ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอังคาร ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564

"นพดล" ขอบคุณศาลยกฟ้องคดี พ้อเหมือนตกนรก 7 ปี ถูกกล่าวหาขายชาติ

10.49K 2.64K
นพดล ขอบคุณศาลยกฟ้องคดี พ้อเหมือนตกนรก 7 ปี ถูกกล่าวหาขายชาติ

4 ก.ย. 58 - ศาลฎีกานักการเมืองมติข้างมาก 6 : 3 ยกฟ้อง นพดล ปัทมะอดีต รมว.ตปท.ไม่ผิด ม.157 ลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหาร ปี 51 นพดลขอบคุณศาลยกฟ้องคดี พ้อเหมือนตกนรก7ปี จากถูกกล่าวหาขายชาติ ยันไม่ติดใจฟ้องกลับปปช.- อโหสิกรรมทุกคน ให้จบแค่นี้

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 4 ก.ย.58 เวลา 13.00 น. นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีหมายเลขดำ อม.3/2556 พร้อมองค์คณะผู้พิพากษา รวม 9 คน นัดฟังคำพิพากษาคดี ที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เมื่อปี 2551 และที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ในกรณีที่ นายนพดล ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิ.ย.51 ที่สนับสนุนให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาไทย

โดยก่อนการอ่านพิพากษา องค์คณะผู้พิพากษาทั้งเก้า ได้ประชุมภายภายในเพื่อลงมติ คำพิพากษา ต่อมาเวลา 14.45 น. องค์คณะฯ โดยนายธนฤกษ์ นิติเศรณี ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ได้อ่านคำพิพากษา ซึ่งองค์คณะฯ มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ว่า การกระทำของนายนพดล ที่ลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา สนับสนุนประเทศกัมพูชา เสนอคำขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหารปี 2551 นั้น เป็นไปด้วยความระมัดระวังที่กระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้กรมแผนที่ทหาร ตรวจสอบพื้นที่ที่กัมพูชา ใช้เป็นแผนผังประกอบการยื่นคำขอขึ้นมรดกโลกต่อองค์การยูเนสโกแล้ว ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีการรุกล้ำพื้นที่อาณาเขตประเทศไทย และจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติตามแนวทางการแก้ปัญหาข้อพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชาที่จะไม่ให้กระทบอาณาเขตไทยแล้ว

อีกทั้งร่างแถลงการณ์ร่วมนั้น ได้ความว่า ไม่ได้เกิดจากการริเริ่มของจำเลย แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการเจรจาร่วม 3 ฝ่าย ไทย กัมพูชา และผู้ที่เกี่ยวข้องจากฝ่ายยูเนสโกการขอขึ้นมรดกโลก ที่เห็นว่าปราสาทพระวิหาร ทรงคุณค่าและมีความโดดเด่นในการอนุรักษ์ แต่การขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก ต้องไม่กระทบปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก เคยมีคำวินิจฉัยไว้ อีกทั้งเมื่อศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาในคดีที่มีผู้ฟ้องเกี่ยวกับการสนับสนุนขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่ศาลปกครองห้าม รมว.ต่างประเทศ นำแถลงการณ์ร่วมไปใช้ดำเนินการใดๆ แล้ว จำเลย ก็ได้มีคำสั่งให้หยุดการดำเนินการดังกล่าวไว้ทันที และเสนอขอให้เลื่อนการประชุมขึ้นทะเบียนมรดกโลกออกไปก่อน แต่ภายหลังจะมีการประชุมใหม่ก็สืบเนื่องจากที่ยูเนสโก เห็นว่าสามารถพิจารณาคำขอได้โดยไม่กระทบเขตแดน

ส่วนที่ไม่ได้มีการนำร่างแถลงการณ์ร่วมฯ เสนอที่ประชุมสภาตามรัฐธรรมนูญฯ ปี 2550 มาตรา 190 วรรคสองนั้น องค์คณะฯ เห็นว่า ได้ความจากพยานกระทรวงการต่างประเทศ ว่า ขณะนั้นกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ของกระทรวงการต่างประเทศ เห็นว่า ร่างแถลงการณ์ไม่ใช่สนธิสัญญา จึงไม่ได้เสนอผ่านสภา แต่ก่อนจะมีการลงนาม จำเลยได้ปฏิบัติตามขั้นตอนในการเสนอที่ประชุม สมช.และ ครม.แล้ว จึงเป็นการกระทำสมเหตุสมผลขณะนั้น และไม่ใช่การกระทำโดยเร่งรีบ เนื่องจากการประชุมยูเนสโก พิจารณามรดกโลก ที่จะมีขึ้น อีกทั้ง ป.ป.ช. โจทก์ ไม่มีพยานหลักฐานที่จะทำให้เห็นได้ว่า การกระทำของนายนพดล จำเลย ขณะเป็น รมว.ต่างประเทศ นั้น ร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จะได้รับประโยชน์แลกเปลี่ยนกานขุดเจาะน้ำมัน ในพื้นที่พิพาทตามที่โจทก์อ้าง คงมีเพียงพยานคือนายสมชาย แสวงการ และ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ที่ให้การซึ่งได้ข้อมูลจากสื่อ แต่ยังไม่มีหลักฐานอื่นที่จะอนุมานได้ว่า นายนพดล และ พ.ต.ท.ทักษิณ จะได้รับประโยชน์ โดยภายหลังการลงนามแถลงการณ์ ไม่ปรากฎว่ามีเอกชนรายใด ได้เข้าไปขุดเจาะน้ำมัน

ดังนั้นพยานหลักฐานของ ป.ป.ช.โจทก์ จึงยังฟังไม่ได้ว่า นายนพดล ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับความเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 องค์คณะฯ จึงมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง

ภายหลังฟังคำพิพากษา นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ และที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ถึงกับตาแดง โดยนายนพดล กล่าวว่า ขอบคุณศาลที่ให้ความยุติธรรม และขอบคุณเพื่อนนักกฎหมายที่เป็นทนายความ รวมทั้งข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่ได้มาเป็นพยานในคดี ตั้งแต่ถูกกล่าว 7 ปี เหมือนตกอยู่ในนรก ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขายชาติ เป็นคนไทยหัวใจกัมพูชา

อย่างไรก็ดี ตนไม่ติดใจกับการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. และไม่คิดจะฟ้องกลับใคร ขอให้อโสิกรรม จบแค่นี้ หลังจากนี้ก็พักก่อน ส่วนเรื่องจะเดินทางออกนอกประเทศ ก็คิดว่าจะได้ความกรุณาจาก คสช.

ด้านนายสิทธิโชค ศรีเจริญ ทนายความของ ป.ป.ช. กล่าวว่า เมื่อศาลฎีกาฯ ยกฟ้อง แล้ว คดีถือว่าจบ ตามที่ศาลมีคำพิพากษา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้มีกลุ่มอดีตรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย หลายคนมาร่วมให้กำลังใจด้วย อาทิ นายจาตุรนต์ ฉายแสง และนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย ทวีชัย จันทะวงค์
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend