สำหรับอาการของผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เฟลิร์ท จากรายงานระบุว่ามีความคล้ายคลึงกับอาการของสายพันธุ์โอมิครอน JN.1 ได้แก่ มีไข้ หนาวสั่น ไอ เจ็บคอ คัดจมูกหรือน้ำมูกไหล ปวดหัว ปวดเมื่อยร่างกาย หายใจลำบาก อ่อนเพลีย ตลอดจนอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง ท้องเสียเล็กน้อย และอาเจียน รวมถึงอาการที่เรียกว่า "สมองมึนงง" คือ ความรู้สึกไม่ตื่นตัวและตระหนักรู้น้อยลง
“ไม่ต้องกักตัว” แนวทางใหม่ของการดำเนินการเกี่ยวกับโควิด-19 ในสหรัฐฯ
เมื่อเดือนมีนาคม 2567 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ ได้ปรับปรุงแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับโควิด-19 ใหม่ โดยไม่ได้แนะนำให้ผู้ติดเชื้อต้องกักตัวที่บ้าน 5 วันอีกต่อไป แต่ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสทางเดินหายใจชนิดอื่นๆ ได้แก่
- การอยู่แต่ในบ้านเมื่อป่วย
- ฉีดวัคซีนครบถ้วน
- รักษาสุขอนามัยที่ดี และปรับปรุงคุณภาพอากาศในอาคาร
สำหรับแนวทางใหม่นี้ง่ายและเข้าใจได้สำหรับบุคคลทั่วไป โดยผู้ที่ไม่มีไข้อย่างน้อย 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องกินยาลดไข้ และมีอาการอื่นๆ ไม่รุนแรงหรือดีขึ้นแล้ว สามารถออกจากบ้านและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
ย้ำตรวจ ATK ซ้ำทุก 48 ชั่วโมง
ทั้งนี้ หากผลการตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจแอนติเจนที่บ้าน (ATK) เป็นลบ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดเชื้อเสมอไป เพราะความแม่นยำอาจแตกต่างกันไป และมีความไวน้อยกว่าการตรวจ PCR โดยเฉพาะในระยะแรกของการติดเชื้อหรือไม่มีอาการ
ดังนั้น หากยังมีอาการคล้ายโควิด-19 ก็ควรตรวจซ้ำหลังจากตรวจครั้งแรก (ที่ให้ผลลบ) ใน 48 ชั่วโมง และถ้ายังมีอาการอยู่และตรวจครั้งที่ 2 ยังให้ผลลบอีก ก็ให้พิจารณาตรวจครั้งที่ 3 หลังจากนั้นอีก 48 ชั่วโมง หรือไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจด้วยวิธี PCR ที่มีความไวสูงกว่า
แม้ว่าข้อกำหนดการกักตัวจะผ่อนคลายลงแล้ว แต่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจ ATK ซ้ำหากยังมีอาการ และควรติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อและการติดเชื้อในวงกว้าง ทั้งนี้เพื่อปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและความเข้าใจเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ที่พัฒนาขึ้น