แสดงว่าการทำ IF ที่เข้มข้นกว่าสูตร 16:8 หรือกินน้อยกว่า 8 ชั่วโมง มีความเสี่ยงที่จะตายจากโรคหัวใจเพิ่มขึ้น ทั้งในคนทั่วไปและผู้ป่วยโรคหัวใจหรือมะเร็ง และเมื่ออ่านตารางผลการศึกษาการตายจากโรคหัวใจในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด พบว่าการกินน้อยกว่า 8 ชั่วโมงมีความเสี่ยง Hazard Ratio เท่ากับ 1.91 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% 1.20-3.03) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-Value = 0.006) ส่วนการกิน 8-10 ชั่วโมงมี Hazard Ratio เท่ากับ 1.25 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% 0.92-1.71) ไม่ถือว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว่าในคนทั่วไปการทำ IF แบบ 16:8 กิน 8-10 ชั่วโมง ไม่มีความเสี่ยงที่จะตายจากโรคหัวใจ
ทั้งนี้ ทีมวิจัยใช้ชุดข้อมูลจาก การสำรวจสุขภาพและโภชนาการแห่งชาติสหรัฐระหว่างปี 2546-2561 และเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2546-2562
ข้อจำกัดของงานวิจัยชิ้นนี้ ที่ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไป
นักวิจัยยอมรับว่า การศึกษาวิจัยนี้ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากอาศัยข้อมูลจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับเวลาการกินอาหารของพวกเขาเท่านั้น และไม่ได้ควบคุมปัจจัยอื่นๆ ที่อาจมีบทบาทต่อสุขภาพของผู้เข้าร่วม เช่น อาหารที่กิน หรือสุขภาพพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง
รวมแนวคิดของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องนี้
ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ ชี้การจำกัดเวลากินอาหาร 8 ชั่วโมงต่อวัน อาจให้ประโยชน์ในระยะสั้น แต่ส่งผลเสียในระยะยาว
หนึ่งในแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ออกมาวิเคราะห์เรื่องนี้ คือ ดร.คริสโตเฟอร์ ดี การ์ดเนอร์ ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ Rehnborg Farquhar แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัย ได้ออกมาให้ความเห็นว่าโดยรวมแล้ว การศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าการจำกัดเวลากินอาหาร 8 ชั่วโมงต่อวัน อาจให้ประโยชน์ในระยะสั้น แต่ส่งผลเสียในระยะยาว หากมีการศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติมและนำเสนอการศึกษาอย่างครบถ้วน จะน่าสนใจและเป็นประโยชน์กว่านี้
นักโภชนาการให้ความเห็น การทำ IF แบบ 16:8 อาจนำไปสู่การบริโภคมากเกินไปในเวลาอันจำกัด จึงเสี่ยงต่อโรคหัวใจมากขึ้น
ทริสต้า เบส นักโภชนาการที่มีใบรับรองจากสถาบัน Balance One Nutrition แสดงความคิดเห็นต่องานวิจัยนี้ ว่า สาเหตุที่ผลวิจัยออกมาว่าคนที่ทำ IF 16:8 เสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มมากขึ้นนั้น อาจเนื่องมาจากพฤติกรรมการเลือกกินที่ผิดวิธี
“การกำหนดให้กินอาหารได้แค่ 8 ชั่วโมงต่อวัน อาจนำไปสู่การบริโภคมากเกินไปในช่วงระยะเวลาอันจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางคนจะรู้สึกว่า ยิ่งมีเวลากินน้อยลง ก็ต้องกินชดเชยให้มากขึ้นด้วยการกินอาหารมื้อใหญ่ขึ้น หรือกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ สิ่งนี้อาจส่งผลต่อความผิดปกติของระบบเผาผลาญ รวมถึงการดื้อต่ออินซูลิน ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้น และการอักเสบที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ”
นอกจากนี้ ข้อสังเกตอีกอย่างคือ การอดอาหาร 16 ชั่วโมงต่อวันอาจ หมายถึงการอดอาหารเป็นเวลานาน ซึ่งมันสามารถกระตุ้นการตอบสนองต่อความเครียดในร่างกาย จนปล่อยฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมามากขึ้น และส่งผลต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดตามไปด้วย
ทั้งนี้ ในมุมมองของนักโภชนาการ ทริสต้าแนะนำว่า การลดน้ำหนักอย่างสุขภาพดี อาจไม่ได้หมายถึงการอดอาหารหลายชั่วโมง เพราะนั่นอาจนำไปสู่การขาดสารอาหารหรือความไม่สมดุลในร่างกายได้ ดังนั้น แม้ว่าการทำ IF 16:8 จะให้ประโยชน์จริง เช่น ช่วยลดน้ำหนักและทำให้การเผาผลาญที่ดีขึ้น แต่ก็ต้องทำอย่างเหมาะสมและมีสติ ที่สุดแล้วก็ควรเลือกกินอาหารที่มีคุณภาพ (โปรตีนสูง ไขมันต่ำ โลว์คาร์บ เน้นผักผลไม้ธัญพืช) และดูแลปัจจัยการดำเนินชีวิตให้ดีต่อสุขภาพโดยรวมด้วย
แพทย์ศิริราช อธิบายเพิ่มเติม อย่าด่วนสรุปว่า IF แย่
ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยข้อมูลผ่านทาง X ระบุว่านับเป็นข่าวช็อกวงการลดน้ำหนัก พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า
การศึกษานี้เก็บข้อมูลจาก NHANES ซึ่งเป็น dataset ขนาดใหญ่และใช้กันมานาน ข้อมูลจาก dataset นี้ใช้ตอบคำถามวิจัยมากมายมายาวนาน ทีมเก็บข้อมูลและวิเคราะห์มีประสบการณ์และฝีมือดี
ข้อมูลนี้มีจุดด้อยคือเป็นการสำรวจวิธีการทำ IF 16:8 แบบ self assessment ด้วย questionnaire ของปีแรกที่เก็บข้อมูล ไม่สามารถยืนยันว่าทุกคนทำ IF 16:8 สูตรนี้สม่ำเสมอหรือไม่
จุดแข็งของการศึกษานี้คือ dataset ขนาดใหญ่เกือบ 2 หมื่นคน และตามข้อมูลนานเฉลี่ย 8 ปี และตามนานสุดถึง 17 ปี ในขณะที่ผลดีรายงานก่อนหน้านี้ล้วนเป็นผลระยะสั้น ไม่เคยมีข้อมูลยาวขนาดนี้
ข้อสังเกตอีกอันคืออายุเฉลี่ย 49 ปี (วัยกลางคน)
มีข้อมูลกลุ่มที่อดอาหารน้อยกว่านี้ด้วยคือมีระยะเวลากิน 8-10 ชม และมีโรคหัวใจร่วมด้วยพบว่าเสี่ยงเสียชีวิตเพิ่ม 66% ด้วย ตรงกันข้ามในคนไข้มะเร็งการไม่ทำ IF อัตราตายก็น้อยกว่า สอดคล้องกับข้อมูลข้างต้นไปในทางเดียวกันหมด
ภาพรวมการทำ IF ไม่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต
การศึกษานี้เป็นระบาดวิทยา พบว่ามันสัมพันธ์กันแบบนี้จริง แต่การจะหาคำอธิบายหรือกลไกก็ต้องศึกษาใหม่ เก็บข้อมูลและวิเคราะห์แบบอื่น
ดังนั้น โดยสรุป ขอให้ aware ในข้อมูล และระมัดระวังในกลุ่มวัยกลางคนขึ้นไปและมีโรคร่วม อย่าไปเหมาหมดว่า IF แย่ และอย่าไปอวยแบบเหมาเช่นกันว่าดีเลิศ ควรพิจารณากันเป็นรายคน