ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเฉียบพลัน ซึ่งมี 2 ภาวะ คือ
- ภาวะเลือดเป็นกรดจากสารคีโตน (Diabetic Ketoacidosis, DKA) คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงทีมีน้ำตาลในเลือดมากกว่า 250 มิลลิกรัม / เดซิลิตร ร่วมกับภาวะกรดเมตาบอลิกจากกรดคีโตนคั่งในร่างกาย
- ภาวะเลือดข้นจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงรุนแรง (Hyperosmolar Hyperglycemic state, HHS) คือภาวะน้ำตาลในเลือดสูงทีมีน้ำตาลในเลือดมากกว่า 600 มิลลิกรัม / เดซิลิตร และออสโมลาลิตีในเลือดมากกว่า 320 มิลลิออสโมล / กก. ร่วมกับระดับความรู้สึกตัวลดลง
อาการ: คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ไม่สบายตัว หอบเหนื่อย ปัสสาวะมาก ซึม ชัก หมดสติ
หลักการแก้ไข: หากผู้ป่วยมีอาการจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเฉียบพลัน “ต้องรีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที”
ภาวะแทรกซ้อนแบบเรื้อรังของโรคเบาหวาน คืออันตรายในอันตราย!
ภาวะนี้จะเป็นอาการที่เกิดขึ้นในระยะยาว ซึ่งมักเป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึง 2 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรืออาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยต้องสูญเสียอวัยวะและทำให้มีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง พร้อมกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
ภาวะแทรกซ้อนที่หลอดเลือดขนาดเล็ก ได้แก่
- ภาวะแทรกซ้อนที่จอประสาทตา
- ภาวะแทรกซ้อนที่ไต
- ภาวะแทรกซ้อนที่เส้นประสาท
ภาวะแทรกซ้อนที่หลอดเลือดขนาดใหญ่ ได้แก่
- โรคหลอดเลือดหัวใจ
- โรคหลอดเลือดสมอง
- โรคหลอดเลือดส่วนหลายอุดตัน ซึ่งเป็นปัจจัยส่งให้เกิดแผลที่เท้าของผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ
1. โรคเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนที่จอประสาทตา
“เบาหวานขึ้นตา” โรคแทรกซ้อนที่เกิดในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ทำให้หลอดเลือดในจอประสาทตาเริ่มอักเสบ โป่งพอง มีเลือด และมีน้ำเหลืองซึมออกมาทั่วจอประสาทตา หากรั่วซึมถึงจุดศูนย์กลางของการรับภาพ อาจทำให้มีอาการตาพร่ามัว หากหลอดเลือดและพังผืดเกิดใหม่ยังมีผนังไม่แข็งแรง ฉีกขาดง่าย จะเป็นตัวที่ยึดดึงจอประสาทตาให้หลุดลอกออกมาและตาบอดสนิท
อาการ สายตามัวลง เกิดจากการหักเหแสงของเลนส์ผิดปกติในขณะที่น้ำตาลในเลือดสูง หรือเกิดจากต้อกระจก หรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของจอประสาทตา ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมจะทำให้ผู้ป่วยตาบอดได้ , เห็นเงาดำบังเวลามองภาพ เกิดจากมีเลือดออกในน้ำวุ้นลูกตา , มองเห็นภาพซ้อน เกิดจากกล้ามเนื้อตาที่ควบคุมโดยเส้นประสาทสมองทำงานผิดปกติ
2.โรคเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนที่ไต
เบาหวานเป็นสาเหตุของโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ภาวะแทรกซ้อนที่ไตเป็นสาเหตุหนึ่งของการเสียชีวิตของผู้ป่วยทั้งเบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ซึ่งเป็นอาการที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และระดับความดันโลหิต
อาการ ระยะแรกผู้ป่วยจะไม่มีอาการ แต่หากไปตรวจปัสสาวะจะพบโปรตีนอัลบูมินหรือไข่ขาวรั่วออกมาทางปัสสาวะในปริมาณเล็กน้อย คือ ตรวจพบโปรตีนอัลบูมินในปัสสาวะประมาณ 30-300 มิลลิกรัมต่อวัน
ระยะต่อมาเมื่อปริมาณโปรตีนรั่วออกมามากขึ้น อาจสังเกตพบปัสสาวะเป็นฟองและมีอาการบวมได้ ในระยะนี้ จะตรวจพบความดันโลหิตสูงร่วมด้วย (ปริมาณโปรตีนอัลบูมินในปัสสาวะระยะนี้จะมีปริมาณมากกว่า 300 มิลลิกรัมต่อวัน) หากยังไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม จะส่งผลให้การทำงานของไตลดลง และเกิดภาวะไตวายเรื้อรังในที่สุด จนต้องรักษาด้วยการฟอกเลือด หรือล้างไต
3.โรคเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนที่เส้นประสาท
ภาวะนี้ผู้ป่วยจะมีอาการชาที่ปลายเท้า ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลที่เท้า โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดส่วนปลายอุดตันร่วมด้วย เป็นเหตุให้ผู้ป่วยอาจต้องถูกตัดนิ้วหรือตัดขา ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่เส้นประสาท ได้แก่ ระดับน้ำตาลในเลือด ภาวะความดันโลหิตสูง และการสูบบุหรี่ เป็นต้น
