ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2564

คุก 22 ปี แก๊งไทย-จีน อุ้มเรียกค่าไถ่นักธุรกิจจีน-ไต้หวัน 30 ล้าน ปี 52

2.99K 2.76K
คุก 22 ปี แก๊งไทย-จีน อุ้มเรียกค่าไถ่นักธุรกิจจีน-ไต้หวัน 30 ล้าน ปี 52

9 มิ.ย. 58 --- ศาลฎีกา พิพากษาจำคุก 22 ปี แก๊งไทย-จีน 6 คน ร่วมกันอุ้มเรียกค่าไถ่ หนุ่มนักธุรกิจจีนไต้หวัน 30 ล้าน ปี 52

ที่ห้องพิจารณา 709 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 9 มิ.ย.58 เวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.846/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอำพล แซ่หว่าง , นายศราวุธ แซ่หยาง , นายเฉิน จื้อ เหวิ่น , นายสมุทร หยางยิง , นายจาง จา หลุน และนายชิงฉางหรือเชน แซ่หลี่ เป็นจำเลยที่ 1- 6 ในความผิดฐานร่วมกันเพื่อได้มาซึ่งค่าไถ่ นำตัวเด็กมาโดยใช้อุบายหลอกลวง ใช้กำลังประทุษร้าย หน่วงเหนี่ยวกักขัง เป็นเหตุให้รับอันตรายแก่กาย , แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน , บุกรุก , ร่วมกันกระทำตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ตามฟ้องโจทก์ บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 1 - 14 ธ.ค.52 เวลากลางคืน จำเลยทั้งหกกับพวกที่หลบหนี ได้ร่วมกันเอาตัวนายเติ้น ลี่ เหวย อายุ 36 ปี นักธุรกิจสิ่งทอชาวไต้หวัน พร้อมพวกผู้เสียหายรายอื่นๆ โดยจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 6 คน อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จับกุมตัวเพื่อเรียกค่าไถ่จำนวน 30 ล้านบาท และจำเลยร่วมกันลักทรัพย์โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง รวมราคา 9,000 บาท , สมุดเช็ค ธนาคารอาร์บีเอส ประเทศสิงคโปร์ และเอกสารหนังสือเดินทางประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยพวกจำเลยยังได้บุกรุกเข้าไปในบ้านพักของนายเติ้น ลี่ เหวย ผู้เสียหายที่ 1 แล้วเอาเงินไต้หวัน 38,000 ไทเป คิดเป็นเงินไทย 38,000 บาท และเงินสิงคโปร์ 520 เหรียญ คิดเป็นเงินไทย 13,000 บาท รวมทั้งเงินสหรัฐอเมริกา 20,000 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทย 660,000 บาทไป เหตุเกิดที่แขวง - เขตวังทองหลาง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เกี่ยวพันกัน โดยโจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 , 4 , 6 ร่วมกันใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายด้วย โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 16 พ.ย.53 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 , 4 , 6 คนละ 3 ปี ฐานร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่น ให้เสื่อมเสียเสรีภาพ และจำคุกจำเลยที่ 2 , 3 , 5 คนละ 3 ปี ฐานบุกรุกเคหะสถานในเวลากลางคืน แต่ภายหลังศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.55 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 , 4 , 6 คนละ 22 ปี ฐานร่วมกันเพื่อได้มาซึ่งค่าไถ่และลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ส่วนจำเลยที่ 2 , 3 , 5 จำคุกคนละ 22 ปี 6 เดือน ให้ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 723,950 บาท ต่อมาจำเลยยื่นฎีกาศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมกันแล้ว เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เบิกความสอดคล้องกันว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันจับกุมตัวผู้เสียหายไปเรียกค่าไถ่ 30 ล้านบาท ซึ่งจำเลยได้นำตัวผู้เสียหายไปคุมขังที่บ้านพักและสถานที่แห่งหนึ่ง โดยจำเลยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข่มขู่ทำร้ายร่างกายเรียกเงินจากผู้เสียหายและมีการยึดทรัพย์สินของผู้เสียหายไปด้วย โดยจำเลยแจ้งให้ญาติผู้เสียหายนำเงินมาแลกเปลี่ยน

ซึ่งญาติผู้เสียหายได้เบิกเงิน ที่ประเทศสิงคโปร์ 4 แสนดอลลาร์สหรัฐ มอบให้กับจำเลย โดยจำเลยได้นำเงินไปแลกเปลี่ยนเงินตราที่สถาบันการเงินแห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้วางแผนจับกุม ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้มารับเงิน โดยมีจำเลยที่ 2 - 3 คอยดูต้นทาง และเมื่อขยายผลตรวจค้นที่บ้านพัก สามารถช่วยเหลือผู้เสียหายไว้ได้ และทำการจับกุมจำเลยที่ 4 - 6 ได้ในบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ เบิกความยืนยันว่า ได้รับแจ้งจากญาติผู้เสียหายว่า มีคนถูกจับกุมตัวไปเรียกค่าไถ่ จึงได้วางแผนจับกุมตัวจำเลย ซึ่งคำให้การสอดคล้องกับผู้เสียหาย และพนักงานแลกเปลี่ยนเงินตรา ที่เบิกความยืนยันว่า พบเห็นจำเลยมาแลกเปลี่ยนเงิน พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นการทวงหนี้การพนัน แต่จำเลยเป็นพลเรือนธรรมดาจึงไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะกระทำได้ ข้อกล่าวอ้างของจำเลยจึงเป็นเพียงคำพูดเลื่อนลอย พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงไม่อาจหักล้างได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นส่วนความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นั้น เห็นว่า ผู้เสียหาย เบิกความยืนยันว่า จำเลยทั้งหกได้ลักเอาทรัพย์สิน หนังสือเดินทาง และเงินสดของผู้เสียหายไป และนำบัตรประชาชนไปข่มขู่เรียกค่าไถ่ โดยจำเลยที่ 2 , 3 , 5 อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ ข่มขู่ผู้เสียหาย พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างได้ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้นพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 , 3, 5 เป็นการกระทำรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเรียกค่าไถ่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทหนักสุด จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 , 3, 5 คนละ 20 ปี ฐานเรียกค่าไถ่ และจำคุกฐานลักทรัพย์ คนละ 2 ปี รวมลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 - 6 เท่ากันเป็นเวลา คนละ 22 ปี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจำเลยที่ 1- 6 นั้น ที่ผ่านมาไม่เคยได้รับการปล่อยชั่วคราว เมื่อศาลฎีกา มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เจ้าหน้าที่ก็นำตัวไปคุมขังที่เรือนจำตามคำพิพากษาต่อไป


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend