ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันเสาร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2564

สธ.ตั้ง 2 ข้อหา คลินิกเถื่อนฉีดฉีดฟิลเล่อร์

2.17K 33
สธ.ตั้ง 2 ข้อหา คลินิกเถื่อนฉีดฉีดฟิลเล่อร์

สธ.ตั้ง 2 ข้อหา คลินิกเสริมสวยพีเอฟซี และมือฉีดฟิลเล่อร์ทำคนไข้ตาบอด พร้อมเตรียมออกกฎคุมเข้มมากขึ้น ขณะที่ รองเลขาธิการ อย.เผย มีฟิลเล่อร์ได้รับอนุญาตใช้ในประเทศเพียง 1 กลุ่มคือ ไฮยาลูโรนิค แอซิด เท่านั้น ที่เหลือคือของเถื่อน

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ร่วมกับคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) แถลงข่าวการจับกุมสถานพยาบาลเถื่อน หลังมีผู้ได้รับผลกระทบตาบอดถาวรจากการฉีดสารเติมเต็ม (Filler) นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดี สบส. กล่าวว่า จากกรณีมีผู้ได้รับผลกระทบตาบอดถาวร 1 ข้าง หลังเข้ารับการฉีดฟิลเล่อร์ที่สถานพยาบาลพีเอฟซี ย่านสุทธิสารวินิจฉัย เขตดินแดง กทม. นั้น จากการตรวจสอบพบว่าสถานพยาบาลดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินการ และนำบุคคลที่ไม่ใช่แพทย์มาทำการรักษา ซึ่งขณะนี้ได้ทราบตัวผู้กระทำผิดและออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาเบื้องต้น 2 ข้อกล่าวหา คือร่วมกันประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2. ร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมการโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับอนุญาตตามมาตรา 26 พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังได้นำปัญหาดังกล่าวมาหารือร่วมกันระหว่างสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ, สำนักกฎหมาย สบส., สำนักอนามัย กทม., สำนักยา อย., บก.ปคบ.,และมีมติดังนี้คือ 1. ให้ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ออกประกาศกำหนดมาตรฐานการบริการด้านความงามให้มีแนวทางควบคุมการฉีดสารฟิลเล่อร์ 2.ปรับเพิ่มอัตราการลงโทษทั้งการปรับ และการจำคุก และเพิ่มบทลงโทษสำหรับบุคคลที่ลักลอบประกอบเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต 3. คลินิกทุกแห่งจะต้องได้รับอนุญาตก่อนเปิดให้บริการ และต้องให้มีแพทย์ที่ได้รับอนุญาตประจำคลินิก 4. การใช้สารฟิลเล่อร์ต้องได้รับอนุญาตและแสดงหลักฐานที่ถูกต้องจาก อย.พร้อมทั้งกำหนดวิธีใช้และข้อบ่งชี้ให้ชัดเจน 5. การฉีดฟิลเล่อร์ต้องกระทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องหรือได้ผ่านการอบรมหลักสูตรแพทยสภาและต้องได้รับประกาศนียบัตร  

ทั้งนี้ยังได้ออก 4 มาตรฐานการเร่งด่วนในการแก้ปัญหาคือ 1. ออกตรวจคลินิกเถื่อนทั่วกทม. 2. ตรวจสถานพยาบาลเสริมความงามทั่วกทม. 3. อบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศเกี่ยวกับการสืบสวน สอบสวน และการดำเนินคดี และ 4. โครงการมือปราบสถานพยาบาลเถื่อนโดยเน้นการโฆษณาเกินจริงผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย ด้าน ภก.ประพนธ์ อางตระกูลรองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า นอกจากเรื่องมาตรฐานของแพทย์แล้วมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้ก็ต้องดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสารฟิลเล่อร์ที่ปัจจุบัน อย.ได้อนุญาตให้นำมาใช้เพียงกลุ่มเดียวคือ ไฮยาลูโรนิค แอซิด ดังนั้นฟิลล่อร์กลุ่มอื่นที่มีการใช้และโฆษณาอยู่ในท้องตลาดถือว่าเป็นสารที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนจาก อย. ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม สารฟิลเล่อร์ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ก็จะต้องใช้ตามข้อบ่งชี้เท่านั้น คือ 1. สามารถฉีดได้เฉพาะบริเวณโหนกแก้ม คาง และริมฝีปากเท่านั้น และ 2.ใช้เพื่อการเติมเต็มรอยบุ๋มตามร่างกาย ตามคำวินิจฉัยของแพทย์เท่านั้น ?คณะกรรมการยา มีมติเมื่อปี 2544 ว่าสารฟิลเล่อร์เป็นสารในกลุ่มยาที่ต้องมีการขออนุญาตจาก อย.ก่อนเสมอ เพราะเมื่อฉีดเข้าร่างกายไปแล้วต้องคำนึงถึงการติดเชื้อ การแพ้  การเกิดพิษ และการกลายสภาพเป็นสารก่อมะเร็ง เพราะฉะนั้นต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบก่อนจะอนุญาต? ภก.ประพนธ์ กล่าว  รศ.นพ.นภดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ฟิลเล่อร์เป็นสารที่มีในร่างกายเพื่อทำให้เป็นหนุ่มเป็นสาว ปัจจุบันมีการสังเคราะห์ขึ้นมาเพื่อช่วยรักษารอยตีนกา แผลเป็น เสริมคาง ริมฝีปาก โดยสารตัวนี้จะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี แล้วจะสลายไป ซึ่งจากเดิมมีความเชื่อว่าสารตัวนี้มีความปลอดภัย แต่จริงๆ แล้วพบว่าเป็นสารสังเคราะห์ที่ทำให้เกิดอันตรายมาก เช่น เกิดปุ่มนูนๆ ผิวหนังบริเวณที่ฉีดสารดังกล่าวเข้าไปถูกทำลาย และในระยะหลังพบว่าก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนคือไปกดทับหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงผิวหนังทำให้เนื้อตาย หรือกดทับหลอดเลือดหล่อเลี้ยงจอประสาทตาทำให้ตาบอด ซึ่งเป็นผลข้างเคียงร้ายแรงที่เราไม่สามารถยอมรับได้ โดยเมื่อปี 2556 พบว่าคนไทยตาบอดทันทีจากการฉีดฟิลเล่อร์ที่ประเทศเกาหลีใต้ 8 ราย ส่วนคนเกาหลีใต้เองตาบอด 44 ราย อย่างไรก็ตามแม้จะออกมาเตือนเรื่องนี้กันมาก แต่ก็ยังพบความเสียหายที่เกิดจากการฉีดฟิลเล่อร์อยู่เรื่อยๆ ?แพทย์เองก็ไม่เคยรู้เหมือนกันว่าที่เราเอาฟิลเล่อร์มาฉีดจมูกนั้นจะเป็นความผิดหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีที่ฉีดแล้วเกิดความเสียหายเราจะมีความผิดหรือไม่ เพราะอย.มีเงื่อนไขว่าฉีดได้ 3 จุดคือ โหนกแก้ม คาง และริมฝีปาก แต่ตรงนี้เราคงไม่สามารถไปห้ามหมอได้เพราะทุกอย่างสามารถทำได้โดยผ่านการวินิจฉัยของแพทย์ ก็ได้แต่ขอความร่วมมือกันไปว่าไม่อยากให้ฉีดจมูก เพราะมันไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับคนไข้ ปัญหาที่เกิดขึ้นมันแก้ไขไม่ได้ และเรายอมรับไม่ได้ ดังนั้นหากในอนาคตจะมีกฎหมายออกมาควบคุมว่าห้ามนำมาใช้เพื่อการศัลยกรรมความงาม ให้ใช้เฉพาะกรณีรักษาโรคนั้นเราก็พร้อมจะปฏิบัติตาม? รศ.นพ.นพดล กล่าว 


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend