การหยิบยกกรณีศึกษาของเมืองอู่ฮั่น ที่เคยประสบความสำเร็จในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตให้เป็นศูนย์ โดยใช้เวลาเพียงแค่ 76 วัน ถูกพูดถึงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และว่ากันว่า ศบค.กำลังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก แต่คำถามคือ "อู่ฮั่นโมเดล" เหมาะสมกับไทยหรือไม่

เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งสำหรับ "อู่ฮั่นโมเดล" ของจีน ที่ถูกพูดถึงในศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ว่าสามารถนำมาใช้ควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยได้หรือไม่ เรื่องนี้หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้เหตุผลว่า ในขณะนี้ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้แล้ว เพราะขณะนี้เชื้อได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศไทยไม่ใช่แค่ในกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดสีแดงเข้มเท่านั้น 

"อู่ฮั่นโมเดล" บริบทที่แตกต่างจากไทย ซึ่งแตกต่างจากการแพร่ระบาดในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ที่มีการแพร่ระบาดแค่ในเมืองๆ เดียว ทางรัฐบาลจีนจึงมีการประกาศล็อกดาวน์ เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2563 "ปิดเมือง ปิดธุรกิจ" ให้ผู้คนอยู่แต่ในบ้าน ห้ามออกห้ามเข้า ใช้เวลาเพียง 76 วัน ก็สามารถลดตัวเลขผู้ติดเชื้อให้เป็นศูนย์ได้  และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่ประเทศจีนทำให้ทั่วโลกได้เห็น 

"อู่ฮั่นโมเดล" บริบทที่แตกต่างจากไทย คุณหมอธีระวัฒน์บอกว่า ถ้ารัฐบาลไทยจะนำ "อู่ฮั่นโมเดล" ของจีนมาใช้ ต้องทำตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และใช้เวลาการควบคุมไม่นานก็จะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อได้ แต่ในขณะนี้การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไปไกลเกินกว่าที่จะควบคุมได้  จึงไม่สามารถนำ "อู่ฮั่นโมเดล" มาใช้ในไทยได้ เพราะบริบทต่างกัน 

"โมเดลของอู่ฮั่นตรงนี้นี่ครับ มันทำไม่ได้ เพราะว่ามันแพร่กระจายไปหมดแล้ว และประการที่สองก็คือว่า ในแต่ละจังหวัดเอง แต่ละพื้นที่เอง ถ้าเก็บแต่ละคนไว้ที่บ้านนั้น โดยที่ไม่ทราบว่าใครติดไม่ติด ตรงนั้นเองก็อาจจะเป็นการแพร่เชื้อในบ้านตัวเอง"

"อู่ฮั่นโมเดล" บริบทที่แตกต่างจากไทย นายแพทย์ธีระวัฒน์ ยังบอกอีกว่า ในเมื่อการแพร่กระจายของเชื้อไม่สามารถควบคุมได้ในขณะนี้ สิ่งเดียวที่รัฐบาลต้องรีบเดินหน้าต่อไป คือการแยกผู้ติดเชื้อออกมาจากครอบครัว จากนั้นก็เริ่มคัดกรองและเร่งฉีดวัคซีน ประกอบกับประชาชนคนไทยทุกคนต้องมีวินัย เชื่อว่าจะสามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงได้

"อู่ฮั่นโมเดล" บริบทที่แตกต่างจากไทย

สอดคล้องกับข้อมูลของอาจารย์ปิติ ศรีแสงนาม ที่มองถึง "อู่ฮั่นโมเดล" และ "กว่างโจวโมเดล" ไม่สามารถนำมาใช้ควบคุมการแพร่ระบาดในไทยได้ เพราะบริบทต่างกันในทุกมิติ และโมเดลแต่ละประเทศรูปแบบก็แตกต่างกัน  ขึ้นอยู่กับบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จะหยิบยกโมเดลใดโมเดลหนึ่งมาใช้ไม่ได้ แต่ไทยควรเรียนรู้แต่ละโมเดลและนำมาประยุกต์ใช้ อย่างเช่น ประเทศอังกฤษและสิงค์โป เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับโควิดได้ แต่ประชาชนต้องฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด ขณะที่อู่ฮั่นและกว่างโจว การฉีดวัคซีนยังไม่มากนัก จึงต้องมีการปิดเมือง

"ไม่มีทางเลยน่ะครับ ที่จะหยิบยกโมเดลของประเทศใดประเทศหนึ่งมาใช้ในประเทศไทยได้  เพราะว่าแต่ละประเทศมันมีความแตกต่างกันในบริบทของสังคม การเมือง เศรษฐกิจ .. เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราควรทำคือ เราต้องเรียนรู้ครับ แล้วพยายามเอาสิ่งที่คล้ายของเรากับเค้ามาประยุกต์ใช้ครับ"

"อู่ฮั่นโมเดล" บริบทที่แตกต่างจากไทย สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องทบทวนและเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง คือวิธีการสื่อสารที่ชัดเจนออกมาทางเดียว และไม่คลุมเครือต่อการแจ้งข้อมูลข่าวสารการแพร่ระบาดเชื้อโควิด รวมทั้งความชัดเจนเรื่องวัคซีน ประชาชนไม่สามารถทนล็อกดาวน์ได้ ถ้าหากรัฐบาลไม่มีความแน่นอนหรือถ้าล็อกดาวน์แล้วไม่สามารถควบคุมโรคได้

"ภาวะผู้นำจะไม่เกิดขึ้นได้ ถ้าไม่มีภาวะผู้ตาม เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้ทุกคนอยากทำตามที่ผู้นำบอก ผู้นำคิดแผน มันก็ต้องแก้ปัญหาวิกฤตศรัทธาของผู้นำให้ได้ก่อน"

"อู่ฮั่นโมเดล" บริบทที่แตกต่างจากไทย

อาจารย์ปิติ ยังบอกถึงภาคธุรกิจ ภาคเศรษฐกิจ ที่ไม่กลัวว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการใดในการควบคุมการแพร่เชื้อ ต่อให้เป็นมาตรการที่รุนแรง หรือที่เรียกว่า "ยาแรง" แต่สำคัญอยู่ที่ว่ารัฐบาลต้องเดินหน้าแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นการลงทุนจากต่างประเทศก็จะเกิดปัญหาอย่างแน่นอน

"อู่ฮั่นโมเดล" บริบทที่แตกต่างจากไทย

"นักธุรกิจเค้าไม่กลัวน่ะครับ ว่าคุณจะใช้มาตรการอะไร ต่อให้มันเป็นมาตรการที่รุนแรงก็ตาม แต่ถ้ามันไม่มีการตัดสินใจ แล้วมาตรการต่าง ๆ ก็อิเหละเขะขะ คาดการณ์ไม่ได้ ไม่มีความแน่นอน เลือกปฏิบัติ อย่างนี้ครับ ผมคิดว่าเป็นโทษกับภาคเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจมากกว่า" 

สุดท้ายแล้ว "อู่ฮั่นโมเดล" สำหรับประเทศไทยแล้วอาจจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะบริบทสังคมไทยกับสังคมจีนนั้นต่างกัน แม้แต่เชื้อไวรัสก็ต่างสายพันธุ์  แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือความชัดเจนของทางรัฐบาล ที่ต้องดำเนินการทุกอย่างโปร่งใสและบริสุทธิ์ใจ เพื่อลบข้อครหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น พร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เชื่อว่าจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดและทำให้สถานการณ์ดีขึ้น โดยไม่ต้องมีผู้ใดที่เสียชีวิตคาบ้านอย่างที่เคยเกิดขึ้นอยู่ในทุกวันนี้