ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2564

พิพากษาฎีกายืน รอลงอาญา 2 ปี "โอ๋ สืบ 6" ปล่อยคนทำร้ายกลุ่มต้านทักษิณ

3.01K 892
พิพากษาฎีกายืน รอลงอาญา 2 ปี โอ๋ สืบ 6 ปล่อยคนทำร้ายกลุ่มต้านทักษิณ

พิพากษาฎีกายืน รอลงอาญา 2 ปีโอ๋ สืบ 6 พล.ต.ต.ธนายุตม์ ขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ ผกก.สส.บก.น.6 ปี 49 ละเว้นหน้าที่ ไม่จับกุมคนทำร้ายกลุ่มเสื้อเหลืองพันธมิตร ฯ ระหว่างตะโกนไล่ทักษิณ ศาลชี้หลักฐานวีซีดีบันทึกภาพชัด

ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 25 มิ.ย.58 เวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ อ.2314/2550 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 และผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ที่ถูกทำร้าย ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ผบก.อก.สพฐ.ตร. หรือชื่อเดิม ฤทธิรงค์ เทพจันดา ฉายาโอ๋ สืบ6 เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบสร้างความเสียหายให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด และเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาร่วมกันกระทำหรือไม่กระทำการอย่างใดๆ ในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ ฯตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157,200 ประกอบมาตรา 83 และ 90ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.50 บรรยายความผิดจำเลยสรุปว่า เมื่อวันที่ 21 ส.ค.49 เวลากลางวัน ขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่ง ผกก.สส.บก.น.6 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หรือจัดการให้เป็นไปตามกฎหมายอาญา มีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงฯ โดยจำเลย ร่วมกับนายจรัล จงอ่อน, นายชัยสิทธิ์ ลอม๊ะห์และนายสุเมธ บุญยรัตพันธุ์ เข้าไปรุมใช้กำลังประทุษร้าย นายฤทธิรงค์ ลิขิตประเสริฐกุลและนายวิชัย เอื้อปิยาพันธุ์ ผุ้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ที่ตะโกนขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรนายกรัฐมนตรีขณะนั้น ที่ไปร่วมงานบริเวณห้างเซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่า ย่านปทุมวัน โดยจำเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่จับกุม นายจรัลกับพวกมาดำเนินคดี เหตุเกิดที่แขวง-เขตปทุมวัน กทม.โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 พ.ค.51 ว่า จำเลยมีความผิด ตาม ม.157 ให้จำคุก 2 ปีและปรับ 10,000 บาท แต่ไม่เคยปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน ขณะที่จำเลยได้ประกอบคุณงามความดีด้วยการปฏิบัติหน้าที่ราชการเพื่อประเทศชาติด้วยดีตลอดมา และหลังจากเกิดเหตุคดีนี้จำเลยถูกลงโทษทางวินัยให้ไล่ออกจากราชการ อันทำให้จำเลยหมดอนาคตในชีวิตราชการ นับได้ว่าจำเลยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในหน้าที่การงานจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จำเลยคงสำนึกในการกระทำของตน ถือได้ว่าเป็นเหตุอันควรปราณี และเพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้พิพากษายกฟ้อง โดยต่อสู้ว่าไม่เคยรู้จักกับนายจรัล กับพวกมาก่อน และการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) ที่ชี้มูลความผิดจำเลยไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 26 ส.ค.54 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยจำเลยฎีกาต่อสู้ อีกว่าการกระทำของจำเลย ไม่ได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามมาตรา 157ศาลฎีกา ตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว ที่จำเลยต่อสู้ว่านายต่อตระกูล ยมนาค อนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.กระทำการขัดต่อพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2550 และระเบียบ ของ ป.ป.ช.ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของอนุกรรมการไต่สวน พ.ศ.2547 กรณีที่นายต่อตระกูลนำแผ่นวีซีดีที่บันทึกภาพเหตุการณ์ที่จะเป็นหลักฐานไปให้กับสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีนั้น เห็นว่า การนำวีซีดีหลักฐานไปให้กับโจทก์ร่วมและสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีนั้นได้กระทำก่อนที่นายต่อตระกูลจะได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการไต่สวน กรณีของนายต่อตระกูลจึงไม่ใช่ประเด็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่จะขัดต่อระเบียบการไต่สวนของป.ป.ช. ขณะที่จำเลยก็ไม่ได้ต่อสู้โต้แย้งในประเด็นนี้ตั้งแต่แรก และในการไต่สวนป.ป.ช.ได้เปิดโอกาสให้จำเลยนำเสนอพยานหลักฐานเข้าต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ขณะเกิดเหตุจำเลยยังเป็นนายตำรวจยศ พ.ต.อ. จึงยากที่ใครจะมากลั่นแกล้งขณะที่การไต่สวนในชั้นป.ป.ช.ก็มีหลักฐานที่เป็นแผ่นวีซีดีบันทึกภาพและเสียงขณะที่มีการสนทนาของจำเลยและกลุ่มนายจรัล ซึ่งจำเลยอยู่ในเหตุการณ์โดยมีการพูดคุยกับนายจรัลและนายสุเมธจริงตามภาพบันทึกเหตุการณ์ในแผ่นวีซีดี โดยเมื่อพิจารณาคำพูดในแผ่นวีซีดีแล้วจำเลยเคยรู้จักและมีอำนาจสั่งการเหนือนายจรัลและนายสุเมธมาก่อน เชื่อได้ว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็น เพราะอยู่ในพื้นที่และสถานการณ์เดียวกัน การที่นายจรัลและนายสุเมธซึ่งไม่มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรีทำร้ายผู้เสียหาย โดยที่จำเลยไม่เข้าไประงับเหตุการณ์

ซึ่งจำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ต้องจับกุมผู้กระทำผิด แต่กลับละเลยไม่กระทำการดังกล่าว ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม จึงมีความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบสร้างความเสียหายให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามมาตรา 157 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืนผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว พล.ต.ต.ธนายุตม์ ผบก.อก.สพฐ.ตร. ก็ได้เดินทางกลับโดยทันที พร้อมกับลูกน้องและคนใกล้ชิดที่วันนี้เดินทางมาให้กำลังใจกว่า 10 คน ซึ่ง พล.ต.ต.ธนายุตม์ หรือ โอ๋ สืบ 6 ได้เดินทางออกจากศาลโดยหลบเลี่ยงช่างภาพและผู้สื่อข่าวที่ดักรอสัมภาษณ์


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend