ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ศาลจำคุก 3 ปี "พ.ต.อ.ชาญชัย" เสนอสินบน 30 ล้าน ล้มคดี"ยุบพรรคทรท."

3.20K 427
ศาลจำคุก 3 ปี พ.ต.อ.ชาญชัย เสนอสินบน 30 ล้าน ล้มคดียุบพรรคทรท.

พิพากษาคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา พ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ อดีต ผกก.สภ.ต.โพธิ์แก้ว ผิด ม.167 วิ่งเต้น เสนอสินบนตุลาการรัฐธรรมนูญ 2 ครั้ง 30 ล้าน ช่วยเหลือคดียุบพรรคไทยรักไทย ปี 49 อ้างติดหนี้บุญคุณหญิงอ้อ ศาลชี้คดีมีประจักษ์พยาน แถมไม่เคยโกรธเคืองกันมาก่อน รับฟังได้ชัด

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 24 ธ.ค.57 เวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.3559/2556 ที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ อดีต ผกก.สภ.ต.โพธิ์แก้ว อ.สามพราน จ.นครปฐม เป็นจำเลย ในความผิดฐาน ผู้ใดขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน ฯ เพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำการที่มิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 และผู้ใดขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานตำแหน่งตุลาการ อัยการ ผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำการที่มิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 167

ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 25 ก.ย.56 บรรยายพฤติการณ์สรุป เมื่อวันที่ 16 - 22 ต.ค.49 จำเลยได้ไปพบ ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ ตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ห้องทำงานที่ศาลฎีกา แล้วรับว่าจะให้เงินจำนวน 15 ล้านบาทกับ ม.ล.ไกรฤกษ์ เพื่อให้ช่วยเหลือในการพิจารณาคดียุบพรรคการเมือง เหตุเกิดที่แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม. จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี อ้างเป็นเพื่อนร่วมรุ่นนิติศาสตร์ ม.ล.ไกรฤกษ์ การไปพบก็เพื่อส่งหนังสือเชิญร่วมงานเลี้ยงรุ่น และการกล่าวถึงสินบนก็เพียงพูดคุยหยอกล้อในฐานะเพื่อนเท่านั้น

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์ - จำเลยนำสืบแล้ว โจทก์มี ม.ล.ไกรฤกษ์ เป็นประจักษ์พยาน เบิกความว่า เมื่อวันที่ 16 ต.ค.49 จำเลย ได้ไปพบที่ห้องทำงานศาลฎีกา พร้อมพูดถึงการเสนอเงินตอบแทน พิจารณาคดียุบพรรคไทยรักไทยที่พยานได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ และมอบนามบัตรจำเลยให้ แต่พยานปฏิเสธไปโดยสินเชิง โดยจำเลยยังได้พยายามไปพบพยานอีกครั้งที่บ้านพัก

ขณะที่ยังมี รองเลขานุการศาลฎีกา ซึ่งเป็นเลขานุการของพยานด้วย เบิกความสนับสนุนว่า ม.ล.ไกรฤกษ์ ได้บอกกล่าวเรื่องที่จำเลยมาพบ และยังได้บอกให้พยานช่วยจดบันทึกเหตุการณ์ พร้อมทำบันทึกส่งประธานศาลฎีกา ขณะนั้นด้วย

โดยภายหลังยังปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่า เมื่อจำเลยมาพบ ม.ล.ไกรฤกษ์ที่ห้องทำงานศาลฎีกาแล้ว ม.ล.ไกรฤกษ์ ยังได้เล่าเรื่องให้ผู้พิพากษาศาลฎีกา , ตุลาการที่เป็นคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) , ตุลาการรัฐธรรมนูญ บางส่วน และ รมว.ยุติธรรม รับทราบ กระทั่งมีการร้องทุกข์ให้มีการติดตามดำเนินคดี ซึ่งตามคำเบิกความของ ม.ล.ไกรฤกษ์ ประจักษ์พยาน และพยานบอกเล่า สอดคล้องกันว่า เมื่อวันที่ 16 ต.ค.49 จำเลยได้ขอเข้าพบ ม.ล.ไกรฤกษ์ ที่ห้องทำงานศาลฎีกา หลังจากได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ พร้อมพูดขอให้ช่วยเหลือการพิจารณาคดียุบพรรค เพราะจำเลยเป็นหนี้บุญคุณคุณหญิงอ้อ ซึ่งจะมีเงินให้ 15 ล้านบาท โดยจำเลยจะขอส่วนแบ่ง 5 % แต่เมื่อ ม.ล.ไกรฤกษ์ ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง ในวันที่ 22 ต.ค.49 จำเลยยังได้ไปพบ ม.ล.ไกรฤกษ์ ที่บ้านพัก และพยายามพูดถึงการช่วยเหลือการพิจารณาคดียุบพรรคอีก โดยเสนอเพิ่มเงินอีกเป็น 30 ล้านบาท โดยพูดว่าถ้าผมเป็นหม่อม ผมเอา ขณะที่คำพูดจำเลยว่า เป็นหนี้บุญคุณ คุณหญิงอ้อ ทั่วไปก็รับทราบอยู่แล้วว่า คุณหญิงอ้อ คือ คุณหญิงพจมาณ ชินวัตร ภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย

การที่จำเลยพยายามไปพบ ม.ล.ไกรฤกษ์ และพูดคุยเรื่องการเสนอจะให้เงินถึง 2 ครั้งนั้น การกระทำย่อมเป็นเหมือนกรรมที่เป็นเครื่องชี้เจตนา ที่จำเลยอ้างว่าพูดหยอกล้อในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นนั้น แต่ถ้า ม.ล.ไกรกฤษ์ ปฏิเสธและแสดงความไม่พอใจในการพูดคุยแล้ว จำเลยก็ควรจะหยุด ไม่ใช่การพยายามไปพบและพูดคุยเรื่องเดิมอีกเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งจำเลย ก็เป็นอดีตนายตำรวจ ระดับผู้กำกับการ ย่อมจะต้องรู้จักกาลเทศะว่า สิ่งใดควรพูด ไม่ควรพูด สิ่งใดควรทำไม่ควรทำ

นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่า แม้จำเลยอ้างไปพบพูดคุยหยอกล้อในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น ม.ล.ไกรฤกษ์ แต่นับตั้งแต่ที่ ม.ล.ไกรฤกษ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นตำแหน่งผู้บริหารของศาล ทั้งตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยก็ไม่เคยโทรศัพท์มาแสดงความยินดีหรือมาพบกับ ม.ล.ไกรฤกษ์ คงพบเจอกันเฉพาะในงานเลี้ยงรุ่นนิติศาสตร์เท่านั้น และถือเป็นครั้งเดียวที่จำเลยมาพบ ม.ล.ไกรฤกษ์ เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ พิจารณาคดียุบพรรคไทยรักไทยแล้ว ส่วนที่จำเลย อ้างว่าได้พูดหยอกล้อเรื่องสินบน เพราะมีการเผยแพร่ทางข่าวมาก่อนแล้วนั้น ปรากฏตามข้อเท็จจริงพบมีการเผยแพร่การสัมภาษณ์เกี่ยวกับข่าววิ่งเต้นคดีผ่านสื่อมวลชนในช่วงเดือน มิ.ย.50 ภายหลังที่มีการตัดสินคดียุบพรรคแล้วในวันที่ 30 พ.ค.50 ดังนั้นในช่วงเวลาที่จำเลยไปพบ ม.ล.ไกรฤกษ์ จึงยังไม่มีทั้งข่าวสื่อมวลชนและข่าวลือ การกล่าวอ้างของจำเลยจึงขัดกับข้อเท็จจริง

จากพยานหลักฐานที่นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยได้เข้าพบ ม.ล.ไกรกฤษ์ จริงและมีการพูดเสนอเงินช่วยเหลือพิจารณาคดียุบพรรค โดยพยานโจทก์ก็ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ซึ่งแม้จะเพียงมีการเสนอเงินให้ ม.ล.ไกรฤกษ์ แต่ก็ถือว่าความผิดของจำเลยสำเร็จแล้ว ขณะที่การกระทำของจำเลย ถือเป็นการเห็นแก่ตัว ทำลายความเชื่อถือและศรัทธาของระบบศาลและตุลาการ ซึ่งถือเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน จึงพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 167 ให้จำคุก 3 ปี

ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว พ.ต.อ.ชาญชัย จำเลยซึ่งสวมแจ๊คเก็ตสีกรมท่า ซึ่งได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาเพียงลำพัง มีสีหน้าเรียบเฉย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการยื่นประกันตัว


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend