ภาวะเป็นพิษจากแอมโมเนีย
แม้ว่าแอมโมเนียจะมีประโยชน์ในด้านอุตสาหกรรมและการแพทย์ แต่การสัมผัสกับแอมโมเนียปริมาณมากหรือแอมโมเนียความเข้มข้นสูงอาจทำให้เกิดความผิดปกติได้ เช่น
“การสัมผัส” แอมโมเนียทางผิวหนังและดวงตาจะทำให้บริเวณดังกล่าวแสบร้อน เป็นแผลพุพอง ระคายเคือง น้ำตาไหล ในรายที่รุนแรงอาจเกิดแผลพุพองรุนแรง แผลลึก หรือสูญเสียการมองเห็นเมื่อสัมผัสถูกดวงตา
“การสูดดม” และได้รับแอมโมเนียผ่าน “การรับประทาน “ จะทำให้ปวดแสบปวดร้อนภายในช่องปาก จมูก ลำคอ และลำไส้ ไอ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ในรายที่รุนแรงจะเกิดอาการบวมและเป็นแผลไหม้รุนแรงบริเวณริมฝีปาก ช่องปาก ลำคอ หายใจติดขัด หายใจไม่ออก หมดสติ และเสียชีวิตได้
นอกจากนี้ ผู้ที่สัมผัสและทำงานเกี่ยวข้องกับแอมโมเนียต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)
วิธีป้องกันก๊าซแอมโมเนียรั่วไหล
สำหรับผู้ประกอบการโรงงานต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ใช้อุปกรณ์ที่ได้รับมาตรฐานสากล ดูแลรักษา ซ่อมบำรุงอุปกรณ์อยู่เสมอ ดังนี้
- สวมอุปกรณ์ป้องกันขณะทำงาน
- ตรวจภาชนะบรรจุและท่อส่งก๊าซสม่ำเสมอ
- เก็บแอมโมเนียในที่ปลอดภัยนอกอาคาร
- รถบรรทุกสารเคมีต้องมีสัญลักษณ์บอกอันตราย
- ฝึกซ้อมรับมือเหตุฉุกเฉินปีละ 1 ครั้ง
ในการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุก๊าซแอมโมเนียรั่วไหล สามารถทำได้ดังนี้
ก่อนเกิดเหตุ ถ้าอยู่ใกล้โรงงานในระยะ 1 กิโลเมตร ต้องคอยสังเกตความผิดปกติ ถ้าเห็นควันสีขาวจากโรงงาน รีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที
ขณะเกิดเหตุ ไม่วิ่งไปทางใต้หรือเหนือลม แต่ตั้งฉากออกจากทิศทางลม ไม่ใช้ผ้าชุบน้ำปิดปากและจมูก เพราะอาจได้รับก๊าซมากขึ้น เนื่องจากแอมโมเนียละลายน้ำได้ดี ควรใช้ผ้าแห้งและหนาปิดแทน
การปฐมพยาบาลจากการได้รับก๊าซแอมโมเนีย
การปฐมพยาบาล “การสูดดม” แอมโมเนีย
- รีบนำผู้ได้รับสัมผัสออกจากที่เกิดเหตุไปอยู่พื้นที่โล่ง เหนือลม อากาศถ่ายเทสะดวก
- ตรวจสอบการหายใจและการเต้นของหัวใจ
- ถ้าหายใจปกติ ให้คลายเสื้อผ้าออกให้หลวม ถ้าเหงื่อออกให้เช็ดตัว ถ้ารู้สึกตัวให้ดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มเย็น ถ้าหายใจติดขัดให้ออกซิเจน แต่ถ้าหยุดหายใจต้องช่วยผายปอดจนกว่าจะหายใจสะดวก ห้ามใช้วิธีผายปอดด้วยวิธีเป่าปาก
- หากหายใจเอาสารแอมโมเนียเข้าไป ให้ใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจชนิดมีที่ครอบให้อากาศแบบวาล์วทางเดียวหรืออุปกรณ์ที่เหมาะสมอื่นๆ เช่น อุปกรณ์ช่วยหายใจชนิดมือบีบ
การปฐมพยาบาล “การสัมผัส” แอมโมเนียทางผิวหนัง
- รีบถอดเสื้อผ้า และ เครื่องประดับออก
- ล้างด้วยน้ำสะอาดจำนวนมากและต่อเนื่องอย่างน้อย 15 นาที โดยให้น้ำไหลผ่าน
- กรณีสัมผัสแอมโมเนียและมีแผลไหม้จากความเย็นจัด ให้แช่หรือประคบด้วยน้ำอุ่น พร้อมทั้งใช้ผ้าสะอาดคลุมเอาไว้บริเวณแผลไหม้ แล้วรีบไปพบแพทย์
การปฐมพยาบาล “การรับประทาน” แอมโมเนียทางปาก
- ให้ดื่มน้ำมากๆ ห้ามล้วงคอหรือทำให้อาเจียน
- ถ้าหมดสติให้นอนหงาย เอียงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่ง สังเกตการหายใจและจับชีพจรที่คอ หรือขาหนีบ ถ้าหยุดหายใจต้องทำการปั๊มหัวใจเพื่อช่วยชีวิต
- รีบนำส่งแพทย์
การปฐมพยาบาลแอมโมเนีย “สัมผัสดวงตา”
- ถอดคอนแทคเลนส์ออก (ถ้ามี) และสามารถทำได้อย่างปลอดภัย
- ตะแคงเอียงหน้า แล้วล้างตาด้วยน้ำสะอาดผ่านดวงตาจำนวนมากอย่างต่อเนื่องล้างน้ำอย่างน้อย 30 นาที จากหัวตามาหางตาจนกว่าจะไม่เคืองตา
- ห้ามขยี้ตา
- รีบไปพบแพทย์
ทั้งนี้ หลังจากปฐมพยาบาลเบื้องต้น แนะนำให้สังเกตอาการอย่างต่อเนื่อง โดยหลังเกิดเหตุให้สังเกตตัวเองเป็นเวลา 1 เดือน ว่ามีอาการไอ แสบคอ มีเสมหะหรือไม่ ถ้ามีควรรีบไปพบแพทย์ และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน กรมควบคุมโรค โทร.1422