการทำมาหากิน เราได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดบริบทด้านการทำนาของชาวนา ผมว่าน่าสนใจ รวมถึงเมื่อมองไปรอบๆ และเห็นว่า ณ ปัจจุบัน ทุ่งนาที่เขียวขจีกำลังถูกเมืองใหญ่กลืนกิน โดยเฉพาะโครงการบ้านจัดสรรต่างๆ ที่ไล่ที่มาจนไม่เหลือความเป็นท้องถิ่น จึงจุดประกายให้ผมเริ่มคิดที่จะลองทำนาข้าว อนุรักษ์ความเป็นท้องถิ่นไว้ และกลับไปบอกพ่อว่า ผมจะปลูกข้าวและพัฒนาผืนดินแห่งนี้ให้เป็นทั้งนาข้าวและแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตร เพื่อที่คนรุ่นหลังจะได้รู้จักและสามารถนำไปต่อยอดในอาชีพที่เขาทำได้"

จากนั้นเขาจึงเริ่มเข้าสู่ความเป็นวิถีแห่งเกษตรอย่างเต็มตัว ด้วยการปรึกษาคุณพ่อในเรื่องของเงินทุนและการบริหารจัดการที่ดิน ซึ่งคุณพ่อด้วยความที่เป็นนักธุรกิจและมีวิสัยทัศน์ก้าวไกล จึงเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ความฝันของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้เป็นจริงขึ้นมา โดยได้มีการซื้อที่บริเวณบ้านมอญ หมู่ 1 ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่เพิ่มอีก 20 ไร่ รวมแล้วกว่า 70 ไร่ อีกทั้งยังได้สร้างเรือนไม้และที่อยู่อาศัย รวมถึงศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตร บนงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท

หลังจากนั้นตัวของพัชรพงศ์เองก็ได้ลงมือศึกษาความรู้ด้านเกษตรอย่างจริงจัง โดยได้เข้าร่วมยังโครงการต่างๆ เช่น โครงการเกษตรที่จัดขึ้นโดยบริษัท ซีพี กรุ๊ป จำกัด ที่สอนในเรื่องของการทำเกษตรแบบระบบหมุนเวียน และการสร้างรายได้จากการทำธุรกิจภาคเกษตร รวมถึงในส่วนของมูลนิธิขวัญข้าวที่ได้มีโอกาสไปอบรบในเรื่องของการทำเกษตรอินทรีย์ 100% โดยผู้ที่เข้าอบรมได้เรียนรู้ในส่วนของการหลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมี และหันมาใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์แทน เช่น การใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักที่ได้จากกากน้ำตาลและผลไม้ ซึ่งเหล่านี้ถือเป็นพื้นฐานความรู้ขั้นต้นที่ทำให้เขาเข้าใจและลึกซึ้งถึงคุณค่าในวิถีการเกษตรแบบอินทรีย์ เนื่องจากปัจจุบันจะพบว่า เกษตรส่วนใหญ่น้อมนำในเรื่องของเคมีเป็นหลัก ซึ่งข้อดีคือได้ผลผลิตจำนวนมากและบ่มเพาะผลผลิตได้ไว แต่ข้อเสียคือ สร้างความเสียหายให้กับดินและก่อให้เกิดสารเคมีตกค้างในผลผลิตได้ง่าย

พัชรพงศ์ พูดถึงเกษตรแบบอินทรีย์และเกษตรแบบเคมีว่า "ปัจจุบันนี้ ชาวไร่ชาวนาให้ความสนใจแต่เรื่องของการเพาะปลูกโดยใช้สารเคมีเป็นตัวชี้นำ แน่นอนว่า จากการศึกษาทั้งในส่วนของวิชาการและจากที่ได้ไปอบรมมา มองว่า เคมีนั้นมีข้อดีในเรื่องของผลผลิตที่ได้มากกว่า เนื่องจากสารเคมีสามารถไปเร่งกระบวนเจริญเติบโตของเมล็ดข้าวหรือพืชผลทางการเกษตรได้มากกว่า แต่ก็มีข้อเสียคือ ใช้มากๆ จะส่งผลเสียต่อระบบนิเวศน์ โดยเฉพาะระบบนิเวศน์ในดิน ที่พวกไส้เดือน หรือแร่ธาตุต่างๆ จะหายไป เกิดปัญหาดินเค็มตามมา แต่สำหรับระบบอินทรีย์นั้น เราไม่ต้องไปกระวนกระวายว่าหน้าดินจะคงคุณภาพที่จะปลูกพืชผลทางการเกษตรหรือไม่ เพราะความอินทรีย์คือ ความเป็นธรรมชาติ เพียงแต่ข้อด้อยของอินทรีย์คือ ดูแลค่อนข้างยาก และละเอียด ต้องใช้ความประณีตและมีใจรักถึงจะทำได้"

ผมได้มีโอกาสไปเรียนหลักสูตรการทำนาที่เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ด้านการเกษตร ซึ่งได้มีการสอนเรื่องของการปลูกข้าว ทั้งการปลูกด้วยมือ หรือการปลูกด้วยเครื่องจักร อีกทั้งยังศึกษากับชาวนาที่ชื่อ ลุงซัน ผู้มีประสบการณ์ซึ่งเป็นชาวนามากประสบการณ์ที่มาเช่าที่ของพ่อสำหรับปลูกข้าว ซึ่งได้พร่ำสอนเทคนิคการปลูกข้าวแบบชาวนาแท้ และทำให้เขาได้ซึมซับความเป็นชาวนาได้อีกขั้นหนึ่ง และหลังจากนั้นก็มีโอกาสไปศึกษาดูงานไกลถึงประเทศไตหวัน ที่นั่นเขาได้สัมผัสกับนวัตกรรมด้านการเกษตรมากมาย โดยเฉพาะการทำคันนาแบบซีเมนต์ ที่อาจไม่ค่อยได้เห็นนักในประเทศไทย หรือการใช้พลาสติกคุมคันนาเพื่อลดปริมาณหญ้าที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว

พัชรพงศ์ อธิบายถึงประโยชน์ของการทำคันนาแบบซีเมนต์และการใช้พลาสติกคุมหน้าดินว่า "คันนาดินนั้นมีอุปสรรคมากกว่า ต้องดูแลและมีกรรมวิธีการรักษา ซึ่งแตกต่างจากคันนาซีเมนต์ที่จะช่วยประหยัดในเรื่องของพื้นที่ มีการแบ่งสัดส่วนการปลูกข้าวได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังสามารถป้องกันปูกับหนูนาที่จะเข้ามากัดกินโคนข้าว หรือเป็นพาหะนำโรคต่างๆ มาเจือปนกับต้นข้าวได้ ซึ่งเราไม่ได้ต้องการให้เป็นแบบนั้น เพราะต้องการผลผลิตที่มีความสะอาดและปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากที่สุด และข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือ ไม่จำเป็นต้องมาพะวงเรื่องการตัดหญ้า เพราะสังเกตจากชาวนาส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาหลังปลูกข้าวในการสอดส่องและลดปริมาณหญ้าบนคันนาอยู่เสมอ ผมมองว่าเป็นการเสียเวลา"

สำหรับระบบการจ่ายน้ำเพื่อใช้ในการทำนาข้าวนั้น เขาโชคดีอย่างหนึ่งตรงที่ พื้นที่ทั้งหมดตั้งอยู่ในบริเวณที่มีน้ำจากธรรมชาติไหลผ่าน เช่น คลองและหนองน้ำ โดยเชื่อมมาจากสายหลักคือ เขื่อนแม่กวงและลำน้ำคาวที่มีน้ำไหลผ่านอยู่ตลอดปี เรียกได้ว่า นาข้าวของเขานั้นแทบไม่ต้องดิ้นรนเรื่องการหาน้ำเข้านาข้าวเลยทีเดียว อีกทั้งยังสอดแทรกระบบอินทรีย์แบบธรรมชาติเรื่องการทำให้ดินในนาข้าวนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยหญ้าที่ได้จากการตัดหรือการไถกลบตอซังพืช ใช้การบ่มโดยใช้น้ำ เรียกว่า การพักน้ำ เพื่อให้วัชพืชเกิดการเน่าและย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย ผิดกับวิธีของชาวนาสมัยก่อนที่เน้นการเผา ซึ่งถือเป็นที่วิธีผิดๆ ที่ทำให้หน้าดินสูญเสียแร่ธาตุ และก่อให้เกิดดินเค็มตามมาได้

จากนั้นเมื่อผืนดินในนาข้าวมีความสมบูรณ์พร้อมที่จะใช้งาน จึงไปขอคำแนะนำจากลุงซันเรื่องระยะเวลาการเติบโตของชนิด ซึ่งลุงซันได้สอนว่า ข้าวหอมมะลิเป็นข้าวนาปี ปลูกเป็นฤดูกาล ต่างจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ทุกๆ 120-130 วันหลังการปลูก ต่อมาก็ได้นำร่องด้วยการปลูกข้าวหอมมะลิและไรซ์เบอ์รี่บนพื้นที่ 20 ไร่ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี สามารถสร้างผลผลิตได้มากถึง 6 ตัน (6,000 กิโลกรัม)

