ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันจันทร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

"สมยศ" เผยตำรวจน้ำ พัวพันส่วยน้ำมันเถื่อน

5.42K 3.76K

"สมยศ" เผยตำรวจน้ำเกี่ยวพันส่วยน้ำมันเถื่อน เครือข่าย "พงศพัฒน์" ต่อเดือนจ่าย 12 ล้านบาท คุมตัว 3 ผู้ต้องหา "อัครพงษ์ปรีชา".สอบปากคำกลางดึกที่ผ่านมา แจ้ง 4 ข้อหาเตรียมส่งฝากขังศาลจังหวัดพระโขนงบ่ายนี้ ขณะที่กรมศิลป์ เตรียมแถลงผลตรวจวัตถุโบราณกว่า 3 หมื่นชิ้น บ่ายนี้

ตำรวจยังเดินหน้าสืบสวนสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม คดีเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ร่วมกันกระทำความผิดในหลายข้อหา โดยล่าสุดทางพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบบัญชีรายชื่อส่วยที่ยึดได้จากบ้านพักของนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้ ผู้ต้องหาหนีคำพิพากษาศาลจังหวัดปัตตานี พบรายชื่อข้าราชการตำรวจหลายหน่วยงาน และชื่อย่อต่าง ๆ ได้สั่งการให้ตรวจสอบทั้งหมดแล้ว พร้อมกันนี้ได้ทำเอกสาร 2 ชุดให้กองบัญชการตำรวจนครบาลและกองบังคับการปราบปรามดำเนินการสอบสวน

พล.ต.อ.สมยศระบุว่า พบข้อมูลบัญชีการจ่ายเงินน้ำมันเถื่อนเกิดขึ้นมา 2 ปีแล้ว เกี่ยวข้องเกือบทุกหน่วยงานในพื้นที่ภาคใต้ จะต้องตรวจสอบย้อนหลังทั้งหมด พบยอดเงินสูงสุดที่มีการจ่ายส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานกองบังคับการตำรวจน้ำ สูงถึง12 ล้านบาท

ส่วนการดำเนินคดีกับนายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา ,นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา,นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา และนายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ และนายชากานต์ ภาคภูมิ 5 ผู้ต้องหา กลุ่มเครือข่ายพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผบช.ก. กลางดึกที่ผ่านมาได้นำตัวมาสอบสวนเพิ่มเติมที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล และทำการแยกตัวสอบปากคำคนละสถานที่ ตำรวจใช้เวลาสอบสวนนานถึง 6 ชั่วโมง ทั้งหมดให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา หลังจากสอบสวนเสร็จสิ้นได้คุมตัวทั้ง 5 คนฝากขังแยกตามสน.ในพื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 ก่อนที่จะมีการนำตัวไปฝากขังศาลจังหวัดพระโขนงในเวลา 13.00 น.วันนี้ เบื้องต้นทั้งหมดถูกแจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมด 4 ข้อหา 1.ข้อหา ม.112 หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 2.ข้อหา ร่วมกันข่มขืนใจให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายหรือเสรีภาพ โดยมีอาวุธและกักขัง โดยร่วมกันตั้งแต่ 5 คน 3. หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือประการกระทำใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีในร่างกาย และให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใด ให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น และ4.ร่วมกันลักทรัพย์

ขณะที่ทางกรมศิลปากร จะมีการแถลงข่าวผลการตรวจวัตถุโบราณ ศิลปวัตถุ จำนวนกว่า 30,000 ชิ้นที่ทำการตรวจยึดได้จากบ้านพักของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ในช่วงบ่ายวันนี้ ในการตรวจสอบวัตถุโบราณดังกล่าวจะต้องตรวจสอบอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ และประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัย พร้อมกับสอบสวนถึงที่มาที่ไปของการครอบครองโบราณวัตถุ จากผู้ครอบครองเป็นรายบุคคล โดยจะต้องชี้แจงได้ว่ามาได้มาจากไหน เมื่อใด และเหตุผลของการครอบครอง เพราะบางชิ้นอย่างเช่น เทวรูปศักดิ์สิทธิ์ ที่เคยอยู่ในเทวสถาน หรือพระพุทธรูปที่อยู่ในวัด เหตุใดจึงมาอยู่ในเซฟเฮ้าส์ได้ ทั้งนี้กฎหมายไม่ได้ห้างไม่ให้ครอบครองโบราณวัตถุแต่การครอบครองนั้นจะต้องชอบด้วยกฎหมาย หากพบว่าการครอบครองและการได้มามิชอบจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend