ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอังคาร ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564

เอกชนฟันธง ส่งออกปี 57 ติดลบแน่

1.14K 0

เอกชนฟันธงอีกครั้งส่งออกไทยปี 57 ติดลบ 1% ชี้กิจกรรมช่วงหลังคงไม่สามารถผลักดันส่งออกได้มาก จากมีการสั่งออร์เดอร์ล่วงหน้าไปหมดแล้ว

แต่หากกระทรวงพาณิชย์เร่งระบายข้าว ยาง และสินค้าอื่นได้เพิ่มเดือนละ 1 ล้านดอลล์ อาจไม่ติดลบ ด้าน "ฉัตรชัย"ยังมั่นใจไม่ตัวแดง จี้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกเร่งดันยอดโค้งสุดท้าย

นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"เดิมที่ทางสภาผู้ส่งออกได้คาดการณ์การส่งออกของไทย( คาดการณ์ไว้ ณ เดือนสิงหาคม) คาดส่งออกทั้งปีจะติดลบที่ 0.25% แต่ล่าสุดมองว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายคาดการส่งออกน่าจะมีอัตราการขยายตัวใกล้เคียงกับปีก่อนคือติดลบ 1% ดังนั้นจึงคาดว่าทั้งปีนี้การส่งออกไทยจะติดลบ 1% เพราะในช่วงเดือนที่เหลือกระทรวงพาณิชย์คงไม่มีกิจกรรมอะไรมากระตุ้นการส่งออกได้มาก

ขณะที่คำสั่งซื้อสินค้า(ออร์เดอร์)จากต่างประเทศได้มีการสั่งล่วงหน้าไปหมดแล้วและอยู่ระหว่างการส่งมอบ ดังนั้นแม้เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเริ่มฟื้นตัว และวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปเริ่มคลี่คลายก็ไม่ช่วยอะไรมาก ซึ่งหากสามารถผลักดันการส่งออกได้เท่ากับปีที่แล้วก็ถือว่าดีแล้ว"การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ออกมาระบุโดยมั่นใจว่าการส่งออกไทยในปีนี้จะไม่ติดลบ แสดงว่าท่านเองก็น่าจะเห็นว่ามีช่องทางในการเพิ่มการส่งออก เพราะตัวเลขส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้เป็นตัวเลขเป้าหมายเพื่อเป็นการกระตุ้นการทำงาน(ล่าสุดยังคงเป้าขยายตัวที่ 3.5% จากปี 2556 ส่งออกมูลค่า 2.28 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งผมมองว่ารัฐมนตรีคงมีแผนอยู่ในใจถึงกล้าพูดว่าไม่ติดลบ ไม่ว่าจะเป็นการระบายข้าว ระบายยางพารา ที่ติดต่อลงนามสัญญาจีทูจีกับรัฐบาลด้วยกัน หากขายได้ก็อาจจะช่วยให้ตัวเลขการส่งออกกลายมาเป็นบวกได้ ไม่เช่นนั้นท่านคงไม่มั่นใจ แต่อาจจะโตบวก 0-0.1% กว่าๆแต่คงไม่มากไปกว่านี้"

ทั้งนี้เอกชนมองว่าถ้ารัฐบาลทำได้จริงก็นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ดีกว่านักการเมืองที่พูดแล้วไม่สามารถทำได้เหมือนยุคสมัยที่ผ่านๆมา ซึ่งถ้าทำได้เอกชนก็ชูนิ้วให้เลย อย่างไรก็ดีเอกชนต่างมองตรงกันว่าการส่งออกของไทยในปีนี้น่าจะติดลบ แต่ถ้ากระทรวงพาณิชย์สามารถทำให้การส่งออกโตเป็นบวกได้ก็ต้องชมเชย