และในระหว่างนั้นก็ได้มีการซื้อเครื่องอบข้าวมาจากประเทศไตหวัน เนื่องจากเขามองว่า การตากข้าวนั้นให้ผลผลิตที่ช้ากว่าการอบ เพราะการอบใช้เวลาเพียง 6 ชั่วโมงก็สามารถนำไปสีและบรรจุภัณฑ์ได้เลย หากนำไปตากแดดเหมือนที่ชาวบ้านเขาทำกัน ก็ต้องใช้ราว 2 แดด หรือ 2 วันเต็ม และการซื้อเครื่องจักรสำหรับผลิตข้าวเข้ามาเป็นส่วนเสริม เช่น เครื่องปลูกต้นกล้า,รถสีข้าว เรียกได้ว่า มีการนำเทคโนโลยีด้านเกษตรสมัยใหม่มาใช้ เพื่อย่นระยะเวลาการทำงาน ให้สามารถบริหารจัดการผลผลิตให้ตรงตามเป้าหมาย

จากนั้นได้มีการจัดจำหน่ายให้กับเพื่อนและส่งไปขายที่กรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก แม้ว่าขณะนั้นจะยังไม่เป็นที่รู้จัก ยอดขายจะยังได้ไม่ถึงเป้า แต่ความสำเร็จอยู่ที่หัวใจของการทำ เขาสามารถทำสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝันให้ออกมาเป็นรูปธรรม จากก้าวแรกก็เป็นก้าวที่สองสามสี่ตามลำดับ เมื่อได้กำลังใจจากการผลิตข้าวในครั้งแรก ความไม่ย่อท้อของเขาก็ก่อให้เกิดพลังใจครั้งยิ่งใหญ่ พัชรพงศ์ตัดสินใจว่านผลผลิตอีกครั้ง โดยครั้งนี้เขาขยายพื้นที่การเพาะปลูกจากเดิม 20 ไร่เป็น 50 ไร่ ปรับเปลี่ยนวิธีการปลูก ที่แต่เดิมปลูกไรซ์เบอร์รี่กับข้าวหอมมะลิพร้อมกัน ก็ใช้การปลูกข้าวหอมมะลิก่อนในรอบแรก แล้วจึงปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ตามในภายหลัง เพื่อให้ได้การคำนวณตัวเลขเรื่องของระยะเวลาการปลูก, ปริมาณผลผลิต และต้นทุนที่ใช้ไปการปลูกข้าวในแต่ละชนิดได้ถูกต้องที่สุด

"ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาผมสามารถปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่และข้าวหอมมะลิรวมกันแล้วได้ 2.2 ตัน นี่คิดรวมกันแล้วนะครับ แบ่งเป็น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ 1.8 ตัน ข้าวหอมมะลิ 396 กิโลกรัม โดยเรื่องราคาขายนั้น ผมจะขายส่งในกิโลกรัมละ 100 บาท ซื้อ 10 แถม 2 บรรจุเป็นกล่อง 1 โหลมี 12 ห่อ และเน้นส่งเฉพาะภายในประเทศ โดยเฉพาะที่เชียงใหม่กับกรุงเทพมหานคร เนื่องจากเรายังเป็นแบรนด์ใหม่ การจะขยายตลาดทีเดียวเลย ถือเป็นความเสี่ยงเรื่องของเงินทุน จึงค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งหากลองคำนวณแล้วจะพบว่า 1 ปีทำนา 2 รอบ 1 ไร่ สามารถสร้างได้รายถึง 2 แสนบาท ตัวอย่างเช่น เมล็ดข้าวหอมมะลิ 120 กิโลกรัม สามารถทำผลผลิตได้ 5 ตัน (5,000 กิโลกรัม) บนพื้นที่ 18 ไร่ ซึ่งใช้งบประมาณราว 18,000 บาท ก็เฉลี่ยไร่ละ 1,800 บาท ถือว่าถูกมาก แม้ว่าที่ผ่านมายอดขายจะยังไม่ถึงเป้าที่วางไว้คือ 2 แสน แต่ก็ไม่เสียใจ เพราะต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ และที่ผ่านมาไปด้วย 1 แสนบาทภายใน 5 เดือน 1 แสนบาทเป็นเงินเดือนแรกของอาชีพชาวนา"

อีกทั้งในช่วงที่ทำนาข้าวตลอด 2 ปีทีผ่านมา ก็พบปัญหามากมาย ที่เกิดขึ้นกับพืชผลทางการเกษตร บางครั้งรู้สึกท้อกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ด้วยใจรักที่จะทำ จึงมองปัญหาให้เป็นดั่งครู โดยช่วงแรกๆ นั้นปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ หอยเชอร์รี่ ศัตรูตัวสำคัญของนาข้าว เพราะจะคอยทำลายกอข้าวที่เขาปลูกอยู่เสมอ จึงได้มีการศึกษาในส่วนลึกของการดูแลพันธุ์ข้าวในระหว่างที่กำลังเจริญเติบโต ด้วยการนำเป็ดมาเลี้ยงไว้เพื่อใช้สำหรับกินไข่และตัวของเชอร์รี่ หรือตัวเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่คอยสร้างปัญหาให้นาข้าวอยู่เสมอ จึงได้นำวิธีแบบธรรมชาติมาใช้ นั้นคือการปลูกต้นตะไคร้รอบนาข้าว เพราะในตะไคร้มีสารละเหยซึ่งสามารถขับไล่แมลงเหล่านี้ออกไปได้

ปัจจุบันไม่เพียงแต่ใช้พื้นที่สำหรับการเพาะปลูกข้าวเท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาให้มีร้านกาแฟ ให้เป็นหนึ่งในที่สงบที่คนเมืองสามารถมาดูวิถีความเป็นชนบทได้ที่นี่ เพราะเขามองว่า นาข้าวในเมืองยากที่จะได้เห็นแล้วในปัจจุบัน ที่ผ่านมาก็ได้รับนิยมจากนักท่องเที่ยวพอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย บ้างก็เกิดความสงสัยว่ามีที่แบบนี้อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ด้วยหรือ ยิ่งช่วงฤดูกาลที่ข้าวเติบใหญ่และเขียวชอุ่ม เห็นความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิตแล้วนั้น ยิ่งเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวจะให้ความนิยมมานั่งกินบรรยากาศมากที่สุด

และยังมีได้มีการสร้างศูนย์การเรียนรู้เรื่องของการเกษตร เพื่อยกระดับศักยภาพบนพื้นที่ให้เป็นแหล่งศึกษา ซึ่งที่ผ่านมา ทางมหาวิทยาลัยน่านและสภากาชาติก็เค ยนำนักศึกษาและบุคลากรมาศึกษา ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่โดยเทศบาลตำบลสันกลาง มีการอบรมฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย สามารถใช้พื้นที่ขนาด 70 ไร่ เพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตรได้อีกด้วย

"ผมมองว่าของเหล่านี้มันอยู่ที่ความชอบ ใช้ใจทำ ต้นทุนเป็นเพียงส่วนประกอบ เพราะการทำนาเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความรู้สึก ถ้าใจไม่รักก็ทำไม่ได้ มีเงิน ใจไม่มีก็ไปไม่รอด ยิ่งเราเป็นหัวหน้าคนแล้วด้วย จะต้องลงมากลิ้งเกลือกกับพื้นดิน ใช้อุปกรณ์และเครื่องมือเป็นทุกอย่าง ให้เป็น เมื่อเกิดกรณีเครื่องเสียหรือคนงานใช้ไม่เป็น เราก็สามารถเข้าไปสอนเขาได้ ผมมองในแง่บวกเสมอว่า การทำงานนั้น เราจะเหนื่อยแค่ 10 วัน หลังจากนั้นอีก 2 เดือนในช่วงที่รอเก็บเกี่ยวก็สามารถทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง บริหารร้านกาแฟ หรือมีเวลาไปศึกษาดูงานและศึกษาส่วนของธุรกิจเพิ่มเติม มีอิสระในการทำงานมากกว่าเห็นๆ"

ปัจจุบันว่า ตนเป็นชาวนาเพียง 70% เท่านั้น เพราะมีกิจการหลายอย่างที่ต้องทำร่วม รวมทั้งมีการใช้เทคโนโลยีด้านการเกษตรเป็นส่วนประกอบในการทำงาน จึงไม่ถือว่าเป็นชาวนา 100% โดยในอนาคตได้มีแนวคิดต่อยอดเรื่องการศึกษาเพิ่มเติม สนใจที่จะเรียนช่าง เนื่องจากช่างคือหนึ่งในทักษะที่ชาวไร่ชาวนาควรมี ของเสียซ่อมเองได้ หรือสามารถไปสอนผู้อื่นได้อีกด้วย และจะพัฒนาให้ผลิตภัณฑ์ข้าว Rice Life ให้ได้มาตรฐาน GAP (Good Agriculture Practices) ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมถึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่ไปกับการทำงาน ตั้งมั่นอยู่เป็นความเกษตรกรรุ่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อผลผลิตทางการเกษตรขที่มีคุณภาพและได้การยอมรับจากผู้คนต่อไป


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend