ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564

เลื่อนอ่านฎีกา "โอ๋ สืบ 6" ละเว้นหน้าที่ไม่จับคนรุมทำร้าย แนวร่วม พธม.ปี 49

2.36K 387
เลื่อนอ่านฎีกา โอ๋ สืบ 6 ละเว้นหน้าที่ไม่จับคนรุมทำร้าย แนวร่วม พธม.ปี 49

เลื่อนอ่านฎีกา โอ๋ สืบ 6 ละเว้นหน้าที่ไม่จับคนรุมทำร้าย แนวร่วม พธม.ปี 49 ตะโกนไล่ทักษิณ เหตุจำเลยยังไม่รับหมายศาล นัดอีกครั้งเช้า 25 มิ.ย.นี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 พ.ค. 58 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.2314/2550 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผบก.อก.สพฐ.ตร. หรือชื่อเดิม ฤทธิรงค์ เทพจันดา ฉายาโอ๋ สืบ 6เป็นจำเลย ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบสร้างความเสียหายให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด และเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาร่วมกันกระทำหรือไม่กระทำการอย่างใดๆ ในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ ฯตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157,200 ประกอบมาตรา 83 และ 90 กรณีที่จำเลย ไม่จับกุมชายฉกรรจ์ ที่ใช้กำลังประทุษร้ายแนวร่วม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ตะโกนขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปี 2549

อย่างไรก็ตามวันนี้ ทนายความจำเลย ได้แถลงต่อศาลว่า จำเลยยังไม่ได้รับหมาย และติดราชการ ขณะที่ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่ามีเหตุสมควร จึงให้เลื่อนอ่านคำพิพากษาฎีกาออกไปก่อน โดยนัดฟังคำพิพากษาฎีกาอีกครั้งในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ เวลา 09.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีดังกล่าว อัยการได้ยื่นฟ้องเมื่อ27มิ.ย.50 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 21 ส.ค.49 เวลากลางวัน ขณะเกิดเหตุจำเลย ดำรงตำแหน่ง ผกก.สส.บก.น.6 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หรือจัดการให้เป็นไปตามกฎหมายอาญามีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงฯ โดยจำเลยร่วมกับ นายจรัล จงอ่อน นายชัยสิทธิ์ ลอม๊ะห์ และนายสุเมธ บุญยรัตพันธุ์ เข้าไปรุม ใช้กำลังประทุษร้าย นายฤทธิรงค์ ลิขิตประเสริฐกุล นายวิชัย เอื้อปิยาพันธุ์ แนวร่วม พธม.ที่ตะโกนขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ซึ่งไปร่วมงานบริเวณ ห้างเซ็นทรัลเวิล์ดพลาซ่า ย่านปทุมวัน โดยจำเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่จับกุมนายจรัลกับพวกมาดำเนินคดี เหตุเกิดที่แขวง-เขตปทุมวัน กทม.

โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 พ.ค.51 ให้จำคุกจำเลย 2 ปี และปรับ 10,000 บาท ตาม ม. 157 แต่ไม่เคยปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน ขณะที่จำเลยได้ประกอบคุณงามความดีด้วยการปฏิบัติหน้าที่ราชการเพื่อประเทศชาติด้วยดีตลอดมา ประกอบกับได้ความว่าหลังจากเกิดเหตุคดีนี้จำเลยถูกลงโทษทางวินัยให้ไล่ออกจากราชการ อันทำให้จำเลยหมดอนาคตในชีวิตราชการ นับได้ว่าจำเลยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในหน้าที่การงานจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จำเลยคงสำนึกในการกระทำของตน ถือได้ว่าเป็นเหตุอันควรปราณี และเพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีสักครั้ง โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ขณะที่ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาวันที่ 26 ส.ค.54 ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend