"กะปิ" มีโอเมก้า 3
กะปิเป็นแหล่งของไขมันดีอย่างโอเมก้า 3 ชนิดเดียวกับปลาน้ำลึกที่ดูดซึมง่าย ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงสมอง ช่วยให้การทำงานดี กรดไขมันโอเมก้า 3 ยังเป็นสารตั้งต้นของพวกสารลดการอักเสบ สารลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด แต่ว่าหากเทียบปริมาณในการกินกะปิแต่ละครั้งก็ไม่ได้มากพอเมื่อเทียบกับแหล่งโอเมก้า 3 ที่ดีในเนื้อปลา จึงกล่าวได้ว่าถ้าจะเสริมในอาหารบางมื้อ เช่น กินปลาทูทอดกับน้ำพริกกะปิผักสด ก็ดีต่อสุขภาพมากกว่ากินปลาทูทอดเพียงอย่างเดียว
"กะปิ" มีโปรไบโอติกส์
ด้วยกระบวนการ “กว่าจะเป็นกะปิ” ทำให้กะปิมีเชื้อจุลินทรีย์มากมาย ซึ่งการใช้เกลือหมักนับเป็นการฆ่าเชื้อโรคเป็นบางส่วนที่ทำให้บูดเน่าเสีย ในกะปิจึงมีโปรไบโอติกส์ในปริมาณยังไม่สามารถระบุได้ อย่างไรก็ตาม หากกรรมวิธีการผลิตกะปิไม่สะอาด แทนที่จะได้โปรไบโอติกส์ก็อาจจะได้เชื้อก่อโรคอื่นๆ เสริมมาด้วย
ข้อควรระวังเกี่ยวกับการกิน "กะปิ"
1.การคำนึงถึงความสะอาดตั้งแต่การใช้วัตถุดิบไปจนถึงขั้นตอนการผลิต เพราะหากมีสิ่งเจือปนหรือแปลกปลอม กะปิไม่สะอาด อาจเป็นสาเหตุของอาการท้องเสียหรืออาหารเป็นพิษ วิธีแก้ให้ปรุงด้วยความร้อนหรือปิ้งย่างให้สุก
2.ความเค็ม กะปิเกิดจากกระบวนการหมักด้วยเกลือจึงมีรสชาติเค็มและมีโซเดียมสูง จึงควรกินอย่างระวัง โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคไต โรคความดันโลหิตสูง
3.อาการเเพ้ เนื่องจากกะปิทำจากตัวเคย ซึ่งเป็นกุ้งชนิดหนึ่งจึงอาจแพ้ได้ในกลุ่มคนที่แพ้กุ้ง ยังอาจแพ้เพราะ "กะปิ" ที่ไม่สะอาด เสี่ยงต่อการปนเปื้อน ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะตรวจสอบ ดังนั้น จึงควรใช้ "กะปิ" สุกที่ปิ้งย่างแล้วหรือปรุงด้วยความร้อน และเลือกซื้อ "กะปิ" จากเจ้าที่คุ้นเคยจะปลอดภัยกว่า
อ้างอิง : ข้อมูลโดย ผศ.ดร.กิตณา แมคึเน็น อาจารย์ภาควิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ #ชัวร์ก่อนแชร์ / กองตรวจสอบคุณภาพสินค้าประมง กรมประมง
ขอบคุณภาพประกอบจาก devour.asia