อาการ ผู้ป่วยอาจมีอาการชาที่ปลายมือปลายเท้าทั้งสองข้าง ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน หรือปวดเหมือนถูกแทง ส่วนใหญ่อาการมักจะเกิดตอนกลางคืน ระยะต่อมาอาการปวดจะลดลง แต่จะรู้สึกชาและรับรู้การสัมผัสลดลง นอกจากนี้บางรายอาจมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขนาดเล็กของแขนและขาได้
4.โรคเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนที่หลอดเลือดหัวใจ
ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน นับว่าเป็นโรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายมาก เพราะทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวมากกว่าผู้ป่วยทั่วไป 1.5 เท่าละมีโอกาสเสียชีวิตสูงกว่าเกือบ 2 เท่า ซึ่งผู้ป่วยจะมีภาวะความดันโลดหิตและไขมันในเลือดสูง แต่อาการนี้ผู้ป่วยไม่สามารถรับรู้ได้เอง ดังนั้นจะต้องได้รับการตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอ
5. โรคเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนที่หลอดเลือดสมอง
เป็นโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากหลอดเลือดที่มาเลี้ยงบริเวณสมองตีบตัน ทำให้ผู้ป่วยพิการหรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โอกาสเกิดหลอดเลือดสมองตีบตันจะสูงมากขึ้นในผู้เป็นเบาหวานที่มีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ทำให้อวัยวะที่สมองส่วนนั้นควบคุมอยู่อ่อนแรงลงไป เกิดอัมพฤกษ์ หรืออัมพาต อายุถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเสี่ยงนี้ ผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 70 ปีมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้สูงถึง 3 เท่า
6. โรคเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนที่หลอดเลือด
โรคนี้ไม่ทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ทำให้รู้สึกรำคาญและทุกข์ทรมาน เกิดจากเส้นเลือดฝอยที่มาเลี้ยงเส้นประสาทถูกทำลาย ไม่สามารถส่งออกซิเจนมาตามกระแสเลือดเพื่อไปเลี้ยงเส้นประสาทได้ รวมถึงการมีน้ำตาลสะสมรวมตัวกันอยู่บริเวณเส้นประสาทเองด้วย จึงทำให้การทำงานของเส้นประสาทเสื่อมลง ความรู้สึกในการรับรู้ต่างๆ ลดลง โดยเฉพาะบริเวณปลายมือ ปลายเท้า จะเกิดอาการชา เมื่อกระทบถูกความร้อนหรือเจ็บปวดจะไม่ค่อยรู้สึก จึงเป็นอันตรายกับผู้เป็นเบาหวาน เพราะอาจทำให้เกิดแผลได้ง่ายโดยไม่รู้สึกตัว เมื่อเป็นมากอาจทำให้กล้ามเนื้อลีบและเล็กลง รวมถึงทำกิจวัตรประจำวันได้น้อยลง
7. โรคเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนที่ผิว
โรคผิวหนัง เกิดจากร่างกายขาดน้ำ ทำให้ผิวหนังแห้งและเกิดการติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะเชื้อรา ทำให้เกิดอาการคันและเกิดเป็นแผลตามผิวหนัง ผิวแห้ง ผิวแตก หนังหนา หรือเกิดหนังแข็งๆ ที่ฝ่าเท้า ทั้งนี้ แผลที่เกิดขึ้นมักจะหายยากและเกิดการอักเสบ ผู้เป็นเบาหวานจึงควรหมั่นดูแลรักษาผิวให้สะอาดอยู่เสมอ ทาครีม หรือโลชั่นบำรุงผิว คอยสำรวจร่างกายอยู่เสมอว่ามีตุ่ม หรือแผลที่บริเวณใดบ้าง ถ้าเกิดมีฝีหรือแผล ควรรีบรักษาตั้งแต่เริ่มต้น
8. โรคเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนในช่องปาก
เบาหวานทำให้เกิดปัญหาในช่องปาก โดยเฉพาะเหงือกและฟันได้เช่นกัน ภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานต่อช่องปากมีสาเหตุเช่นเดียวกับโรคแทรกซ้อนในอวัยวะอื่น ซึ่งอาการที่พบในช่องปากของผู้เป็นโรคเบาหวาน คือ ปากแห้ง ลิ้นอักเสบ อาจมีการติดเชื้อรา หากใส่ฟันปลอมมักเกิดมีแผลได้ง่าย มีเหงือกอักเสบรุนแรง โรคในช่องปากที่เด่นที่สุดก็คือ โรคปริทันต์
ทั้งหมดนี้ เป็นโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากการเป็นเบาหวาน ที่ส่งผลต่อการทำงาน และการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน สูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น และบางครั้งโรคแทรกซ้อนนั้นอาจอันตรายถึงแก่ชีวิต หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที หากมีความรู้ในการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันและลดความรุนแรงของโรคดังกล่าว จะช่วยให้ผู้เป็นเบาหวานมีสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงลดค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปกับการรักษาโรคแทรกซ้อน หากคุณหรือคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวานก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใส่ใจกับการเลือกบริโภคอาหารให้เหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ และลดเลิกพฤติกรรมที่จะทำให้อาการของโรคแย่ลง เพื่อที่คุณและคนที่คนรักจะได้ใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข