โครงการคัดเลือกเอกชนในการจัดให้เช่า/บริหารระบบท่อส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออก กรมธนารักษ์ มีหนังสือเชิญบริษัทที่มีคุณสมบัติเพียง 3 ราย ให้มายื่นข้อเสนอเพื่อเข้าร่วมการคัดเลือก
30 กันยายน 2564 คณะกรรมการที่กรมธนารักษ์ตั้งขึ้น ประชุมและมีมติเลือกเอกชนรายใหม่ โดยไม่ฟังเสียงโต้แย้งจากลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม EEC ที่ส่งถึงนายกรัฐมนตรี ว่าไม่ควรเร่งรีบเปิดประมูล เพราะไม่ก่อให้เกิดการแข่งขัน เพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง ทั้งส่งผลต่อความสามารถการแข่งขันทางธุรกิจของภาคอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ EEC
การประมูลครั้งนี้ อายุสัญญา 30 ปี กรมธนารักษ์ จะได้รับผลตอบแทนตลอดระยะเวลา 30 ปี เป็นเงิน 1 หมื่น 5 พันล้านบาท
ดังนั้น บริษัท อิสท์ วอเตอร์ ที่การประปาส่วนภูมิภาคถือหุ้นใหญ่ และเป็นเอกชนรายเดิมที่บริหารโครงการฯ เมื่อแพ้การประมูล จึงยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง และร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเนื่องจากมองว่า ครม. เคยมีมติให้กรมธนารักษ์ เจรจากับรายเดิมก่อนที่สัญญาจะสิ้นสุดไม่น้อยกว่า 3 ปี
นอกจากนี้ การดำเนินการคัดเลือกครั้งนี้อาจจะไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาลที่ต้องการให้การดำเนินการมีความคล่องตัว และมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและให้บริการน้ำในภูมิภาค ซึ่งถือเป็นหลักการที่เป็นสาระสำคัญ
บริษัท อิสท์ วอเตอร์ ฟ้องว่า แม้จะใกล้สิ้นสุดอายุสัญญาในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 แต่เป็นพันธะของกรมธนารักษ์ ที่จะต้องพิจารณาจัดทำสัญญาฉบับใหม่เพื่อให้บริษัทรายเดิมเป็นผู้ใช้ และบริหารโครงการท่อส่งน้ำต่อไปตามมติครม. เพื่อไม่ให้กระทบต่อการบริหารจัดการระบบท่อส่งน้ำในภาคตะวันออก ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศได้
ขณะที่การประปาส่วนภูมิภาค ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท อิสท์ วอเตอร์ มองว่า แม้จะอยู่ในสถานะถือหุ้น แต่ไม่สามารถแทรกแซงบริษัทได้