รู้ได้อย่างไรว่าอาการไอ เกิดจากการใช้ยาลดความดันโลหิต?
อาการไอ เป็นการตอบสนองของร่างกายอย่างหนึ่งต่อสิ่งผิดปกติในทางเดินหายใจ และเป็นกลไกป้องกันที่สำคัญของร่างกายในการกำจัดเชื้อโรค เสมหะ หรือสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ ซึ่งหากแบ่งตามระยะเวลา อาการไอสามารถแบ่งได้ 2 ชนิด คือ
1) อาการไอเฉียบพลัน (ไอน้อยกว่า 3 สัปดาห์) มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนบน หลอดลมอักเสบ การกำเริบของโรคถุงลมโป่งพอง การมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในหลอดลมและการสัมผัสกับมลพิษทางอากาศ
2) อาการไอเรื้อรัง (ไอมากกว่า 3 สัปดาห์) มักมีสาเหตุส่วนใหญ่จากการใช้ยาลดความดันโลหิต โรคหืด โรคกรดไหลย้อน หรือโรควัณโรคปอด
หากแบ่งตามลักษณะของอาการ สามารถแบ่งอาการไอได้เป็น 2 ชนิด คือ
1) ไอแห้ง เกิดจากการระคายคอหรือระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง และจะไม่มีเสมหะปน เช่น อาการไอจากกรดไหลย้อน โรคหลอดลมอักเสบ และการใช้ยาลดความดันโลหิต
2) ไอแบบมีเสมหะ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียของระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ปอดอักเสบ หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เนื่องจากร่างกายมีการสร้างเมือกเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ จึงทำให้มีอาการไอร่วมกับมีเสมหะ
อาการไอ ผลข้างเคียงจากการใช้ยาลดความดัน
สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามและอาจจะเป็นสาเหตุของการไอ อีกสาเหตุหนึ่งก็คือการได้รับยาประจำตัวบางอย่าง ยาบางชนิดมีผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดอาการไอ ซึ่งยาลดความดันในกลุ่มที่อาจทำให้ไอ ได้แก่ angiotensin-converting enzyme inhibitors (ACEIs) และ beta-blockers เช่น
- อีนาลาพริล (Enalapril)
- ไลซิโนพริล (Lisinopril)
- รามิพริล (Ramipril)
- เพอรินโดพริล (Perindopril)
อาการไอจากยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACEIs
ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACEIs ออกฤทธิ์ลดความดันโลหิตโดยขยายหลอดเลือดและลดการดูดกลับน้ำที่ไต ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง และสามารถชะลอการเสื่อมของไตได้ โดย ACEIs ทำให้เกิดอาการไอจากการไปรบกวนการกำจัดออกของสารที่ทำให้เกิดอาการไอ คือ bradykinin ซึ่งมีหน้าที่ขยายหลอดเลือด แต่การมี bradykinin สะสมมากในร่างกาย สามารถส่งผลให้เกิดอาการไอในผู้ที่ใช้ยา โดยผู้ป่วยมีโอกาสเกิดอาการไอหลังจากใช้ ACEIs ประมาณ 35% ซึ่งอาการไอที่พบมักมีลักษณะไอแห้งๆ ติดต่อกันโดยเกิดจากความรู้สึกระคายคอ ซึ่งอาการจะเพิ่มมากขึ้นในเวลากลางคืนหรือเมื่อนอนราบ ดังนั้นถ้าหากมีอาการไอแบบมีเสมหะอาจไม่ได้เป็นผลจากยา ACEIs โดยตรง โดยความรุนแรงของอาการไอนั้นจะขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ส่วนมากอาการไอจะไม่ก่อให้เกิดอันตราย เพียงแต่จะสร้างความรำคาญให้แก่ตัวผู้ป่วยเท่านั้น ซึ่งในผู้ป่วยบางรายอาจไม่พบผลข้างเคียงด้านอาการไอเลยก็เป็นได้
อาการไอจากยาลดความดันโลหิตกลุ่ม beta-blockers
ยากลุ่ม beta-blockers ออกฤทธิ์ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ส่งผลให้ความดันโลหิตในร่างกายลดลง แต่สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอ คือ ยาสามารถทำให้หลอดลมหดตัว ทำให้อาจมีการหายใจลำบากและเกิดอาการไอ ซึ่งภายหลัง beta-blockers รุ่นใหม่ ได้แก่ atenolol, metoprolol, nebivolol และ bisoprolol ได้รับการพัฒนาให้จำเพาะต่อหัวใจและลดผลข้างเคียงที่ทำให้หลอดลมหดตัว จึงอาจลดผลข้างเคียงด้านอาการไอได้มากขึ้น โดยอาการไอที่พบจากการใช้ beta-blockers จะมีลักษณะไอแห้งและอาการจะรุนแรงขึ้นเมื่อออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรง โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่เกิดอาการไอจากการได้รับยากลุ่มนี้มักเป็นผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดหรือปอดอุดกั้นเรื้อรังร่วมด้วย เนื่องจากผู้ป่วยมีหลอดลมที่ตีบแคบอยู่เดิม
ทั้งนี้ ถือเป็นอาการไอที่ไม่ได้เป็นอันตราย แต่อาจสร้างความรำคาญใจให้แก่ผู้ที่เป็นได้ หากมีอาการมากจนรบกวนคุณภาพชีวิต อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนยา โดยสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการใช้ยา ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาเปลี่ยนยาให้ผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้เปลี่ยนหรือหยุดใช้ยาเอง เนื่องจากยารักษาโรคความดันโลหิตสูงต้องใช้เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อคุมความดันให้ได้ตามค่าเป้าหมายและลดความรุนแรงของโรค ซึ่งผู้ป่วยหลายคนอาจเข้าใจว่าการรับประทานยาลดความดันโลหิตแล้วค่าความดันจะกลับมาปกติคือการหายจากโรคความดันโลหิตสูง จึงไม่รับประทานยาต่อ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคเรื้อรังจึงต้องใช้ยาเพื่อคุมความดันให้ปกติและพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
แหล่งอ้างอิง :