background-defaultbackground-default
หมอธีระ เผยผลศึกษาวิจัย ‘ภาวะสมองฝ่อ-ความจำเสื่อมถอย’ หลังติดเชื้อโควิด19

ศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ หรือ คุณหมอธีระ เผยผลการศึกษาวิจัยของ อังกฤษ-บราซิล ในกลุ่มติดโควิด-19 ก่อนโอมิครอน พบ “ภาวะสมองฝ่อ-ความจำเสื่อมถอย” ในกลุ่มผู้ติดเชื้อโควิด-19

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

อีกความคืบหน้าทางวิชาการที่น่าสนใจ โดยทางด้าน ศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ หรือ คุณหมอธีระ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด ผ่านทางเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat โดยระบุว่า

 

ภาวะสมองฝ่อหลังติดเชื้อโรคโควิด-19 จนถึงปัจจุบันมีการศึกษาโดยทำ MRI สมอง จากสหราชอาณาจักร (UK Biobank Study) ที่เผยแพร่ในวารสาร Nature ตั้งแต่ 7 มีนาคม 2565 และล่าสุดจากบราซิล เผยแพร่ในวารสาร PNAS เมื่อ 11 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา ทั้ง 2 การศึกษา พบภาวะเนื้อสมองฝ่อ (Cortical atrophy) และความเสื่อมถอยด้านความจำ (Cognitive decline)

 

แม้จะเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อก่อนสายพันธุ์ โอมิครอน แต่ก็ประมาทไม่ได้ 

คงต้องติดตามเรื่องผลกระทบจากสายพันธุ์โอมิครอน ต่อไปว่า จะเป็นอย่างไร ดูเงื่อนเวลาแล้วคาดว่าน่าจะมีงานวิจัยประเมินผลกระทบออกมาให้เห็นช่วงปลายปีนี้เป็นต้น

 

การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อย่อมดีที่สุด

ใส่หน้ากากอย่างถูกต้องสม่ำเสมอนะครับ สำคัญมาก

หมอธีระ เผยผลศึกษาวิจัย ‘ภาวะสมองฝ่อ-ความจำเสื่อมถอย’ หลังติดเชื้อโควิด19

หมอธีระ เผยผลศึกษาวิจัย ‘ภาวะสมองฝ่อ-ความจำเสื่อมถอย’ หลังติดเชื้อโควิด19

หมอธีระ เผยผลศึกษาวิจัย ‘ภาวะสมองฝ่อ-ความจำเสื่อมถอย’ หลังติดเชื้อโควิด19

หมอธีระ เผยผลศึกษาวิจัย ‘ภาวะสมองฝ่อ-ความจำเสื่อมถอย’ หลังติดเชื้อโควิด19

หมอธีระ เผยผลศึกษาวิจัย ‘ภาวะสมองฝ่อ-ความจำเสื่อมถอย’ หลังติดเชื้อโควิด19

หมอธีระ เผยผลศึกษาวิจัย ‘ภาวะสมองฝ่อ-ความจำเสื่อมถอย’ หลังติดเชื้อโควิด19

และอีกโพสต์ที่น่าสนใจ โดยโพสต์ก่อนหน้านี้ ทางคุณหมอธีระ ได้เขียนถึง ภาวะลองโควิด ใจความระบุไว้ดังนี้

 

Long COVID ในสหรัฐอเมริกา...

ข้อมูลจากการสำรวจของ National Center for Health Statistics ล่าสุดเผยแพร่ในเว็บไซต์ของ US CDC

ประชากรวัยผู้ใหญ่ที่เคยติดเชื้อโรคโควิด-19 และประสบปัญหา Long COVID ขณะนี้ สูงถึง 17.7%

คิดเป็นสัดส่วนถึง 7.6% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ทั้งหมดของประเทศ

ในขณะที่คนที่เคยติดเชื้อโรคโควิด-19 นั้น พบว่าเคยประสบปัญหา Long COVID มีถึง 34.3%

...นี่คือข้อมูลของอเมริกา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อโรคโควิด-19 ที่จะเป็นภาระต่อระบบสุขภาพ รวมถึงกระทบต่อคุณภาพชีวิต สมรรถนะการใช้ชีวิต และการทำงาน รวมถึงค่าใช้จ่าย

เฉกเช่นเดียวกับที่เราเห็น overload system จาก Long COVID ในประเทศอื่นๆ เช่น ในสหราชอาณาจักร ที่เคยได้นำเสนอข้อมูลมาก่อนหน้านี้อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น หากเจอคำกล่าวอ้างที่บอกให้ไม่ต้องมากังวลเรื่อง Long COVID จิ๊บๆ เดี๋ยวก็หาย ส่วนใหญ่เป็นอาการจากการรู้สึกนึกคิดไปเอง...ถ้าเราได้ติดตามความรู้มากเพียงพอก็คงพอจะทราบได้ว่าควรเชื่อหรือไม่

ไม่เป็น ไม่ประสบ ก็จะไม่รู้สึก

หนทางชีวิต สุขภาพ สวัสดิภาพ และความปลอดภัยในชีวิตของตัวคุณและครอบครัว ขึ้นกับการตัดสินใจประพฤติปฏิบัติตัว (Self protective behaviors) ความรู้เท่าทัน (Health literacy) และความใส่ใจสุขภาพ (Health consciousness)

สัจธรรมของโลกคือ วิกฤติจะไม่เกิดขึ้นสาหัส ไม่สูญเสียมากมาย หากวงการเมืองสุจริต วงนโยบายซื่อสัตย์ และวงวิชาการมีจริยธรรม

ใช้ความรู้ในการดูแลตนเองและคนที่ใกล้ชิด ใช้ชีวิตโดยไม่ประมาทนะครับ

หมอธีระ เผยผลศึกษาวิจัย ‘ภาวะสมองฝ่อ-ความจำเสื่อมถอย’ หลังติดเชื้อโควิด19

หมอธีระ เผยผลศึกษาวิจัย ‘ภาวะสมองฝ่อ-ความจำเสื่อมถอย’ หลังติดเชื้อโควิด19

หมอธีระ เผยผลศึกษาวิจัย ‘ภาวะสมองฝ่อ-ความจำเสื่อมถอย’ หลังติดเชื้อโควิด19

ปิดท้ายกันที่ อีกรายงานข้อมูลที่คอข่าวไม่ควรพลาด โดย หมอธีระ 

..

15 สิงหาคม 2565...

เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 491,159 คน ตายเพิ่ม 871 คน รวมแล้วติดไป 595,050,336 คน เสียชีวิตรวม 6,454,248 คน

5 อันดับแรกที่ติดเชื้อสูงสุดคือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รัสเซีย ไต้หวัน และอิตาลี

เมื่อวานนี้จำนวนติดเชื้อใหม่มีประเทศจากยุโรปและเอเชียครอง 7 ใน 10 อันดับแรก และ 15 ใน 20 อันดับแรกของโลก

ทั้งนี้สัดส่วนของประเทศจากเอเชียมีมากถึงครึ่งหนึ่งของ 20 อันดับแรก

จำนวนติดเชื้อใหม่ในแต่ละวันของทั่วโลกตอนนี้ มาจากทวีปเอเชียและยุโรป รวมกันคิดเป็นร้อยละ 88.78 ของทั้งโลก ในขณะที่จำนวนการเสียชีวิตคิดเป็นร้อยละ 82.77

...สถานการณ์ระบาดของไทย

จากข้อมูล Worldometer เช้านี้พบว่า

จำนวนเสียชีวิตเมื่อวาน สูงเป็นอันดับ 9 ของโลก และอันดับ 5 ของเอเชีย แม้สธ.ไทยจะปรับระบบรายงานตั้งแต่ 1 พ.ค.จนทำให้จำนวนที่รายงานนั้นลดลงไปมากก็ตาม

...อาการของเด็กที่ติดเชื้อโรคโควิด-19 สายพันธุ์ Omicron

หมอธีระ เผยผลศึกษาวิจัย ‘ภาวะสมองฝ่อ-ความจำเสื่อมถอย’ หลังติดเชื้อโควิด19

หมอธีระ เผยผลศึกษาวิจัย ‘ภาวะสมองฝ่อ-ความจำเสื่อมถอย’ หลังติดเชื้อโควิด19

หมอธีระ เผยผลศึกษาวิจัย ‘ภาวะสมองฝ่อ-ความจำเสื่อมถอย’ หลังติดเชื้อโควิด19

Shoji K และคณะ จากประเทศญี่ปุ่น ได้เผยแพร่ผลการศึกษาในวารสารทางการแพทย์โรคติดเชื้อ Journal of Infections and Chemotherapy วันที่ 10 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา

โดยศึกษาเปรียบเทียบอาการป่วยในกลุ่มผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อโรคโควิด-19 สมัยสายพันธุ์เดลต้า (ช่วง 1 สิงหาคมถึง 31 ธันวาคม 2564) จำนวน 458 คน กับสายพันธุ์ Omicron (ช่วง 1 มกราคมถึง 15 พฤษภาคม 2565) จำนวน 389 คน

พบว่าในยุค Omicron นี้ เด็กๆ จะมีอาการหลายอย่างที่แตกต่างจากสมัยเดลต้า

หนึ่ง มีอายุเฉลี่ยที่ป่วยน้อยกว่าสมัยเดลต้า

สอง เด็กอายุ 2-12 ปีนั้นจะพบว่ามีไข้ (ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป) มากกว่าสมัยเดลต้า

สาม เด็กอายุ 2-12 ปีนั้นจะพบว่าอาการชักได้มากกว่าสมัยเดลต้า

สี่ ในเด็กอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป จะพบอาการเจ็บคอมากกว่าสมัยเดลต้า

ห้า ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป พบอาการดมไม่ได้กลิ่น ลิ้นรับรสไม่ได้ น้อยกว่าสมัยเดลต้า

และสุดท้ายคือ จำนวนผู้ป่วยเด็กที่ต้องให้อ๊อกซิเจนนั้นมีมากกว่าสมัยเดลต้า แต่อัตราการป่วยหนักจนต้องรับการรักษาในไอซียูนั้นไม่ได้แตกต่างจากสมัยเดลต้า

ข้อมูลข้างต้นจากทางประเทศญี่ปุ่น ช่วยสะท้อนให้คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง และคุณครู ได้ตระหนักถึงอาการของเด็กที่ติดเชื้อในสมัย Omicron นี้ เพื่อที่จะได้ช่วยกันสังเกตอาการที่พบบ่อยในเด็ก เช่น ไข้ เจ็บคอ เพื่อที่จะได้นำเด็กๆ ไปตรวจวินิจฉัย และรับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ลดโอกาสที่จะเกิดผลแทรกซ้อนไม่ว่าจะเป็นเรื่องชักหรือการป่วยหนักตามมา

การพาเด็กๆ ไปฉีดวัคซีนตามอายุที่กำหนดนั้นเป็นเรื่องจำเป็น

และที่สำคัญยิ่งคือ การสอนเด็กๆ ให้รู้จักวิธีป้องกันตัวอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ เช่น การใส่หน้ากาก ล้างมือ และระมัดระวังการพูดคุยระหว่างกินอาหารกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียน กินไม่คุย จะคุยควรใส่หน้ากาก

...เต่าใหญ่ไข่กลบ...

หมอธีระ เผยผลศึกษาวิจัย ‘ภาวะสมองฝ่อ-ความจำเสื่อมถอย’ หลังติดเชื้อโควิด19

ข่าวที่แพร่กันในโซเชียลว่า จะได้ภูมิคุ้มกันดีที่สุดหากฉีดวัคซีนแล้วติดเชื้อนั้น

อาจทำให้คนเข้าใจผิดคิดว่า ฉันฉีดวัคซีนมาแล้ว ยอมลดการ์ดดีกว่า เพื่อที่จะติดเชื้อจะได้ภูมิสูงๆ แล้วจะป้องกันได้

ความรู้ทางการแพทย์ในปัจจุบันนั้นชัดเจนว่าไวรัสกลายพันธุ์ได้อย่างต่อเนื่อง และแนวโน้มที่ผ่านมาพบว่ามักมีสมรรถนะที่จะหลบหลีกภูมิคุ้มกันมากขึ้น ดังที่เห็นจาก Omicron สายพันธุ์ย่อยที่ครองการระบาดขณะนี้อย่างเช่น BA.5 รวมถึงสายพันธุ์อื่น อาทิ BA.4 และ BA.2.12.1

บทความวิชาการทบทวนความรู้จาก Nature Reviews Immunology ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ชี้ให้เห็นว่า ต่อให้ฉีดวัคซีน แล้วมีการติดเชื้อสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ ระดับภูมิคุ้มกันต่อ BA.5 ก็อยู่ในระดับน้อย

เฉกเช่นเดียวกัน หากไวรัสกลายพันธุ์ต่อไปเรื่อยๆ แม้จะติดเชื้อ ระดับภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นมาก็อาจไม่สามารถป้องกันไวรัสสายพันธุ์ที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ได้ในอนาคต

ตลอดช่วงที่ผ่านมานั้น หลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนว่า วัคซีนต่างๆ ที่มีมานั้นมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่แตกต่างกันชัดเจน โดย mRNA vaccines กระตุ้นภูมิได้ดีกว่าประเภทอื่นๆ ทั้งไวรัลเวคเตอร์และเชื้อตาย อย่างไรก็ตาม ต่อมามีการศึกษาแล้วพบว่าการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแบบต่างแพลตฟอร์มจะช่วยกระตุ้นภูมิได้ดีขึ้นหรือเทียบเท่าแพลตฟอร์มเดียวกัน

ที่สำคัญคือ ต้องรู้เท่าทันว่าการฉีดวัคซีนนั้นมีประโยชน์ช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดโอกาสเสียชีวิต แต่ฉีดแล้ว หากไม่ป้องกันตัว ก็จะป่วยได้ ยังป่วยรุนแรงได้ ยังเสียชีวิตได้

และที่สำคัญที่สุดคือ ความทุกข์จากภาวะผิดปกติระยะยาวอย่าง Long COVID ที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต สมรรถนะการดำเนินชีวิตประจำวัน และการทำงาน โดยเป็นภาระค่าใช้จ่ายทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และประเทศได้

การป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอในภาวะการระบาดเช่นนี้จึงมีความจำเป็น

ใส่หน้ากากอย่างถูกต้อง เป็นหัวใจสำคัญ

ไม่ติดเชื้อย่อมดีที่สุด...

หมอธีระ เผยผลศึกษาวิจัย ‘ภาวะสมองฝ่อ-ความจำเสื่อมถอย’ หลังติดเชื้อโควิด19

ข้อมูลอ้างอิง

1. Shoji K et al. Clinical characteristics of COVID-19 in hospitalized children during the Omicron variant predominant period. J Infect Chemother. 10 August 2022.

2. SARS-CoV-2 hybrid immunity: silver bullet or silver lining? Nature Reviews Immunology. 9 August 2022.

3. เครดิตภาพ Proverbthai

 

logo-pwa

เพิ่ม NationTV

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด