ยิ่งไปกว่านั้นหากไม่มีภาคส่วนไหนเข้ามาจัดการหรือแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังทางมูลนิธิฯ ยังคาดการณ์ว่า ประชากรในกรุงเทพฯ อาจสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้นถึง 6% หรือประมาณ 5.32 แสนล้านบาทต่อปี
หากมองในภาพรวมพบว่าความร้อนก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในลักษณะแบบโดมิโน ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ล้มต่อกันเป็นทอดๆ กล่าวคือ เมื่อประสิทธิภาพในการทำงานลดลงย่อมส่งผลต่อผลผลิตและค่าจ้างลดลง ตลอดจนนำไปสู่การลดลงของความต้องการผลผลิตหรือสินค้าในตลาด ทำให้การจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจลดน้อยลง
‘Climate Apartheid’ กับการอธิบายผลกระทบของความร้อนกับความยากจน
ความร้อนไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อปัญหาทางสังคมด้วยเช่นกัน โดยหนึ่งคำที่สามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความร้อนหรือภาวะโลกเดือดกับคนในสังคมได้ดีที่สุดคือคำว่า ‘Climate Apartheid’ หรือ การแบ่งแยกทางสังคมจากปัญหาสภาพภูมิอากาศ
Climate Apartheid คือ คำที่ใช้ในการอธิบายภาพของสังคมที่เกิดการแบ่งแยกผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้คนในสังคมได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างไม่เท่าเทียม ซึ่งคนรวยสามารถที่จะพาตัวเองหลุดพ้นจากปัญหาด้านภูมิอากาศได้ ในขณะที่คนจนต้องเผชิญกับผลกระทบจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่า
องค์การสหประชาชาติเผยว่า ภายในปี 2030 จะมีคนจนเพิ่มมากขึ้นกว่า 120 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ และภายในปี 2100 ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเราจะเพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ทำให้ประชากรในอีกหลายภูมิภาคทั่วโลกจนลงมากขึ้น สาเหตุจากคุณภาพของประชากรที่ด้อยลงและการภาวะการขาดความมั่นคงทางอาหาร
คนจนมากมายทั่วโลกต้องแบกรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นปัญหาที่คนรวยก่อขึ้นมาอย่างปัญหาก๊าซเรือนกระจกที่คนจนมีส่วนในการปล่อยน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณที่คนรวยปล่อยออกมา โดยมีรายงานศึกษาจาก Oxfam องค์การภาคประชาสังคมที่มุ่งเน้นการขจัดความยากจนในสังคม ชี้ให้เห็นว่า คนรวยที่สุดเพียง 1% ของโลก ปล่อยคาร์บอนมากกว่าประชากรที่อยู่ในระดับยากจนมากกว่า 5 พันล้านคน ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของประชากรโลก
หากจะอธิบายให้เห็นภาพมากขึ้นว่าคนรวยเหล่านั้นผลิตคาร์บอนมากแค่ไหน อาจกล่าวได้ว่าคนอีก 99% ที่เหลือ ต้องใช้เวลามากกว่า 1,500 ปี ในการสร้างคาร์บอนเทียบเท่ากับประชากรที่รวยที่สุดเพียง 1%
เป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนจนต้องรับผิดชอบกับปัญหาที่พวกเขาแทบจะไม่ได้ก่อไว้ ต่อให้คนกว่า 99% ทั่วโลกหันมาใช้ถุงผ้าและไม่ใช่หลอดพลาสติกมากแค่ไหน ก็ไม่อาจแก้ไขปัญหาโลกเดือดได้เท่ากับการที่คนอีก 1% ที่เหลือของโลก มองเห็นและเข้าใจถึงปัญหาที่พวกเขาสร้างขึ้นมา
ท้ายที่สุดแล้วคนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาจากความร้อนทั้งทางกายภาพ ทางจิตใจ รวมถึงทางเศรษฐกิจมากที่สุดก็คือคนจน ส่วนคนรวยที่เป็นต้นเหตุของปัญหานั้นกลับหลุดพ้นและแทบจะไม่สนใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยที่คนรวยหลายคนสามารถตัวเลือกในการหลีกหนีปัญหาเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดแอร์ หรือเลือกที่จะไม่ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง ทว่าคนจนกลับไม่มีตัวเลือกมากขนาดนั้น ความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าอากาศร้อนไม่ใช่แค่ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางสังคมที่ต้องการแก้ไขมากกว่าการลดใช้พลาสติกในแต่ละวัน
ข้อมูลอ้างอิง