ต่อมา DSI รับเป็นคดีพิเศษ และเริ่มตรวจสอบเส้นทางเงินจนพบแผนประทุษกรรม ร่วมกระทำความผิด ฐานทุจริตนำเงินออกจากสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ 4 แผน คือ
1. ถอนเงินจากบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ของสหกรณ์ แล้วนำไปฝากหรือโอนเข้าบัญชีธนาคารของผู้ต้องหา เพื่อไปซื้อทรัพย์สินโดยตรงหรือไปซื้อแคชเชียร์เช็ค เพื่อชำระค่าทรัพย์สิน
2. ถอนเงินจากบัญชีธนาคารกรุงไทย ของสหกรณ์ แล้วนำไปซื้อทรัพย์สินโดยตรง
3.ทำสัญญากู้ยืมเงินกับสหกรณ์เพื่อซื้อทรัพย์สิน แล้วนำทรัพย์สินนั้นไปจำนองเพื่อประกันหนี้เงินกู้
ต่อมามีการแก้ไขบัญชีย่อยลูกหนี้โดยการปิดหนี้กู้ยืมดังกล่าว แต่ไม่มีการชำระหนี้จริง
4.กู้เงินสหกรณ์ แล้วนำอสังหาริมทรัพย์ของตนเองมาจำนองเป็นประกัน ต่อมามีการแก้ไขบัญชีย่อยลูกหนี้โดยการปิดหนี้กู้ยืม โดยไม่มีการชำระหนี้จริง
5.แก้ไขบัญชีย่อยลูกหนี้ เงินกู้สหกรณ์โดยไม่มีการชำระหนี้จริง และโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่จำนอง เป็นประกันหนี้ให้กับกลุ่มผู้ต้องหา
เงินที่นายบุญส่ง และพวก ยักยอกออกไปจากสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ ได้นำไปฟอก ในธุรกิจต่าง ๆ เช่น โครงการ Alibaba Living House, โรงแรม Alibaba Living House 2, โครงการบ้านจัดสรรบุญสิตา และโครงการที่ดินจัดสรร Am Ranch &โครงการ 50 ไร่ โดยอ้างว่าสร้างบ้านจัดสรรเพื่อขายสมาชิกสหกรณ์ฯ ในราคาไม่แพง แต่เมื่อตรวจสอบลึกลงไป พบว่า เป็นการขายให้บุคคลอื่นไม่ใช่สมาชิกสหกรณ์ฯ และยังมีการนำเงินไปฟอกในธุรกิจเต็นท์รถ ซื้อทรัพย์สินมีค่า ของใช้แบรนด์เนม และเก็บไว้ในรูปแบบเงินสด
ดีเอสไอ เปิดปฏิบัติการทุบหัวรถจักร ภาคแรก 8 เม.ย. 2563 ยึดอายัดทรัพย์สินใน กรุงเทพฯ นนทบุรี และอ.เมือง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เนื้อที่ 80 ไร่ มูลค่า 85 ล้านบาท
7 มกราคม 2564 เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ และเจ้าที่ ปปง.และตำรวจ สภ.แม่โจ้ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ นำคำสั่งธุรกรรม ปปง. ตรวจยึดหอพักคีรียาเพลส ด้านหลังมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จำนวน 54 ห้อง มูลค่าราคา 24.3 ล้านบาท
อดีตผู้บริหารและกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ ร่วมกันทุจริต เบียดบังถ่ายเท มาซื้อทรัพย์สิน กระจายไปตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ สร้างความเสียหาย ให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์รถไฟ มากกว่า 2,800 ล้านบาท
การติดตามยึดอายัดทรัพย์สิน เพื่อนำเงินชดใช้คืนสหกรณ์สโมสรรถไฟในฐานะผู้เสียหาย ตลอดจนสมาชิกสหกรณ์กว่า 6,000 ราย และสหกรณ์พันธมิตรอีก 15 แห่ง