ส่วนเป้าส่งออกปี 2558 ทางสภาผู้ส่งออกคาดจะขยายตัวได้ที่4.5% ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มองว่าจะขยายตัว 5% แต่ส่วนตัวมองว่าน่าจะขยายตัว 3% เนื่องจากว่าสถานการณ์ตลาดโลกในปีหน้าจีดีพีน่าจะโตที่3-4% ส่วนปีนี้จีดีพีโลกมีการปรับลดลงมาอยู่2.8%และสถานการณ์ต่างๆยังไม่คลี่คลาย ทั้งการเงินของยุโรป ภาวะสงครามที่ยังไม่สงบ เป็นต้น

ประธานสภาผู้ส่งออก กล่าวย้ำว่า การส่งออกใน 4 เดือนที่เหลือของปีนี้หากทำได้เฉลี่ยที่ 1.90 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การส่งออกภาพรวมทั้งปีน่าจะอยู่ราวๆ ลบ 1% แต่ถ้าสามารถส่งออกได้เดือนละ1.95-2.00 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตัวเลขทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 0% ถึง 0.01% แต่คิดว่าคงยากที่จะทำให้ได้ 1.95 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน แต่การส่งออกในเดือนกันยายนที่ตัวเลขยังไม่ออกมาน่าจะขยายตัวไปในทิศทางเป็นบวก แต่ทั้งนี้หากกระทรวงพาณิชย์สามารถขายอะไรก็ได้ให้ได้เดือนละ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน 4 เดือนหลังการส่งออกทั้งปีน่าจะเท่ากับปีก่อน(-1.36%)"

สอดคล้องกับนายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่กล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า เอกชนได้มีการประกาศว่าการส่งออกของไทยมีโอกาสขยายตัว 0.8 ถึงลบ 1% ในขณะที่สภาผู้ส่งออกคาดทั้งปีจะติดลบ 0.25% หลังจากนี้คงต้องดูกันอีกครั้งว่าจะมีการปรับตัวเลขการส่งออกหรือไม่ แต่เอกชนมองว่ามีโอกาสติดลบสูง แต่ถ้ากระทรวงพาณิชย์มองว่าไม่ติดลบแสดงว่าน่าจะมีวิธีการเร่งรัดการส่งออกในส่วนที่เป็นไปได้

โดยสิ่งที่ภาครัฐสามารถเร่งรัดการส่งออกได้มี 3 ปัจจัยสำคัญด้วยกันคือ 1.การผลักดันการค้าชายแดน 2. เร่งระบายสินค้าเกษตรให้มากขึ้นในช่วง 2-3 เดือนนี้ และ3.การค้าขายทั่วไป แต่ทั้งในตลาดหลักคิดว่าช่วงนี้คงทำได้ยากเพราะมีการสั่งออร์เดอร์ไว้ล่วงหน้าหมดแล้วและการส่งออกคงไม่มากเท่าไตรมาสก่อนๆ เพราะปัจจุบันลูกค้าเองได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อคือไม่ซื้อไปเก็บสต๊อก ดังนั้นผู้ประกอบการคงต้องกลับมานั่งดูผลการสั่งซื้อในช่วงหลังนี้

"การส่งออกปีนี้น่าจะโต0% แต่จะให้ขยายตัวถึง 2% คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ากระทรวงพาณิชย์ผลักดันก็อาจจะขยายตัว 0%ถึงบวก0.1%ก็น่าจะมีโอกาส โดยเฉพาะการผลักดันการค้าชายแดนที่คิดเป็นสัดส่วน 10% ของยอดการส่งออกทั้งหมด ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งดำเนินการ อีกทั้งปีหน้าก็จะเปิดเออีซีก็น่าจะก้าวหน้ามากขึ้น ส่วนการส่งออกปีหน้าคาดจะขยายตัวได้ 4% ส่วนสินค้าที่น่าจะบูมในตลาดอาเซียนของปีหน้าคือวัสดุก่อสร้างเพราะจะมีการลงทุนที่มากขึ้น เนื่องจากหลายประเทศเริ่มมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้นเพื่อรองรับการเปิดเออีซี"

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะอย่างไรก็ตามการประชุมทูตพาณิชย์ทั่วโลกเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมายืนยันว่าการส่งออกปีนี้จะไม่ติดลบ เนื่องจากได้เร่งให้ทูตพาณิชย์ใช้ศักยภาพที่มีอยู่เร่งขับเคลื่อนช่วงเวลาที่เหลือ3เดือน โดยเป้าตลาดเป้าหมายอย่างตลาดอาเซียน ตะวันออกกลางที่คาดว่ายังมีการขยายตัวได้อีกรวมไปถึงตลาดอินเดีย และจีนซึ่งเป็นตลาดที่ยังมีกำลังซื้อ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้จะยังไม่มีการปรับลดเป้าหมายการส่งออกแต่อย่างใด

ทั้งนี้สาเหตุที่พล.อ.ฉัตรชัยมั่นใจว่าการส่งออกในปีนี้จะไม่ติดลบ และในปี 2558 คาดจะขยายตัวได้ 4-5% ส่วนหนึ่งอาจมาจากหลายตลาดยังมีอัตราการขยายตัวไปในทิศทางที่เป็นบวก เช่น ตลาดอาเซียนทูตพาณิชย์มีการประเมินว่าปี 2557 การส่งออกจะขยายตัว 2.4% โดยมีกลยุทธ์ผลักดันส่งออกจะเน้นส่งเสริมการย้ายฐานการผลิตของไทยไปยังอาเซียน การจัดกิจกรรมเพื่อสร้างการยอมรับในสินค้าไทย และการส่งเสริมการค้า การลงทุน ตามแนวเส้นทางเศรษฐกิจ ทั้ง R8 R9 และ R12 ส่วนปี 2558 คาดว่าขยายตัว 7% ขณะที่ตลาดจีน ปี 2557 คาดจะขยายตัว 1% โดยจะเน้นการรักษาตลาดเมืองหลักและกระจายการส่งออกไปยังเมืองรอง การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับห้างสรรพสินค้าและผู้นำเข้า การผลักดันให้เอกชนไทยเข้าไปลงทุนในจีน และใช้การตลาดออนไลน์ในการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย ส่วนปี 2558 คาดตลาดจีนจะขยายตัว 1.5%

ขณะที่ตลาดอเมริกาเหนือ ปี 2557 คาดว่าจะขยายตัว 2.9% และปี 2558 ขยายตัว 2.9% โดยจะผลักดันสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะตลาดสหรัฐฯ และแคนาดา ให้ความสำคัญในเรื่องแรงงาน และสิ่งแวดล้อม การเจาะกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหม่ เช่น ผู้สูงอายุ ชาวฮิสแปนิก สินค้าออร์แกนิก รวมทั้งใช้การค้าขายออนไลน์เข้ามาช่วยขยายตลาดสินค้าไทย ต่อมาตลาดยุโรป ปี 2557 จะขยายตัว 5% ปี 2558 ขยายตัว 5% โดยมีแผนที่จะผลักดันสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐานเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเจาะกลุ่มลูกค้าและช่องทางใหม่ๆที่มีศักยภาพในเมืองสำคัญ

เช่นกับตลาดญี่ปุ่น ปี 2557 คาดว่าจะขยายตัว 1% ปี 2558 ขยายตัว 2% โดยมีแผนที่จะเจาะตลาดเพิ่มในส่วนของกลุ่มผู้มีรายได้สูง เช่น ตลาดผู้สูงอายุ คนรักสุขภาพ สาวโสด นักท่องเที่ยว การส่งเสริมสินค้าและบริการไทยรองรับการเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิก 2020 และผลักดันให้เอกชนไทยเข้าไปลงทุนด้านพลังงานทดแทน

ส่วนตลาดแอฟริกา ปี 2557 คาดว่าจะขยายตัว 1% และปี 2558 จะขยายตัว 2% จากผลกระทบการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา แต่จะพยายามผลักดันให้การส่งออกเพิ่มขึ้น โดยจะเน้นการส่งออกสินค้าที่มีศักยภาพ เช่น ข้าว, อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป, รถยนต์และอะไหล่, เครื่องปรับอากาศ, ตู้เย็น, พลาสติก, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ,อัญมณีและเครื่องประดับ,สปา เป็นต้น


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend